บทที่ 6 แม่บัว
วินาทีที่ปลายนิ้วเรียวบางที่เย็นเฉียบของนลินญาสัมผัสกับปลายนิ้วอุ่นจัดของชวินท์ผ่านแผ่นกระดาษ…
เปรี้ยง!
ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงแล่นปราดจากปลายนิ้วของเขาพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของเธอ ภาพนิมิตแปลบปลาบสว่างวาบขึ้นในห้วงสมองของนลินญาอย่างกะทันหันรุนแรง
ภาพของชายหนุ่มร่างกำยำในชุดโจงกระเบนสีเข้มและเสื้อราชปะแตน แผ่นหลังกว้างนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกเฆี่ยนตี เขากำลังหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เธอนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนพื้นกระดานไม้ที่เจิ่งนองไปด้วยเลือด ความรู้สึกโกรธแค้น ผิดหวัง และเจ็บปวดรวดร้าวจากการถูกทรยศหักหลังถาโถมเข้าใส่ตัวเธอคลื่นแล้วคลื่นเล่า...
"โอ๊ย!"
นลินญาร้องอุทานออกมาเบาๆ มือบางสะบัดออกราวกับถูกของร้อน นามบัตรแผ่นนั้นร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อน เธอผงะถอยหลังไปสองก้าว ยกมือขึ้นกุมขมับที่จู่ๆ ก็เต้นตุบด้วยความปวดร้าวอย่างรุนแรง ลมหายใจของเธอหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างควบคุมไม่ได้ หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นตามไรผม ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งขาวเผือดไร้สีเลือด
"คุณลิน!"
ชวินท์อุทานด้วยความตกใจ เขาสืบเท้าเข้าไปหาเธอตามสัญชาตญาณ มือหนายื่นออกไปหมายจะประคองร่างบางที่ทำท่าเหมือนจะล้มลง
"อย่าเข้ามานะ!"
นลินญาตวาดเสียงสั่นถอยกรูดหนีมือของเขา แววตาของเธอในวินาทีนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสนอย่างถึงที่สุด เธอจ้องมองชวินท์ราวกับเขากำลังจะเข้ามาทำร้าย
"ลิน! แกเป็นอะไร"
พิมพ์ชนกตกใจไม่แพ้กัน รีบถลาเข้าไปประคองแขนเพื่อนสนิทไว้
"หน้าแกซีดมากเลย อาการปวดหัวกำเริบอีกแล้วเหรอ"
"ฉะ... ฉันไม่เป็นไร พิมพ์... ฉันแค่... อากาศตรงนี้มันอึดอัด"
นลินญาพยายามเค้นเสียงพูดผ่านลำคอที่ตีบตัน เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชวินท์อีกต่อไป ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกทรยศในนิมิตเมื่อครู่นี้มันช่างสมจริงและรุนแรงจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"ผมขอโทษ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ"
ชวินท์ลดมือลงช้าๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เขาเห็นอาการของเธอเมื่อครู่นี้ได้อย่างชัดเจน อาการที่เหมือนกับคนกำลังเผชิญหน้ากับภาพสะท้อนของฝันร้าย เขารู้ได้ทันทีว่าเธอเองก็คงมีปฏิกิริยาบางอย่างต่อตัวเขา เช่นเดียวกับที่เขามีต่อเธอ
"คุณชวินท์คะ ดิฉันต้องขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ พอดีช่วงนี้นลินญาทำงานหนักมาก พักผ่อนน้อย เลยอาจจะมีอาการหน้ามืดวิงเวียนไปบ้าง"
พิมพ์ชนกรีบออกรับหน้าแทนเมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี
"ให้ผมเรียกหมอประจำโรงแรมไหมครับ หรือจะให้คนของผมพาไปส่งโรงพยาบาล..."
"ไม่ต้องค่ะ!"
นลินญาปฏิเสธเสียงแข็งแทรกขึ้นมาทันที เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวขึ้นยืนให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายแรงใจในตอนนั้นจะอำนวย
"ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ต้องการไปสูดอากาศข้างนอก... ขอตัวนะคะ"
พูดจบ นลินญาก็หมุนตัวเดินหนีออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว กึ่งเดินกึ่งวิ่งแหวกผู้คนออกไปทางประตูทางออกของห้องบอลรูม ทิ้งให้พิมพ์ชนกยืนทำหน้าเจื่อนอยู่กับนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล
"เอ่อ... ดิฉันต้องขอโทษอีกครั้งนะคะคุณชวินท์ นลินญาเธอเป็นคนค่อนข้าง... โลกส่วนตัวสูง แล้วก็ไม่ค่อยชอบอยู่ในที่คนพลุกพล่านน่ะค่ะ"
พิมพ์ชนกพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
"ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ"
ชวินท์ตอบเรียบๆ สายตายังคงทอดมองตามแผ่นหลังบางที่ค่อยๆ กลืนหายไปในฝูงชนอย่างไม่ละวาง เขาค่อยๆ ย่อตัวลงเก็บนามบัตรของตัวเองที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม
"เรื่องโปรเจกต์... เอาไว้ดิฉันจะให้นลินญาติดต่อไปทางเลขาของคุณชวินท์ตามระบบของพิพิธภัณฑ์นะคะ วันนี้ดิฉันขอตัวไปดูเพื่อนก่อน"
พิมพ์ชนกค้อมศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะรีบสาวเท้าตามนลินญาออกไป
เมื่อเหลือเพียงลำพัง ดนัย เลขานุการหนุ่มที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ก็รีบก้าวเข้ามาหาเจ้านายทันที
"บอสครับ... ผู้หญิงคนเมื่อกี้..."
