บทที่ 9 ค่ำคืนที่หัวใจทรยศ
กลางดึก…
เสียงฝนตกกระทบกระจกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าความเงียบภายในคฤหาสน์กลับทำให้เสียงนั้นชัดเจนกว่าปกติ
แบรนดอนนั่งเพียงลำพังในห้องทำงาน แฟ้มเอกสารตรงหน้าถูกเปิดค้างมาเกือบชั่วโมง แต่เขากลับไม่ได้อ่านมันแม้แต่บรรทัดเดียว
ภาพฝ่าเท้าที่บาดเจ็บและใบหน้าซีดเซียวของพิมพ์มาดาที่โรงพยาบาล ยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัว
ชายหนุ่มปิดแฟ้มอย่างหงุดหงิด
เขาพยายามบอกตัวเองว่าเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับเขา เธอเป็นเพียงคนที่ถูกพากลับมาเพื่อชดใช้ความผิดในอดีต ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเป็นห่วง แต่ยิ่งพยายามสลัดทิ้ง ภาพของเธอกลับยิ่งสลักลึกชัดเจนขึ้น
สุดท้ายแบรนดอนก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
เมื่อเปิดประตูห้องทำงาน เขาก็พบนพกำลังเดินผ่านโถงทางเดินพอดี
“นพ”
“ครับนาย” บอดี้การ์ดคนสนิทหยุดแล้วเดินเข้ามาหา
สีหน้าของแบรนดอนกลับมานิ่งเรียบตามเดิม “เรื่องผู้หญิงที่ชื่อริต้า”
“ครับ?”
“จัดการให้เรียบร้อย” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยสั่งเด็ดขาด “ถอนเธอออกจากงานบริษัททั้งหมดและจับตาดูไว้ ถ้ายังก่อเรื่องวุ่นวายอีกก็จัดการตามสมควร”
“รับทราบครับ”
แบรนดอนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “แล้วก็อีกเรื่อง”
“ครับนาย”
“ไปสืบเรื่องหนี้สินของพิมพ์มาดา”
นพตั้งใจฟังทันที
“ฉันต้องการรู้ว่าเธอเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ และเจ้าหนี้คือใคร” ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อย ภาพใบหน้าหวาดกลัวของหญิงสาวในโรงพยาบาลย้อนกลับมา “ถ้าสืบได้ว่าหนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ก็เอาข้อมูลมาด้วย”
“ได้ครับ”
“ทำให้เงียบที่สุด อย่าให้พิมพ์มาดารู้ตัวว่าฉันกำลังสืบเรื่องนี้”
“ครับนาย” นพค้อมศีรษะรับคำสั่ง ก่อนเดินแยกไปจัดการตามหน้าที่
แบรนดอนยืนนิ่งอยู่กลางโถงครู่หนึ่ง แทนที่จะเดินกลับเข้าห้องทำงาน ร่างสูงกลับมุ่งหน้าไปยังปีกซ้ายของคฤหาสน์… จนรู้ตัวอีกที เขาก็มาหยุดอยู่หน้าห้องพักของแม่บ้านเสียแล้ว
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว มือหนายกขึ้นเคาะประตู แต่เมื่อไม่มีเสียงตอบรับใดๆเขาจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจชายหนุ่มสั่นสะท้าน
“พิมพ์มาดา!”
ร่างบางนอนหมดสติอยู่บนพื้นข้างเตียง แฟ้มและดินสอกระจัดกระจาย แบรนดอนรีบถลาเข้าไปช้อนตัวเธอขึ้นมา
ทว่าทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสผิวเนื้อของเธอ เขาก็ต้องชะงัก
ร้อนจัด…
“ตัวร้อนขนาดนี้ทำไมไม่มีใครรู้!”
เขาอุ้มเธอวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง ก่อนแตะหน้าผากมนอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเธอ
“พิมพ์มาดา… ได้ยินผมไหม?”
