บทที่ 4 จะไม่ขอรัก และจะไม่ขอเชื่อใจใคร
"เยี่ยมมาก! รับรองว่าแกต้องประทับใจแน่ๆ"
พิมพ์ชนกยิ้มกว้าง ก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เพื่อนสนิทด้วยแววตาซุกซน
"อ้อ... แล้วก็มีอีกเรื่อง หมอริท ทันตแพทย์หนุ่มหล่อที่เจอกันในงานสัมมนาคราวก่อน เขาฝากมาถามว่า เมื่อไหร่คุณนลินญาจะยอมตอบไลน์เขาสักที เขาทักไปส่งสติกเกอร์อรุณสวัสดิ์ทุกวันจนจะครบเจ็ดสีเจ็ดวันแล้วนะ"
ทันทีที่ได้ยินเรื่องผู้ชายกำแพงน้ำแข็งที่มองไม่เห็นก็ถูกก่อตัวขึ้นรอบตัวนลินญาในเสี้ยววินาที บรรยากาศรอบตัวเธอเย็นเยียบลดฮวบลงจนพิมพ์ชนกสัมผัสได้
"ฝากบอกเขาด้วยว่าไม่ต้องส่งมาอีก ฉันบล็อกไปแล้ว"
นลินญาตอบอย่างไร้เยื่อใย ขณะหันกลับไปสวมถุงมือยางอันใหม่เพื่อเตรียมทำงานต่อ
"โธ่ ลิน! แกจะใจร้ายเกินไปแล้วนะ หมอริทเขาโปรไฟล์ดีมาก หล่อ รวย นิสัยดี แถมยังโสดสนิท แกไม่คิดจะเปิดใจลองคุยดูหน่อยเหรอ ปีนี้แกยี่สิบแปดแล้วนะเว้ย จะครองตัวเป็นโสดไปจนแก่ตายในห้องใต้ดินนี้หรือไง"
พิมพ์ชนกโอดครวญ เธอพยายามทำหน้าที่แม่สื่อให้เพื่อนรักมาหลายปี แต่ก็พังไม่เป็นท่าทุกราย
มือที่กำลังหยิบพู่กันของนลินญาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย
"ความรักมันก็แค่ปฏิกิริยาทางเคมีในสมองที่เกิดขึ้นชั่วคราว พิมพ์... มันคือภาพลวงตาที่หลอกให้คนเราเชื่อใจ ยอมมอบความรู้สึกและชีวิตให้อีกคนควบคุม สุดท้ายพอมวลสารเคมีนั้นหมดลง สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแค่การหักหลัง ความเห็นแก่ตัว และความเจ็บปวด"
น้ำเสียงของเธอเย็นชาและเด็ดขาดราวกับผู้พิพากษาที่กำลังอ่านคำพิพากษา
"ฉันพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ ของเก่าพวกนี้ต่างหากที่ซื่อสัตย์ มันแตกหักเพราะกาลเวลา ไม่ใช่เพราะความตั้งใจจะทำร้ายกัน และที่สำคัญ... ฉันสามารถซ่อมแซมมันได้ แต่มนุษย์... เวลาที่หัวใจแหลกสลาย ไม่มีกาวชนิดไหนบนโลกที่จะสมานมันให้กลับมาเหมือนเดิมได้หรอก"
"ลิน..."