ดนัยถามอย่างระมัดระวัง เขาไม่เคยเห็นเจ้านายมีปฏิกิริยากับผู้หญิงคนไหนรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ท่าทางที่เหมือนกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ท่าทางที่พร้อมจะพุ่งเข้าไปปกป้องดูแลและแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกเธอผลักไส
ชวินท์กำนามบัตรในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เขาค่อยๆ หันกลับมาหาเลขาคนสนิท ดวงตาคมกริบที่เคยมืดมนอ้างว้างมาตลอดชีวิต บัดนี้เปล่งประกายเจิดจ้าด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งได้
"ใช่ ดนัย..."
ชวินท์พึมพำ น้ำเสียงหนักแน่นและสลักลึก
"เธอคือแม่บัว... ผู้หญิงของฉัน"
แม้เธอจะจำเขาไม่ได้ แม้เธอจะสร้างกำแพงน้ำแข็งสูงเสียดฟ้าเพื่อกีดกันเขา แม้สัมผัสของเขาจะทำให้เธอหวาดกลัวและเจ็บปวด แต่ชวินท์ก็ตัดสินใจแล้ว ว่าต่อให้ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ หรือต้องแลกด้วยสิ่งมีค่าทั้งหมดที่เขามี เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมือจากเธออีกเป็นครั้งที่สอง
เขาจะทุบกำแพงนั้นให้แหลกละเอียด จะเยียวยาทุกบาดแผลที่เขาเคยสร้างไว้ในอดีตชาติ และจะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า... คำสาบานที่เขาเคยให้ไว้ ไม่ใช่เพียงลมปากที่ลวงหลอก
ขณะเดียวกัน ภายในห้องน้ำหญิงที่เงียบสงัดและหรูหราของโรงแรม นลินญายืนหอบหายใจอยู่หน้าอ่างล้างหน้าหินอ่อน เธอเปิดก๊อกน้ำจนสุด วักน้ำเย็นเฉียบสาดเข้าใส่ใบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะให้ความเย็นช่วยดับความร้อนรุ่มและภาพนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งเผชิญมา
หยดน้ำเกาะพราวบนใบหน้าซีดเผือด เธอเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยเย็นชาและเด็ดเดี่ยว บัดนี้สั่นระริกและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาโดยไม่มีสาเหตุ
เธอร้องไห้ทำไม? เธอเจ็บปวดเรื่องอะไร? ทำไมเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสกัน ผู้ชายคนนั้นถึงสามารถขุดเอาความรู้สึกโศกเศร้าที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเธอขึ้นมาได้มากมายขนาดนี้?
นลินญายกมือขึ้นทาบอกซ้ายหัวใจของเธอยังคงเต้นรัวและปวดหนึบราวกับถูกบีบรัด ภาพผู้ชายแผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแผลที่เดินหันหลังให้เธอในนิมิตนั้น มันซ้อนทับกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายของชวินท์อย่างแยกไม่ออก ความรู้สึก 'ถูกทอดทิ้ง' และ 'ถูกหักหลัง' รุนแรงมากเสียจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก
"ไม่จริง... มันก็แค่อาการทางประสาท มันก็แค่ภาพหลอน..."
นลินญาพึมพำกับเงาตัวเองในกระจก พยายามใช้เหตุผลและตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
"เขาเป็นแค่คนแปลกหน้า... เราไม่เคยรู้จักกัน..."
แต่ลึกๆ ในใจ เธอกลับรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความจริง ผู้ชายคนนั้นอันตรายเกินไป เขามีกุญแจที่สามารถไขเข้ามาในเขตหวงห้ามที่เธอปิดตายมาทั้งชีวิต เธอจะต้องออกห่างจากเขา ต้องยกเลิกโปรเจกต์นี้ ต้องไม่พาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลภูริพัฒน์ธาดาโดยเด็ดขาด
"ลิน! แกอยู่ในนี้ใช่ไหม"
เสียงของพิมพ์ชนกดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องน้ำที่ถูกผลักเข้ามา เพื่อนสนิทรีบวิ่งเข้ามาลูบแผ่นหลังของนลินญาด้วยความเป็นห่วง
"แกเป็นยังไงบ้าง ไหวไหม ไปหาหมอกันเถอะ"
"ฉันไม่เป็นไรแล้วพิมพ์"
นลินญาดึงกระดาษทิชชูมาซับหน้าตัวเองอย่างลวกๆ พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาเหมือนเดิม
“เรากลับกันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว"
"โอเคๆ กลับก็กลับ ฉันเรียกรถไว้ให้แล้ว"
พิมพ์ชนกพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ไม่กล้าซักไซ้ไล่เลียงอะไรมาก เพราะรู้ดีว่าเวลาที่นลินญาปิดสวิตช์ตัวเอง ต่อให้เอาชะแลงมางัด เธอก็ไม่มีทางปริปากพูด
ขณะที่นลินญากำลังก้าวเดินออกจากห้องน้ำ ความรู้สึกเย็นเยียบก็แล่นปราดขึ้นมาตามแนวไขสันหลังอีกครั้ง เธอสัมผัสได้ถึงเงามืดแห่งอดีตที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เงามืดที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับร้อยปี เพียงเพราะการสบตาข้ามศตวรรษในค่ำคืนนี้
ปราการน้ำแข็งที่เธอเพียรสร้างมาตลอดยี่สิบแปดปี... กำลังจะเริ่มร้าว และเธอไม่รู้เลยว่า เมื่อมันพังทลายลงมา สิ่งที่รออยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดนั้น... จะเป็นการเยียวยา หรือการสูญเสียที่เจ็บปวดกว่าเดิม