หญิงสาวไม่ตอบสนอง ริมฝีปากแห้งซีดขยับเพียงเล็กน้อยคล้ายละเมอ
“แม่คะ…”
แบรนดอนนิ่งอึ้ง “แม่เหรอ?”
เขามองใบหน้าที่กำลังหลับสนิทด้วยความสับสน หญิงสาวขยับศีรษะไปมาอย่างกระสับกระส่าย หยาดน้ำตาใสไหลซึมออกจากหางตา
“อย่า… อย่าทำอะไรแม่…”
เสียงละเมอแผ่วเบาทำให้ชายหนุ่มเงียบกริบ คำพูดโต้ตอบทางโทรศัพท์ที่เขาได้ยินหน้าห้องฉุกเฉินผุดขึ้นมาในหัว… เสี่ย… ดอกเบี้ย… แม่
แบรนดอนมองร่างที่กำลังสั่นเทาใต้ผ้าห่มครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว “คุณกำลังแบกรับเรื่องอะไรอยู่กันแน่…”
เขาผุดลุกขึ้น เดินไปหยิบอ่างใบเล็กและผ้าสะอาดจากห้องน้ำ ก่อนกลับมาทรุดตัวนั่งข้างเตียง ผ้าชุบน้ำหมาดถูกซับลงบนหน้าผากและพวงแก้มของเธออย่างเบามือ
พลับพลึงขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้รับความเย็น ก่อนจะค่อยๆสงบลง
แบรนดอนมองมือตัวเองที่กำลังเช็ดเหงื่อบนขมับให้เธอแล้วก็ต้องชะงัก เขาไม่เคยทำเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ให้ใคร ยิ่งกับผู้หญิงที่เคยสาบานว่าจะไม่มีวันให้อภัย… ยิ่งไม่ควรเป็นเธอ
ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ตัดสินใจดึงมือกลับ
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้น นิ้วเรียวของคนป่วยกลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเขาไว้แน่น
แบรนดอนชะงักงัน
“อย่า… ไป…” เสียงละเมอสั่นเครือดังเล็ดลอดออกมา “พลับขอร้อง… อย่าทิ้งพลับ…”
ชายหนุ่มก้มมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้… ยอมปล่อยให้เธอกุมมือเอาไว้เช่นนั้น
“ผมไม่ได้จะไปไหน”
คำพูดหลุดออกจากปากเบากว่าที่ตั้งใจ
เขาใช้มืออีกข้างเช็ดตัวให้เธอต่ออย่างเงียบๆ คอยเปลี่ยนผ้าเมื่อมันเริ่มอุ่น และนั่งเฝ้าสังเกตอาการไม่ยอมห่าง
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งไอความร้อนจากร่างกายพิมพ์มาดาลดลง ลมหายใจกลับมาเป็นปกติ แบรนดอนจึงเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
สายตาคมยังคงจับจ้องใบหน้าคนที่หลับสนิท
“คุณเคยทำอะไรกับผมไว้ ผมยังไม่ลืม” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ “แต่ทำไมเวลาคุณเจ็บ… คนที่ทรมานกลับเป็นผมทุกที”
ไม่มีคำตอบจากคนบนเตียง มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกกระทบหน้าต่าง
แบรนดอนมองเธออยู่นาน ก่อนยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากออกให้อย่างเผลอตัว ทันทีที่รู้ตัวเขาก็รีบชักมือกลับ
“อย่าเข้าใจผิด” เขาเอ่ยเสียงเรียบกับคนที่ไม่ได้สติ “ผมแค่ไม่ยอมให้คุณตาย… ก่อนที่เราจะสะสางเรื่องของเราจบต่างหาก”
แต่แม้จะเอ่ยข้ออ้างเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ยอมลุกไปไหน
จนกระทั่งแสงแรกของเช้าวันใหม่เริ่มสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี… ที่แบรนดอน แบล็คเวลล์ ยอมใช้เวลาทั้งคืน เพื่อเฝ้าไข้ผู้หญิงที่เขาพร่ำบอกตัวเองเสมอว่า ‘เกลียด’
