บทที่ 8 เมื่อความแค้นเริ่มสั่นคลอน
ประตูห้องฉุกเฉินถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง
พิมพ์มาดารีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกลวกๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นร่างสูงของแบรนดอนเดินกลับเข้ามา ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้าเรียบตึง ราวกับไม่เคยรับรู้บทสนทนาทางโทรศัพท์ที่เพิ่งเขย่าชีวิตเธอจนสั่นคลอนเมื่อครู่
“หมออนุญาตให้กลับได้แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นสั้นๆ
พิมพ์มาดาชะงักไปนิด ก่อนพยักหน้ารับ “ค่ะ”
เธอพยายามขยับตัวลงจากเตียง แต่เพียงแค่ปลายเท้าแตะพื้น ความเจ็บแปลบก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องรีบคว้าขอบเตียงเอาไว้แน่น
แบรนดอนมองภาพนั้นเงียบๆ
“เจ็บขนาดนี้ยังจะฝืนอีก?”
“ดิฉันไหวค่ะ”
“ผมไม่ได้ถามว่าไหวหรือไม่ไหว”
น้ำเสียงเย็นเฉียบทำให้หญิงสาวนิ่งไป แบรนดอนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ก่อนก้มมองเท้าที่พันผ้าพันแผลเอาไว้
“ผมถามว่าคุณคิดจะฝืนตัวเองไปถึงไหน”
พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบคำถาม
เธอไม่สามารถบอกเขาได้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพัก เพราะยังมีหนี้ก้อนโตที่ต้องจ่าย มีแม่ที่ต้องปกป้อง และมีพนักงานอีกนับร้อยชีวิตที่เธอต้องรับผิดชอบ ยิ่งไม่สามารถบอกได้ว่า เสียงโทรศัพท์ข่มขู่จากคนของเสี่ยทรงชัยเมื่อครู่ ทำให้เธอกลัวจนแทบหายใจไม่ออก
“กลับคฤหาสน์”
“แต่ดิฉันยังมีงาน—”
“ผมบอกให้กลับ”
“คุณแบรนดอนคะ งานหมั้นยัง—”
“งานหมั้นรอได้” เขาตัดบทเสียงเฉียบขาด ก่อนปรายตามองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “แต่ถ้าคุณคิดจะหนีไปจัดการเรื่องของตัวเองโดยไม่บอกผม… อย่าหวังว่าจะทำได้”
พิมพ์มาดานิ่งอึ้ง ราวกับถูกสายตาคู่นั้นตรึงไว้กับที่
เขารู้เรื่องเสี่ยทรงชัยอย่างนั้นหรือ?
“ดิฉันไม่ได้คิดจะหนีค่ะ”
“ก็ดี” แบรนดอนโน้มตัวลงเล็กน้อย สายตาคมกริบจับจ้องใบหน้าซีดเซียวของเธอ “เพราะตราบใดที่เรื่องของเรายังไม่จบ คุณไม่มีสิทธิ์หายตัวไปไหนทั้งนั้น”
พิมพ์มาดากำมือแน่น “เข้าใจแล้วค่ะ”
ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนหันหลังเดินนำออกไป
“แล้วก็จำเอาไว้” เขาหยุดฝีเท้าโดยไม่หันกลับมามอง “อย่าเพิ่งฝืนจนตายไปซะก่อนล่ะ”
พิมพ์มาดาเงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างอย่างไม่เข้าใจ คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำด่าทอ แต่ไม่รู้ทำไม… เธอกลับรู้สึกว่ามันมีบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้น
…
คฤหาสน์แบล็คเวลล์ในยามค่ำคืนเงียบสงัดกว่าปกติ
ทันทีที่รถหรูจอดสนิทหน้าประตูคฤหาสน์ พิมพ์มาดาพยายามเปิดประตูลงด้วยตัวเอง แต่ข้อเท้าที่บาดเจ็บทำให้การก้าวเดินเพียงก้าวเดียวกลายเป็นเรื่องยากลำบาก
“ให้ผมช่วยครับ” นพกำลังจะเข้าไปประคอง ทว่าเสียงเยียบเย็นของแบรนดอนกลับดังขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้อง”
ร่างสูงเดินตรงเข้ามา ก่อนจะช้อนตัวหญิงสาวขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย
พิมพ์มาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “คุณแบรนดอน! ดิฉันเดินเองได้ค่ะ”
“ถ้าเดินได้ก็เดินไปแล้ว”
คำตอบห้วนจัดทำเอาเธอต้องหุบปากเงียบ แบรนดอนอุ้มเธอเดินขึ้นบันไดไปจนถึงห้องพักของแม่บ้าน ก่อนจะวางร่างบางลงบนเตียงอย่างระมัดระวังผิดกับคำพูด
“คืนนี้พักซะ”
“ค่ะ”
“พรุ่งนี้ไม่ต้องทำงาน”
พิมพ์มาดาชะงัก “แต่—”
“นี่คือคำสั่ง”
เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ประตูปิดลง พิมพ์มาดามองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความสับสน ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
ทว่าความกังวลในอกกลับไม่ยอมจางหายไป ภาพคำขู่ของเสี่ยทรงชัยยังคงวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัว เธอต้องรีบหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้ได้
หญิงสาวฝืนยันตัวลุกขึ้น หยิบแฟ้มงานที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดดู
ถ้าเธอทำงานเพิ่มอีกสักหน่อย… บางทีอาจหาเงินได้ทัน
แม้จะเจ็บจนแทบนั่งไม่ไหว แต่พิมพ์มาดาก็ยังฝืนหยิบดินสอขึ้นมา ทว่าเพียงไม่นาน ตัวอักษรและภาพสเกตช์ตรงหน้าก็เริ่มพร่าเลือน ร่างกายที่อดหลับอดนอนสะสมมาหลายคืนกำลังส่งสัญญาณเตือนขีดจำกัด
เธอวางดินสอลง พยายามลุกขึ้นหมายจะไปรินน้ำดื่ม แต่เพียงแค่ก้าวเดียว…
ร่างบางก็เซถลาล้มลงกับพื้น
ตุบ!
แฟ้มเอกสารร่วงกระจายเต็มพื้น พิมพ์มาดาพยายามยันตัวเองขึ้น แต่ท่อนแขนกลับไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่อีกแล้ว ความร้อนระอุเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เปลือกตาของเธอหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น
“แม่คะ…”
เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลง ปล่อยให้ร่างบางนอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นห้องที่เย็นเฉียบ
ไม่มีใครรับรู้เลยว่า… ในค่ำคืนนี้ หญิงสาวที่ถูกทิ้งให้อยู่เดียวดายในห้องเล็กๆ กำลังจมดิ่งสู่อาการไข้สูงจัด จนร่างกายร้อนระอุราวกับถูกไฟเผาอย่างเดียวดาย…
