บทที่ 4 ใต้รอยแค้น
รถตู้คันหรูสีดำสนิทแล่นผ่านประตูรั้วเหล็กดัดสไตล์ยุโรป เข้าสู่อาณาจักรแบล็คเวลล์ คฤหาสน์หลังงามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่นับสิบไร่ โอ่อ่าและยิ่งใหญ่ราวกับปราสาทในเทพนิยาย แต่สำหรับพิมพ์มาดาแล้ว ที่นี่ไม่ต่างอะไรจากกรงทองที่สร้างขึ้นเพื่อกักขังและทรมานเธอ
นพ บอดี้การ์ดคนสนิทของแบรนดอน เป็นผู้นำทางร่างบางที่ถือกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว ลัดเลาะผ่านโถงทางเดินหรูหราไปยังปีกซ้ายของคฤหาสน์ ซึ่งเป็นโซนที่พักของแม่บ้าน
“นี่คือห้องพักของคุณพิมพ์มาดาครับ นายท่านสั่งไว้ว่า พรุ่งนี้คุณต้องเริ่มงานในฐานะผู้ดูแลส่วนตัว พักผ่อนเถอะครับ”
นพเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ แล้วจึงเดินจากไป
พิมพ์มาดาผลักบานประตูเข้าไป แม้จะเป็นเพียงห้องของคนรับใช้ แต่มันก็กว้างขวางและสะอาดสะอ้าน หญิงสาววางกระเป๋าลงบนพื้น พร้อมกับทรุดตัวนั่งบนเตียงแคบๆ ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้ตลอดทางไหลรินออกมาอย่างไร้เสียงสะอื้น
เธอต้องอดทน… เพื่อครอบครัว เพื่อพนักงานนับร้อยชีวิต และเพื่อชดใช้ตราบาปที่เธอเคยก่อไว้กับเขาในอดีต
ในเวลาเดียวกัน บนชั้นสามของคฤหาสน์ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของประธานหนุ่ม แบรนดอนยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีเข้ม มือหนาค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำออกทีละเม็ด แล้วถอดมันโยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
ภาพสะท้อนในกระจกเผยให้เห็นเรือนกายแกร่งกำยำ ทว่ารอยแผลเป็นฉกรรจ์จากไฟไหม้กลับดึงดูดสายตามากกว่าสิ่งใด แผลเก่าลากยาวจากหัวไหล่ซ้ายลงมาถึงบริเวณอก ร่องรอยจากเปลวเพลิงเมื่อห้าปีก่อนยังคงทิ้งความเจ็บปวดเอาไว้บนร่างกายและในความทรงจำ
รอยแผลเหวอะหวะที่ครั้งหนึ่งเคยน่าเกลียดน่ากลัว บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยรอยสักรูปดอกพลับพลึงสีขาวบริสุทธิ์ ก้านและใบสีเขียวเข้มเลื้อยพันไปตามแนวแผลอย่างประณีต ราวกับดอกไม้กำลังเบ่งบานอยู่บนความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกในหัวใจของเขา
มือหนายกขึ้นลูบรอยสักอย่างเผลอไผล
เพียงสัมผัสเดียว ความทรงจำที่พยายามฝังมานานหลายปีก็ย้อนกลับมา
ภาพเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ
กลิ่นควันไฟที่แสบจมูก
ความร้อนที่แผดเผาร่างกายจนแทบไหม้
และใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง… ผู้หญิงที่เขาเคยรักสุดหัวใจ
ดวงตาสีนิลแข็งกร้าวขึ้นทันที แบรนดอนดึงมือกลับราวกับเพิ่งถูกไฟลวก
ห้าปีแล้ว…
เขาใช้เวลาถึงห้าปีสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่จากคนที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว จากชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง กลายเป็นผู้มีอำนาจที่ไม่มีใครกล้าต่อรองด้วย
เขาควรลืมเธอได้แล้ว
ควรลืมรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคำเรียกที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้หัวใจของเขาพองโต
แต่ทันทีที่ได้เห็นเธออีกครั้ง ทุกอย่างกลับพังทลายลงอย่างง่ายดาย
เพียงแค่เธอยืนอยู่ตรงหน้า หัวใจที่เขาคิดว่าตายไปแล้วกลับยังเต้นแรง
เพียงแค่เห็นน้ำตาของเธอ ความเจ็บปวดที่เขาคิดว่าหายดีแล้วกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
แบรนดอนกำมือแน่น
“อย่าใจอ่อนเด็ดขาด…”
เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองอย่างหนักแน่น
เขาจะไม่ยอมกลับไปเป็นผู้ชายโง่ๆคนเดิมอีก
ไม่ว่าเธอจะร้องไห้มากแค่ไหน ไม่ว่าเธอจะพยายามอธิบายอะไร เขาจะไม่ฟัง
เพราะสำหรับเขา สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่มีวันย้อนกลับไปแก้ไขได้
และคนที่ทำให้ชีวิตของเขาพังทลายก็คือเธอ
แบรนดอนละสายตาจากกระจก แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในห้องนอน เขาเปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง แล้วหยิบล็อกเกตสีเงินรูปดอกพลับพลึงขึ้นมากำไว้แน่น
ของชิ้นเล็กๆนี้อยู่กับเขามาตลอดห้าปี
หลายครั้งที่เขาคิดจะโยนมันทิ้ง
หลายครั้งที่เขาบอกตัวเองว่าควรลืมทุกอย่าง
แต่สุดท้าย… เขาก็ทำไม่ได้
ปลายนิ้วแข็งแรงลูบผ่านลวดลายบนล็อกเกตอย่างแผ่วเบา ภายในใจกลับปรากฏภาพของเด็กสาวคนเดิมขึ้นมาอีกครั้ง
คนที่เคยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
คนที่เคยบอกว่าจะอยู่ข้างเขาตลอดไป
และคนเดียวกันนั้น… กลับเป็นคนที่ทิ้งเขาไว้ท่ามกลางพายุฝน
นัยน์ตาสีนิลสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ทว่าความแค้นก็กลับเข้าครอบงำอีกครั้ง
“เธอเลือกเองนะ พลับพลึง…”
เสียงทุ้มเอ่ยเบาราวกับพูดกับคนที่อยู่ตรงหน้า
“ครั้งนี้ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอหนีไปไหนอีก”
มือหนากำล็อกเกตแน่น แล้วค่อยๆวางมันกลับลงในลิ้นชัก
เขาปิดลิ้นชักช้าๆแล้วทอดสายตามองความมืดนอกหน้าต่าง
ความรักที่เคยมีอาจยังหลงเหลืออยู่
แต่ความแค้นก็ยังคงอยู่เช่นกัน
และเขาจะใช้มันเป็นเครื่องมือบังคับให้เธอชดใช้ทุกอย่าง
แม้จะต้องทำร้ายเธอ…
แม้จะต้องเห็นน้ำตาของเธอ…
หรือแม้แต่ต้องทำร้ายหัวใจตัวเองอีกครั้งก็ตาม
แบรนดอนก็จะไม่มีวันยอมแพ้
เพราะเกมระหว่างเขากับเธอ เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น…
