บทที่ 7 ความลับของพลับพลึง

“เกิดบ้าอะไรขึ้น!”

เสียงทุ้มตวาดลั่น ร่างสูงใหญ่ของแบรนดอนพุ่งฝ่าวงล้อมของทีมงานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เห็นเลือดสีสดเปรอะอยู่บนฝ่าเท้าของพลับพลึง แววตาที่เคยเย็นชาก็เปลี่ยนเป็นวาวโรจน์

“ใครเป็นคนทำ!”

ไม่มีใครกล้าตอบ ทุกคนได้แต่ยืนตัวแข็งอยู่กับที่

แบรนดอนก้มมองรองเท้าส้นสูงที่ถูกถอดทิ้ง ก่อนจะเห็นเข็มหมุดเปื้อนเลือดซ่อนอยู่ด้านใน กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ

แต่เขาไม่มีเวลาคาดคั้นหาตัวคนผิดในตอนนี้

เมื่อเห็นร่างบางที่กำลังหมดสติ ชายหนุ่มรีบช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มแนบอกอย่างทะนุถนอม

“นพ! เอารถออก ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”

“ครับนาย!”

นพรีบวิ่งนำออกไปทันที

แบรนดอนก้มมองใบหน้าซีดเซียวในอ้อมแขน ความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นกลางอกอย่างที่เขาไม่ต้องการยอมรับ

เขาไม่ควรเป็นห่วงเธอ

แต่ในวินาทีที่เห็นเลือดของพลับพลึง หัวใจกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง

ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชน

กลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยจางๆอยู่ในอากาศ พลับพลึงนอนเอนหลังอยู่บนเตียงคนไข้ หลังได้รับการทำแผลและฉีดยาบาดทะยัก ใบหน้าของเธอยังคงซีดเซียวจากความเจ็บปวด

โชคดีที่เข็มไม่ได้ทิ่มลึกจนกระทบเส้นประสาทสำคัญ แต่ฝ่าเท้าของเธอยังคงปวดหนึบทุกครั้งที่ขยับตัว

“พักเท้าไว้ก่อนนะครับ ช่วงนี้พยายามอย่าลงน้ำหนักมาก”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณหมอ”

พลับพลึงพยักหน้ารับ ก่อนทอดสายตามองบาดแผลของตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า

แบรนดอนเปิดประตูเข้ามา

“เป็นยังไงบ้าง?”

“คุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่ต้องพักเท้า”

“อืม”

ชายหนุ่มรับคำสั้นๆสายตาคมกริบเหลือบมองบาดแผลบนเท้าของเธอ ก่อนจะนึกถึงเข็มหมุดที่พบในรองเท้า

มีคนจงใจทำร้ายเธอ

แต่เป็นใคร?

และทำไปเพื่ออะไร?

แบรนดอนกำลังจะเอ่ยถาม แต่เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นเสียก่อน

พลับพลึงสะดุ้งเล็กน้อย รีบควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ใบหน้าของเธอก็ซีดลงทันที

เธอไม่ได้กดรับ

ปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดตัดสายทิ้งอย่างรวดเร็ว

แบรนดอนมองการกระทำนั้นด้วยสายตาสงสัย

“ไม่รับเหรอ?”

“ม…ไม่มีอะไรค่ะ”

เธอรีบหลบสายตา

แบรนดอนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

“ผมจะออกไปจัดการเรื่องเอกสารกับค่ารักษาให้เรียบร้อยก่อน คุณพักผ่อนเถอะ”

“ค่ะ”

ชายหนุ่มหันหลังเดินออกจากห้องไป

ทันทีที่บานประตูปิดลง พลับพลึงก็ผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาอย่างโล่งอก ทว่าความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงนาที โทรศัพท์ในมือก็สั่นครืดขึ้นมาอีกครั้ง

ชื่อเดิมที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาร่างของเธอสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

ครั้งนี้เธอไม่กล้าปล่อยให้สายดังอยู่นาน เพราะรู้ดีว่าหากไม่ยอมรับ คนปลายสายอาจกระหน่ำโทรมาไม่หยุด หรือที่แย่ไปกว่านั้น… เขาอาจจะไปหาแม่ของเธอจริง ๆ

พลับพลึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา

“ฮัลโหลค่ะ…เสี่ย”

น้ำเสียงของเธอสั่นพร่า

“สวัสดีหนูพลับพลึง พอดีลูกน้องของเสี่ยแจ้งว่าเดือนนี้หนูยังไม่จ่ายดอกเบี้ยมาเลยนะ หรือต้องให้เสี่ยไปเยี่ยมแม่ของหนูดีจ๊ะ…หึงๆ”

ใบหน้าของพลับพลึงซีดเผือด

“อย่านะคะ!”

น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมา

“อย่าไปยุ่งกับแม่พลับนะ! พลับขอร้อง พลับจะรีบหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้ทัน เสี่ยอย่าทำอะไรแม่พลับนะคะ!”

ปลายสายหัวเราะอย่างพึงพอใจ ก่อนตัดสายไป

พลับพลึงกำโทรศัพท์แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจควบคุม

เธอไม่รู้เลยว่า หลังจากแบรนดอนออกไปจัดการเรื่องค่ารักษา ชายหนุ่มได้เดินย้อนกลับมาเพื่อจะเข้าห้องอีกครั้ง

มือหนากำลังจะผลักประตูกระจกที่แง้มเปิดอยู่ แต่เสียงสนทนาที่ลอดออกมากลับทำให้เขาชะงัก

คำว่า “เสี่ย” ชัดเจนจนเขาไม่มีทางแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

แบรนดอนยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ฟังทุกคำพูดที่ดังลอดออกมาโดยไม่ตั้งใจ

“ดอกเบี้ย…”

“แม่…”

“จะรีบหาเงินมาจ่าย…”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น

ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?

แล้วเหตุใดพิมพ์มาดาถึงต้องติดหนี้คนแบบนั้น?

ที่สำคัญ…เธอเอาเงินไปทำอะไรจนถึงขั้นถูกข่มขู่ถึงแม่ของตัวเอง?

แบรนดอนลดมือลงช้าๆก่อนมองผ่านช่องประตูเข้าไปยังร่างบางที่กำลังร้องไห้อย่างหมดหนทาง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเคยเชื่อว่าตัวเองรู้จักผู้หญิงคนนี้ดีพอ

รู้ว่าเธอเป็นคนอย่างไร

รู้ว่าเธอเคยทำอะไรกับเขา

และรู้ว่าเหตุใดเขาจึงควรเกลียดเธอ

แต่สิ่งที่ได้ยินในคืนนี้กลับทำให้ความมั่นใจเหล่านั้นเริ่มสั่นคลอน

ดูเหมือนว่า…เบื้องหลังเรื่องราวในอดีตที่เขาเชื่อมาตลอด อาจมีความจริงอีกด้านที่เขายังไม่เคยรู้

นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงอย่างครุ่นคิด

คราวนี้…

เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าพิมพ์มาดากำลังปิดบังอะไรจากเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป