บทที่ 7 การเข้าหาที่ถูกผลักไส

แสงแดดอุ่นยามเช้าตรู่ไม่อาจทะลวงผ่านม่านมู่ลี่สีทึบที่ปิดสนิทลงมาถึงพื้นห้องได้ ภายในห้องพักส่วนตัวของนลินญายังคงจมดิ่งอยู่ในความมืดสลัวและบรรยากาศที่หนักอึ้ง หญิงสาวนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาบุผ้าสีเทาตรงมุมห้อง สองแขนกอดเข่าตัวเองไว้แน่นราวกับพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่แตกสลายให้กลับมารวมกันอีกครั้งดวงตาสีรัตติกาลที่มักจะฉายแววเด็ดเดี่ยวอยู่เสมอ บัดนี้แดงก่ำและบอบช้ำจากการอดนอนตลอดทั้งคืน

ตั้งแต่หนีกลับมาจากงานประมูลของเก่าเมื่อคืนนลินญาก็ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกครั้งที่เปลือกตาปิดลงภาพของชายหนุ่มในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิ ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวและนิมิตแสนทรมานที่ตามมาหลังจากปลายนิ้วสัมผัสกัน จะพุ่งเข้าจู่โจมมโนสำนึกของเธออย่างโหดร้าย รสชาติของความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง กลิ่นคาวเลือดและเสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของสตรีในอดีตชาติ ยังคงหลอกหลอนและสลักลึกลงในทุกอณูความรู้สึก

นลินญายกมือขวาขึ้นมาดูปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ไปสัมผัสโดนมือของเขาเมื่อคืนยังคงรู้สึกร้อนผ่าวราวกับถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ เธอพยายามลุกไปล้างมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าขัดถูจนผิวหนังบริเวณนั้นแดงเถือกและแสบไปหมด แต่กลับไม่สามารถลบรอยสัมผัสที่มองไม่เห็นนั้นออกไปได้เลย

มันคือความกลัว... ความกลัวที่ฝังรากลึกอยู่ในระดับดีเอ็นเอ กลัวการสูญเสียการควบคุม กลัวที่จะต้องเจ็บปวด และกลัวที่สุดคือการที่ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่ชื่อ 'ชวินท์ ภูริพัฒน์ธาดา' มีอิทธิพลเหนือสภาวะอารมณ์ของเธอได้อย่างรุนแรงและง่ายดายถึงเพียงนี้

"เราต้องตัดไฟแต่ต้นลม" 

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับให้ตัวเองลุกขึ้นจากโซฟา เดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อจัดการกับสภาพที่ดูไม่ได้ของตัวเอง น้ำเย็นจัดที่ชโลมลงบนใบหน้าช่วยเรียกสติสัมปชัญญะและความเยือกเย็นที่เคยมีให้กลับคืนมาทีละน้อย

วันนี้เธอต้องไปทำงาน และภารกิจแรกที่เธอจะทำเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ คือการยื่นเรื่องขอถอนตัวจากโปรเจกต์ของตระกูลภูริพัฒน์ธาดาอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าผู้อำนวยการจะด่าทอหรือข่มขู่ว่าจะหักเงินเดือนอย่างไร เธอก็จะไม่มีวันเอาตัวเองเข้าไปเฉียดใกล้ผู้ชายอันตรายคนนั้นอีกเป็นอันขาด

เวลาแปดโมงครึ่ง นลินญาก้าวเข้ามาในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะและของสะสมโบราณแห่งชาติด้วยชุดสูทกางเกงสีเทาเข้มทรงสมาร์ต ทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวคอปิดมิดชิด ผมยาวที่เคยเกล้ามวยตึงเมื่อคืนถูกรวบเป็นหางม้าเรียบกริบ แว่นตากรอบใสทรงเหลี่ยมถูกนำมาสวมทับเพื่อพรางรอยคล้ำใต้ตาและเพิ่มความรู้สึกห่างเหิน เธอเดินผ่านโถงจัดแสดงด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคงและรวดเร็ว ตรงดิ่งไปยังสตูดิโอบูรณะของเก่าซึ่งเป็นอาณาจักรส่วนตัวที่ปลอดภัยที่สุดของเธอ

ทว่า ทันทีที่เธอผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้าไป นลินญาก็ต้องชะงักฝีเท้า ลมหายใจที่เพิ่งจะสูดเข้าปอดอย่างโล่งอกกลับสะดุดกึกอยู่ตรงลำคอ

ภายในห้องที่ควรจะมีเพียงความเงียบสงบและกลิ่นของกระดาษเก่า กลับปรากฏร่างสูงสง่าของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญยืนอยู่ตรงหน้าตู้กระจกจัดแสดงเครื่องลายคราม ชวินท์ ภูริพัฒน์ธาดา ในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มที่ดูภูมิฐานแต่ลดทอนความเคร่งขรึมลงกว่าเมื่อคืน เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีผ่อนคลาย แสงแดดยามสายที่สาดลอดช่องหน้าต่างลงมากระทบเสี้ยวหน้าหล่อเหลา ทำให้เขาดูราวกับภาพวาดชั้นครูที่หลุดออกมาจากหน้าประวัติศาสตร์

แต่สิ่งที่ทำให้นลินญารู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก คือการที่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ชายวัยกลางคนผู้มีอำนาจสูงสุดในสถานที่แห่งนี้ กำลังยืนค้อมหลังพูดคุยกับเขาด้วยท่าทีประจบประแจงอย่างถึงที่สุด

"อ้าว! มาพอดีเลย นลินญา" 

ผู้อำนวยการหันมาเห็นเธอเข้าพอดี รีบกวักมือเรียกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

"เข้ามาสิ คุณชวินท์ท่านอุตส่าห์ให้เกียรติมาเยี่ยมชมสตูดิโอของเราถึงที่เลยนะ แถมยังนำของว่างจากโรงแรมระดับห้าดาวมาฝากพวกเราด้วย"

สายตาของนลินญาตวัดมองกล่องขนมมาการองราคาแพงที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ ก่อนจะตวัดกลับไปมองใบหน้าของชวินท์ด้วยแววตาที่เย็นเยียบและแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งขั้วโลก

เขาไม่ได้หลบสายตาเธอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองมาที่เธอด้วยความอบอุ่น อ่อนโยนและแฝงไปด้วยความสำนึกผิดที่ทำให้เธอต้องตื่นตระหนกเมื่อคืน ทว่าภายใต้ความนุ่มนวลนั้น นลินญามองเห็นความมุ่งมั่นที่ทรงพลังและดื้อดึงอย่างร้ายกาจ เขาจงใจบุกเข้ามาในพื้นที่ของเธอจงใจข้ามขั้นตอนทุกอย่างเพื่อต้อนเธอให้จนมุม

"สวัสดีครับ คุณนลินญา" 

ชวินท์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ราวกับว่าเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น 

"ผมตั้งใจมาดูสถานที่ทำงานของคุณ และอยากจะมาคุยรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรเจกต์ของเราให้ชัดเจนขึ้นครับ"

"ดิฉันจำได้ว่าแจ้งทางคุณพิมพ์ชนกไปแล้วนะคะ ว่าเราจะติดต่อกลับไปตามระบบของพิพิธภัณฑ์ ไม่คิดว่าคุณชวินท์จะใจร้อนถึงขั้นต้องบุกมาถึงห้องทำงานส่วนตัวของพนักงานแบบนี้" 

นลินญาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่แพ้กัน แต่มันอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจและการต่อต้านอย่างชัดเจน ประโยคของเธอแฝงการตำหนิที่ทำให้ผู้อำนวยการถึงกับหน้าถอดสี

"นลินญา! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย คุณชวินท์ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของพิพิธภัณฑ์เรานะ ท่านมีสิทธิ์จะเดินไปดูห้องไหนในตึกนี้ก็ได้" 

ผู้อำนวยการรีบปรามเสียงเข้ม หันไปยิ้มแหยๆ ให้แขกวีไอพี 

"ต้องขออภัยแทนลูกน้องผมด้วยนะครับคุณชวินท์ ภัณฑารักษ์คนนี้เธอหมกตัวอยู่แต่กับของเก่าจนทักษะการเข้าสังคมติดลบไปหน่อย"

"ไม่เป็นไรครับ ท่านผู้อำนวยการ ผมเข้าใจดี" 

ชวินท์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามไม่ให้ผู้อำนวยการตำหนิเธอไปมากกว่านี้สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนลินญา

"ที่จริงผมต่างหากที่ต้องขออภัยที่มารบกวนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ผมเห็นว่าคุณนลินญาดูอาการไม่ค่อยดีเมื่อคืน ผม... เป็นห่วง ก็เลยอยากจะมาดูให้แน่ใจว่าคุณปลอดภัยดีและพร้อมสำหรับการทำงาน"

คำว่า 'เป็นห่วง' ที่หลุดออกจากปากเขา ทำให้นลินญารู้สึกเหมือนมีมดนับพันตัวไต่ยั้วเยี้ยขึ้นมาตามสันหลัง มันไม่ใช่ความซาบซึ้ง แต่มันคือความรังเกียจและหวาดระแวง ทำไมคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งเดียวถึงต้องมาทำตัวสนิทสนมและแสดงความห่วงใยเกินเบอร์ขนาดนี้

"ดิฉันสบายดีค่ะ ขอบคุณที่กรุณาสละเวลาอันมีค่าของคุณมาถามไถ่" 

นลินญาตอบกลับอย่างเย็นชา ตัดรอนทุกเยื่อใยที่เขายื่นให้ 

"แต่ในเมื่อคุณชวินท์และท่านผู้อำนวยการอยู่ที่นี่พร้อมหน้ากันแล้ว ดิฉันก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้แจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการเลยนะคะ... ดิฉันขอถอนตัวจากโปรเจกต์การประเมินสมบัติของตระกูลภูริพัฒน์ธาดาค่ะ"

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนระเบิดลูกย่อมๆ ที่ถูกโยนลงกลางห้อง ผู้อำนวยการเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด

"คุณพูดบ้าอะไรออกมานลินญา! โปรเจกต์นี้เซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้ว และคุณคือคนที่ผมแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีม!"

"ดิฉันยังไม่ได้เซ็นรับทราบในเอกสารมอบหมายงานค่ะ" 

นลินญาเถียงกลับอย่างใจเย็นและมีเหตุผล 

"ดิฉันพิจารณาแล้วว่าตัวเองมีภาระงานที่คั่งค้างอยู่มาก ทั้งการซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานและผ้าโบราณที่ต้องเร่งส่งคืนวัด ดิฉันเกรงว่าจะไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับสมบัติของตระกูลคุณชวินท์ได้อย่างเต็มที่ จึงขอเสนอให้ทางพิพิธภัณฑ์จัดทีมภัณฑารักษ์ชุดอื่นที่พร้อมกว่าเข้าไปรับผิดชอบแทนค่ะ เรามีผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ อีกหลายคน"

ผู้อำนวยการแทบจะเต้นผาง เขากำลังจะอ้าปากด่าทอลูกน้องหัวรั้น แต่ชวินท์กลับยกมือขึ้นปรามอีกครั้ง ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปหานลินญาอย่างช้าๆ รัศมีของความมีอำนาจแผ่กระจายออกมากดทับบรรยากาศในห้องจนน่าอึดอัด แต่ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยและประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ

"ผมเกรงว่าการเปลี่ยนตัวคนรับผิดชอบจะไม่สามารถทำได้ครับ คุณนลินญา" 

ชวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ 

"เพราะในสัญญาสนับสนุนทุนที่ผมเซ็นกับทางพิพิธภัณฑ์ มีเงื่อนไขข้อหนึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า... ผู้ที่จะเข้ามาแตะต้องและประเมินสมบัติทั้งหมดของตระกูลภูริพัฒน์ธาดา ต้องเป็นคุณนลินญา ศิริเวคิน เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากทางพิพิธภัณฑ์ผิดเงื่อนไขข้อนี้ ผมมีสิทธิ์ยกเลิกเงินทุนสนับสนุนทั้งหมดได้ทันที"

นลินญาตวัดสายตาขึ้นมองเขาอย่างตกตะลึง ความโกรธเกรี้ยวเริ่มปะทุขึ้นมาภายใต้กำแพงน้ำแข็งที่เธอพยายามรักษาไว้ 

"คุณทำแบบนี้ทำไมคะ? คุณจงใจใช้เรื่องเงินมาบีบบังคับฉัน คุณมีจุดประสงค์อะไรกันแน่!"

"ผมไม่ได้บีบบังคับครับ ผมแค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับของที่สำคัญที่สุดของผม" 

ชวินท์ตอบอย่างใจเย็น ดวงตาของเขาสะท้อนภาพของเธออย่างลึกซึ้ง 

"ผมศึกษาประวัติการทำงานของคุณมาอย่างละเอียด ไม่มีใครในประเทศนี้ที่จะเข้าใจและทนุถนอมของเก่าได้ดีเท่าคุณอีกแล้ว... ผมรอคอยคนอย่างคุณมานานมากและผมจะไม่ยอมมอบความไว้วางใจนี้ให้ใครหน้าไหนทั้งนั้นนอกจากคุณ"

"ได้ยินไหมนลินญา!" 

ผู้อำนวยการรีบสำทับ 

"คุณชวินท์ท่านเจาะจงมาว่าเป็นคุณ คุณจะมาอ้างเรื่องงานค้างบ้าบออะไรไม่ได้ทั้งนั้นงานของพิพิธภัณฑ์ฉันจะสั่งให้คนอื่นไปทำแทนเอง นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หน้าที่เดียวของคุณคือดูแลโปรเจกต์ของตระกูลภูริพัฒน์ธาดาให้ดีที่สุด ถ้าโปรเจกต์นี้พังหรือคุณทำให้คุณชวินท์ไม่พอใจ... คุณเตรียมตัวเก็บของออกจากพิพิธภัณฑ์นี้ได้เลย!"

พูดจบ ผู้อำนวยการก็หันไปค้อมศีรษะประจบประแจงชวินท์อีกครั้ง 

"ผมขอตัวไปจัดการเอกสารก่อนนะครับ เชิญคุณชวินท์คุยรายละเอียดกับนลินญาตามสบายเลยครับ ไม่ต้องห่วง ห้องนี้เก็บเสียงและไม่มีใครกล้าเข้ามารบกวนแน่นอน"

ประตูห้องกระจกถูกปิดลง ทิ้งให้นลินญาต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่อันตรายที่สุดในชีวิตของเธอเพียงลำพัง บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน นลินญายืนนิ่ง กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เธอพยายามควบคุมจังหวะการหายใจไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาให้เขาเห็น

ชวินท์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นเล็กน้อย

"ผมต้องขอโทษที่ใช้วิธีนี้กดดันคุณ ลิน..."

เขาเรียกชื่อเล่นของเธออย่างเป็นธรรมชาติและสนิทสนม ราวกับเคยเรียกแบบนี้มานับพันครั้ง 

"ผมรู้ว่าคุณอึดอัดและไม่อยากรับงานนี้ แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าผมปล่อยให้คุณเปลี่ยนตัวคนทำงาน ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้คุณอีกเลย"

"กรุณาเรียกดิฉันว่าคุณนลินญาค่ะ เราไม่ได้สนิทสนมกันถึงขั้นที่คุณจะมาเรียกชื่อเล่นของดิฉัน" 

นลินญาตอกกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ 

"และกรุณาเก็บความเห็นแก่ตัวของพวกคนรวยที่คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างกลับไปเสียเถอะค่ะ คุณอาจจะซื้ออำนาจของผู้อำนวยการได้ แต่คุณซื้อความเต็มใจของดิฉันไม่ได้"

ความเย็นชาและถ้อยคำเชือดเฉือนของเธอเหมือนใบมีดที่กรีดลงบนหัวใจของชวินท์ แต่เขาไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าความก้าวร้าวเหล่านี้คือกลไกการป้องกันตัวของคนที่มีแผลลึกในใจ คนที่กำลังหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

"ผมไม่เคยคิดจะซื้อคุณด้วยเงิน นลินญา" 

ชวินท์เปลี่ยนสรรพนามตามที่เธอต้องการ แต่น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลอ้อยอิ่ง 

"ผมแค่ต้องการเวลา... เวลาที่จะให้เราได้ทำความรู้จักกัน เวลาที่จะให้ผมได้พิสูจน์ให้คุณเห็นว่า ผมไม่ได้มาร้าย และผมไม่ได้เป็นเหมือนคนที่ทำให้คุณต้องสร้างกำแพงพวกนี้ขึ้นมา"

"คุณกำลังพูดเรื่องอะไรคะ ดิฉันไม่เข้าใจ" 

นลินญาเชิดหน้าขึ้น ทำทีเป็นไม่รับรู้ถึงความหมายแฝงในคำพูดของเขา 

"กำแพงอะไรของคุณ? ดิฉันก็แค่เป็นคนมีโลกส่วนตัว และไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้น โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่กลับมาทำตัวรุ่มร่ามและละลาบละล้วงชีวิตส่วนตัวของคนอื่น"