พิมพ์ชนกเรียกชื่อเพื่อนเสียงอ่อนลง เธอรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเย็นชาและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่นลินญายกมาอ้างนั้น มันซ่อนความหวาดกลัวบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้
มันไม่ใช่แค่การหวงความโสด แต่นลินญามี 'ภาวะต่อต้านการผูกพัน' อย่างรุนแรง ทุกครั้งที่มีใครพยายามจะก้าวข้ามเส้นเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว หรือพยายามจะหยิบยื่นความรู้สึกดีๆ ให้ นลินญาจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรง เธอจะสร้างกำแพง ผลักไส และบางครั้ง... พิมพ์ชนกเคยเห็นเพื่อนมีอาการหอบเหนื่อย ตัวสั่น และจับไข้ขึ้นมาดื้อๆ เพียงเพราะถูกผู้ชายที่ตามจีบสารภาพรักกลางที่สาธารณะ ราวกับว่าจิตใต้สำนึกของเธอกำลังร้องเตือนถึงอันตรายร้ายแรงบางอย่าง
"ฉันไม่เป็นไรพิมพ์"
นลินญาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อขับไล่ความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในอกซ้าย ความรู้สึกปวดร้าวลึกๆ ที่มักจะเกิดขึ้นเสมอเวลาที่มีคนพูดถึงเรื่องความรัก มันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีบาดแผลทางกาย แต่กลับทรมานราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น
"ฉันแค่... ไม่ศรัทธาในคำสัญญาของใครทั้งนั้นและฉันก็ไม่ต้องการความรักจากใครเพื่อมาเติมเต็มชีวิต ฉันอยู่ด้วยตัวเองได้"
"โอเคๆ ฉันจะไม่เซ้าซี้แล้ว"
พิมพ์ชนกยกมือยอมแพ้
"งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่งานประมูลตอนทุ่มตรงนะ ห้ามสาย ห้ามเบี้ยว และที่สำคัญ... ช่วยแต่งตัวให้มันดูเป็นผู้หญิงที่ยังมีชีวิตอยู่หน่อยนะลิน อย่าใส่ชุดดำไปงานกะทันหันอีกล่ะ ขอร้อง"
นลินญาพยักหน้ารับส่งๆ ก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับคัมภีร์ใบลานตรงหน้าอีกครั้ง ปล่อยให้พิมพ์ชนกเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาว
เมื่อประตูปิดลงและห้องทั้งห้องกลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง นลินญาวางพู่กันลงมือบางยกขึ้นกุมที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเองโดยอัตโนมัติ จังหวะการเต้นของหัวใจเธอมันหนักหน่วงและปวดร้าวอย่างประหลาด
เธอหลับตาลงพยายามควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ บ่อยครั้งที่เธอมักจะตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนหมอน โดยที่จำไม่ได้เลยว่าตัวเองฝันถึงอะไรรู้เพียงแค่ว่ามันเป็นความเศร้าโศกที่บาดลึกกินขั้วหัวใจ เป็นความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งและการรอคอยที่ไร้จุดหมาย มันเป็นตะกอนความรู้สึกที่ตกค้างอยู่ในจิตวิญญาณซึ่งเธอไม่สามารถหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้
"ไม่มีใคร... จะทำร้ายเราได้อีก..."
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองราวกับเป็นการสะกดจิต คำพูดที่เธอใช้สร้างเกราะกำบังให้ตัวเองมาตลอดชีวิต
จะไม่ขอรัก และจะไม่ขอเชื่อใจใคร... ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เธอจะไม่รู้ที่มาของมัน แต่เธอก็ยึดถือมันเป็นสรณะแห่งการดำรงชีวิต
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเย็นย่ำ แสงแดดสีส้มลอดผ่านช่องลมเล็กๆ เหนือระดับพื้นดินลงมาตกกระทบลงบนโต๊ะทำงาน นลินญาเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ เธอตรวจสอบความชื้นในห้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดไฟและล็อกประตูสตูดิโอ
ค่ำวันรุ่งขึ้น ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศงานประมูลของเก่าการกุศลคลาคล่ำไปด้วยนักสะสม เศรษฐีและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศที่แต่งกายด้วยชุดราตรีและสูทหรูหรา แสงไฟแชนเดอเลียร์สะท้อนกับเครื่องเพชรวิบวับบาดตา เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ สร้างความรู้สึกโอ่อ่าและหรูหรา
นลินญายืนหลบมุมอยู่ข้างเสาโรมันใกล้กับโซนจัดแสดงเครื่องลายคราม เธออยู่ในชุดเดรสยาวคอเต่าแขนยาวสีน้ำเงินเข้มจัดจนเกือบดำ เนื้อผ้าทิ้งตัวแนบไปกับสัดส่วนเพรียวบางแต่กลับปกปิดมิดชิดตั้งแต่ลำคอจรดตาตุ่ม ผมยาวสีดำขลับถูกเกล้ามวยตึงไว้ด้านหลังอย่างไร้ที่ติ บนใบหน้ามีการแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา แต่กลับขับเน้นให้เครื่องหน้าของเธอดูโดดเด่นและคมคายราวกับรูปสลักน้ำแข็ง
เธอคือความงดงามที่เย็นชา ห่างเหินและไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้
"บอกให้แต่งตัวให้ดูมีชีวิตชีวา แม่คุณก็เล่นแต่งมาเป็นนางพญาแม่มดน้ำแข็งเลยนะ"
พิมพ์ชนกในชุดเดรสสีชมพูพีชเดินเข้ามากระซิบกระซาบอยู่ข้างๆ
"รู้ไหมว่าตั้งแต่แกเดินเข้ามา ผู้ชายครึ่งค่อนงานมองแกตาไม่กะพริบเลย แต่พอเห็นสายตาพิฆาตของแกเข้าไป ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาทักสักคน"
"ก็ดีแล้ว ฉันมาทำงาน ไม่ได้มาหาคู่"
นลินญาตอบเรียบๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่การจัดวางแสงเงาของตู้กระจกที่จัดแสดงของประมูล
"ถ้าคนของตระกูลภูริพัฒน์ธาดามาถึงแล้ว แกช่วยเรียกฉันด้วย ฉันอยากจะรีบๆ คุยรายละเอียดให้จบๆ แล้วกลับไปพักผ่อน"
"นั่นไง พูดถึงก็มาพอดีเลย"
พิมพ์ชนกพยักพเยิดหน้าไปทางประตูทางเข้าห้องบอลรูม
"คนนั้นแหละ คุณชวินท์ ภูริพัฒน์ธาดา ทายาทคนเดียวของตระกูล... หล่อ รวย ดุจเทพบุตรเดินดินตัวจริงเสียงจริง"
นลินญาค่อยๆ หันหน้าไปตามทิศทางที่เพื่อนบอก อย่างไม่ใส่ใจนัก
ทว่า... วินาทีที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา โลกทั้งใบของนลินญาก็เหมือนถูกกระชากให้หยุดนิ่ง ลมหายใจของเธอสะดุดกึกอยู่ภายในลำคอ
ชายหนุ่มคนนั้นมีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือสบตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักลึก เขาดูโดดเด่นและทรงอำนาจท่ามกลางฝูงชน แต่สิ่งที่ทำให้นลินญารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกะหม่อม ไม่ใช่รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของเขา
แต่เป็น ดวงตา คู่นั้น... ดวงตาที่กำลังจ้องมองตรงมาที่เธอราวกับมีแม่เหล็กดึงดูด
มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว ความโหยหา และความรักที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนแปลกหน้าสองคนจะมีให้กันได้ แววตาที่ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจนลินญา เจ็บจนเธอต้องยกมือขึ้นกำขอบโต๊ะจัดแสดงไว้แน่นเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มลง
ชายคนนี้เป็นใคร? ทำไมเพียงแค่สบตา... กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างมาทั้งชีวิต ถึงได้ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับกำลังจะพังทลายลงมาตรงหน้าเขา?
นลินญาพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่เธอกลับทำไม่ได้ ร่างกายของเธอถูกตรึงไว้ด้วยสายตาของชวินท์ที่กำลังก้าวเดินตรงดิ่งแหวกฝูงชนเข้ามาหาเธอ ก้าวแต่ละก้าวของเขามั่นคง หนักแน่น และแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนบางสิ่งบางอย่าง... บางสิ่งที่ข้ามผ่านกาลเวลามาเพื่อเธอเพียงคนเดียว
