บทที่ 5 สบตาข้ามศตวรรษ
เสียงไวโอลินที่กำลังบรรเลงบทเพลงคลาสสิกของโมซาร์ทแว่วหวานอยู่ในอากาศ เสียงแก้วแชมเปญกระทบกันเบาๆ และเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของเหล่าแขกเหรื่อในชุดราตรีหรูหรา ทุกสรรพเสียงในห้องบอลรูมราวกับถูกดูดกลืนหายไปในหลุมดำแห่งกาลเวลา วินาทีที่นลินญาสบเข้ากับดวงตาคมกริบของชายหนุ่มในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรโลกทั้งใบของเธอก็หยุดหมุน
ชวินท์ก้าวเท้าเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นทุกย่างก้าวของเขาคล้ายกับกำลังเหยียบย่ำลงบนจังหวะการเต้นของหัวใจเธอ ผู้คนนับร้อยในงานประมูลการกุศลคืนนี้กลายเป็นเพียงฉากหลังที่พร่าเลือนไร้ความหมาย มีเพียงเขา... ชายแปลกหน้าที่เธอเพิ่งเคยพบหน้าเป็นครั้งแรก แต่กลับแผ่ซ่านความคุ้นเคยอย่างประหลาดล้ำจนน่าหวาดกลัว
สำหรับชวินท์แล้ว วินาทีนี้คือจุดสิ้นสุดของการรอคอยที่ยาวนานชั่วชีวิต
เขากำลังมองเห็น 'แม่บัว' ผู้หญิงที่อยู่ในความฝันของเขามาตั้งแต่จำความได้ หญิงสาวที่เขามักจะเห็นเธอร้องไห้ปานจะขาดใจและทิ้งคำสาบานที่กรีดลึกลงในวิญญาณเขา บัดนี้ เธอไม่ได้สวมผ้าสไบสีดอกจำปาหม่นไม่ได้นั่งคุกเข่าอยู่บนเรือนไม้สัก ทว่าเธอยืนอยู่ตรงหน้าเขาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดสวมชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่ขับผิวขาวจัดให้ยิ่งดูราวกับรูปสลักพอร์ซเลนราคาแพง เธอมีตัวตน มีลมหายใจและงดงามยิ่งกว่าภาพนิมิตใดๆ ที่เขาเคยฝันถึง
ยิ่งเข้าใกล้ เขายิ่งเห็นรายละเอียดบนใบหน้าเธอชัดเจนขึ้น จมูกโด่งรั้นที่บ่งบอกถึงความดื้อดึง ริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากันแน่นราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์และดวงตา... ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นที่กำลังเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก แววตาของเธอไม่มีความอาฆาตแค้นเหมือนในฝัน ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสนอย่างเห็นได้ชัด
เธอจำผมไม่ได้... ชวินท์บอกตัวเองในใจ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดเข้ามาในอก แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจอย่างรวดเร็ว หากเธอจำอดีตที่แสนปวดร้าวนั้นไม่ได้ มันอาจจะเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้เริ่มต้นใหม่ ได้ทำความรู้จักกับเธอในฐานะผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ขุนวรวงศ์ผู้สร้างบาดแผลให้เธอ
"ลิน... เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเชียว"
เสียงกระซิบของพิมพ์ชนกที่ยืนอยู่ข้างๆ พยายามดึงนลินญาให้หลุดจากอาการตัวแข็งทื่อ
แต่นลินญาไม่ได้ยินเสียงของเพื่อนสนิทเลยหูของเธออื้ออึงไปหมดหัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงจนปวดหนึบไปทั้งหน้าอกข้างซ้าย ความรู้สึกอึดอัดเหมือนคนกำลังจะจมน้ำตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอเธออยากจะหันหลังวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ วิ่งให้ไกลจากผู้ชายที่มีสายตาราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งวิญญาณของเธอ แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกหล่อด้วยตะกั่ว มือบางที่จับขอบโต๊ะจัดแสดงวัตถุโบราณอยู่บีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
ชวินท์หยุดยืนห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นไม้หอมซีดาร์วูดและหญ้าแฝกจางๆ ลอยมากระทบจมูกนลินญา มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทรงพลัง แต่กลับทำให้เธอรู้สึกถึงอันตรายอย่างร้ายกาจ อันตรายต่อปราการน้ำแข็งที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองตลอดชีวิต
"สวัสดีครับ"
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันระหว่างคนทั้งสอง มันเป็นเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยอย่างคนที่กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน ชวินท์มองลึกเข้าไปในดวงตาของนลินญา ไม่ยอมละสายตาไปไหนราวกับกลัวว่าหากเขากะพริบตา เธอจะอันตรธานหายไปเหมือนในความฝัน
พิมพ์ชนกที่สังเกตเห็นบรรยากาศแปลกประหลาดระหว่างเพื่อนสนิทกับมหาเศรษฐีหนุ่ม รีบก้าวออกมายืนขวางเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่ตัวกลาง
"สวัสดีค่ะ คุณชวินท์ใช่ไหมคะ ดิฉันพิมพ์ชนกค่ะ เป็นนักประวัติศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะและของสะสมโบราณแห่งชาติ ส่วนนี่... นลินญา ภัณฑารักษ์มือหนึ่งของเราที่จะเป็นผู้รับผิดชอบโปรเจกต์ประเมินสมบัติของตระกูลภูริพัฒน์ธาดาค่ะ"
ชวินท์ละสายตาจากนลินญาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อพยักหน้ารับคำทักทายของพิมพ์ชนกอย่างมีมารยาท ก่อนจะหันกลับมาตรึงสายตาไว้ที่ภัณฑารักษ์สาวร่างบางอีกครั้ง
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ... คุณนลินญา"
เขาจงใจเรียกชื่อเต็มของเธออย่างเชื่องช้าและชัดเจน น้ำเสียงนั้นแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้นลินญารู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าผู้ชายตรงหน้าก็แค่ลูกค้ารายใหญ่ระดับวีไอพีของพิพิธภัณฑ์ เธอต้องเป็นมืออาชีพ เธอต้องไม่ให้ความรู้สึกไร้สาระที่อธิบายไม่ได้มาทำลายหน้าที่การงาน
"สวัสดีค่ะ คุณชวินท์"
นลินญาบังคับเสียงให้ราบเรียบและเย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะรู้ตัวว่าเสียงของตนแอบสั่นเล็กน้อย
"ทางพิพิธภัณฑ์ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลโปรเจกต์ของตระกูลคุณ ดิฉันได้อ่านรายละเอียดเบื้องต้นแล้ว หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะคะ"
มันเป็นคำทักทายที่เป็นทางการ แข็งทื่อ และเว้นระยะห่างอย่างชัดเจน ชวินท์รับรู้ได้ถึงกำแพงสูงลิ่วที่เธอก่อขึ้นมาขวางกั้น รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึกของชายหนุ่ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความขบขัน แต่เป็นความเอ็นดูระคนสงสาร... ผู้หญิงคนนี้สร้างเกราะกำบังให้ตัวเองหนาแน่นเพียงใด เขาย่อมรู้ดีกว่าใคร
"ผมมั่นใจว่าการร่วมงานของเราจะต้องราบรื่นอย่างแน่นอนครับ"
ชวินท์ตอบกลับ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงกว่าเดิม
"ผมรอคอยโปรเจกต์นี้มานาน... นานมากจริงๆ กว่าจะได้มีโอกาสพบกับผู้เชี่ยวชาญที่จะมาช่วยสะสาง 'ของเก่า' ของตระกูลผมเสียที"
คำว่า 'นานมาก' ของเขาฟังดูมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะหมายถึงระยะเวลาการเตรียมงาน นลินญาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เธอไม่ชอบแววตาของเขาเลย มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นคงและโหยหา ราวกับว่าเขารู้จักเธอดีทุกซอกทุกมุม ราวกับว่าเขาเคยมองเธอด้วยสายตาแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
"ของเก่าทุกชิ้นมีคุณค่าและประวัติศาสตร์ในตัวของมันเองค่ะ หน้าที่ของฉันคือการประเมินสภาพ บูรณะ และขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ"
นลินญารีบดึงบทสนทนากลับเข้าสู่เรื่องงานเพื่อสร้างเกราะป้องกัน
"แต่ฉันต้องขอชี้แจงก่อนนะคะว่า หากพบว่ามีวัตถุโบราณชิ้นใดที่สภาพเปราะบางเกินไป ดิฉันมีสิทธิ์ขาดในการสั่งห้ามเคลื่อนย้าย หรือปฏิเสธการบูรณะหากมันจะส่งผลเสียต่อตัววัตถุ"
"ผมยินดีมอบสิทธิ์ขาดนั้นให้คุณครับ คุณนลินญา"
ชวินท์ตอบรับอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องหยุดคิด
"คฤหาสน์ภูริพัฒน์ธาดายินดีต้อนรับคุณเสมอและผมจะอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้คุณเอง... ไม่ว่าคุณจะต้องการอะไร"
"ดิฉันต้องการแค่พื้นที่ทำงานที่เงียบสงบและผู้ช่วยจากทางพิพิธภัณฑ์เท่านั้นค่ะ ไม่รบกวนเวลาของคุณชวินท์หรอกค่ะ ทราบมาว่าคุณบริหารงานหลายบริษัท คงจะยุ่งมาก"
นลินญาตัดบทอย่างรวดเร็ว เธอพยายามปิดทุกช่องทางที่จะทำให้เขาเข้ามาใกล้ชิด
ชวินท์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมา
"ธุรกิจของผมมีคนคอยดูแลอยู่แล้วครับ แต่เรื่อง 'สมบัติ' ของตระกูล เป็นเรื่องสำคัญที่ผมต้องดูแลด้วยตัวเอง... โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผม"
ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน หยิบกล่องนามบัตรสีเงินแกะสลักลวดลายเรียบหรูออกมา เขาหยิบนามบัตรแผ่นหนึ่งที่พิมพ์ด้วยกระดาษเนื้อหนาอัดตัวหนังสือนูนสีทองยื่นส่งให้เธอ
"นี่คือนามบัตรส่วนตัวของผมครับ มีเบอร์โทรศัพท์สายตรงที่คุณสามารถติดต่อผมได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะเรื่องงาน... หรือเรื่องอะไรก็ตาม"
นลินญามองนามบัตรที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างชั่งใจ เธอไม่อยากรับมัน ไม่อยากสานต่อความสัมพันธ์ใดๆ แม้แต่ในฐานะคนคุยงาน แต่สัญชาตญาณความเป็นมืออาชีพและสายตากดดันของพิมพ์ชนกที่มองมา ทำให้เธอจำใจต้องยื่นมือออกไปรับ
วินาทีที่ปลายนิ้วเรียวบางที่เย็นเฉียบของนลินญาสัมผัสกับปลายนิ้วอุ่นจัดของชวินท์ผ่านแผ่นกระดาษ...
เปรี้ยง!