ชวินท์ถอนหายใจเบาๆ เขายอมรับว่าตัวเองอาจจะใจร้อนเกินไป เขารอคอยเธอมาทั้งชีวิต เมื่อได้พบตัวจริง เขาก็อยากจะรวบรัดทุกอย่างให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่เขาคงลืมไปว่า สำหรับผู้หญิงคนนี้ ในชาตินี้... เขาคือคนแปลกหน้าที่แสนอันตราย

"ในเมื่อผู้อำนวยการสั่งให้ดิฉันรับผิดชอบโปรเจกต์นี้ ดิฉันก็จะทำ... ทำในฐานะภัณฑารักษ์ที่รับจ้างประเมินวัตถุโบราณเท่านั้น ดิฉันจะส่งตารางงานและรายการสิ่งที่ต้องการไปให้เลขาของคุณพรุ่งนี้ เราจะนัดหมายกันเฉพาะเรื่องงาน และดิฉันขอร้อง... กรุณาอย่าก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของดิฉันอีก ถ้าไม่จำเป็น"

นลินญาเดินอ้อมโต๊ะทำงานไปเปิดประตูกระจกออกกว้าง เป็นการเชิญแขกให้ออกจากห้องอย่างเสียมารยาทที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมาในชีวิต

"เชิญค่ะ คุณชวินท์ ดิฉันมีงานสำคัญที่ต้องทำต่อ"

ชวินท์มองหญิงสาวที่ยืนจับลูกบิดประตูด้วยท่าทีแข็งกร้าว ใบหน้าสวยหวานนั้นเชิดขึ้นอย่างถือดี แต่ดวงตากลมโตกลับสั่นระริกเล็กน้อยอย่างคนที่กำลังฝืนทนจนถึงขีดสุด ชายหนุ่มระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขาค่อยๆ เก็บปิ่นทองคำลงยาใส่ซองกระดาษตามเดิม แล้วเดินตรงไปยังประตู

เมื่อเขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ กลิ่นน้ำหอมไม้หอมผสมหญ้าแฝกก็ลอยมากระทบจมูกนลินญาอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงสว่างจนมิด ชวินท์ก้มหน้าลงมาใกล้จนนลินญาต้องกลั้นหายใจและเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว

"ผมจะกลับไปรอรับตารางงานจากคุณ ลิน..." 

เขาจงใจเรียกชื่อเล่นเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แหบพร่าและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ 

"และจำเอาไว้นะครับ... ไม่ว่าคุณจะสร้างกำแพงให้สูงและหนาแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะพยายามผลักไสผมด้วยคำพูดที่เย็นชาเพียงใด... ผมจะไม่มีวันถอย ผมจะรื้อฟื้นทุกอย่างกลับมา และผมจะพาคุณออกมาจากโลกที่เหน็บหนาวนี้ให้ได้"

พูดจบ ชวินท์ก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ค้อมศีรษะให้เธอเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากสตูดิโออย่างสง่างาม ทิ้งให้นลินญายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

ทันทีที่แผ่นหลังกว้างของเขาลับสายตาไป นลินญาก็รีบปิดประตูและล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ขาทั้งสองข้างที่พยายามฝืนยืนหยัดมาตลอดการสนทนาหมดเรี่ยวแรงลงดื้อๆ เธอทรุดตัวลงนั่งพิงประตูกระจก ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายที่หัวใจกำลังเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้ม มันไม่ใช่ความเสียใจ แต่มันคือความสับสน หวาดกลัว และความรู้สึกพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ต่อสัมผัส พ่ายแพ้ต่อสายตา และพ่ายแพ้ต่อคำพูดของผู้ชายที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตเธอได้ไม่ถึงวัน

"อย่าเข้ามา... อย่าเข้ามาพังทลายชีวิตของฉัน..."

นลินญาสะอื้นไห้เงียบๆ อยู่เพียงลำพังในอาณาจักรแห่งความทรงจำที่ผุพังของเธอ โดยไม่รู้เลยว่า... การปรากฏตัวของชวินท์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การรุกราน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งที่กักขังหัวใจของเธอมานับร้อยปี และสงครามระหว่าง 'การผลักไส' และ 'การดึงรั้ง' ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป