บทที่ 8 แผนการของนักธุรกิจ

รถยนต์ยุโรปสีดำมันปลาบแล่นออกจากรั้วพิพิธภัณฑ์ศิลปะและของสะสมโบราณแห่งชาติอย่างนุ่มนวล ทิ้งอาคารทรงโคโลเนียลสีขาวสะอาดตาไว้เบื้องหลัง ภายในห้องโดยสารที่เงียบกริบและเย็นฉ่ำ ชวินท์เอนแผ่นหลังพิงเบาะหนังแท้เกรดพรีเมียม ดวงตาคมกริบที่เคยมุ่งมั่นและดุดันเมื่อครู่ บัดนี้ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างเหม่อลอย ภาพของหญิงสาวที่ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อยู่หลังประตูกระจกบานนั้นยังคงฉายชัดอยู่ในห้วงความคิด

เขารู้... แม้จะมองไม่เห็นผ่านประตูกระจกฝ้า แต่ประสาทสัมผัสและสายใยแห่งความผูกพันที่ร้อยรัดเขาไว้กับเธอมาเนิ่นนาน ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจของนลินญา

"บอสครับ..." 

ดนัยเลขานุการคู่ใจที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับหันมาเอ่ยทำลายความเงียบ 

"ท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ส่งข้อความมาขอโทษเรื่องกิริยาของคุณนลินญาอีกครั้งครับ ท่านรับปากว่าจะกำชับให้เธอทำตัวเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ และจะไม่ให้มีเหตุการณ์เสียมารยาทแบบวันนี้เกิดขึ้นอีก"

"ตอบกลับไปว่าไม่ต้องไปกดดันอะไรเธอ" 

ชวินท์สั่งเสียงเรียบ 

"บอกเขาว่าผมพอใจกับความเป็นมืออาชีพของเธอมากและถ้ามีใครในพิพิธภัณฑ์ไปตำหนิหรือบังคับจิตใจเธอแม้แต่นิดเดียว... ผมจะถือว่าพิพิธภัณฑ์ละเมิดข้อตกลงในการดูแลพนักงานที่ผมระบุไว้ในสัญญา"

ดนัยลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เขาทำงานกับชวินท์มานับสิบปี เจ้านายของเขาคือนักธุรกิจที่เฉียบขาด เยือกเย็น และไม่เคยยอมเสียเปรียบใครในโต๊ะเจรจา แต่กับโปรเจกต์นี้... โปรเจกต์ที่ชวินท์ยอมทุ่มเงินบริจาคจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการดึงตัวภัณฑารักษ์เพียงคนเดียวมาทำงานให้ มันช่างเป็นแผนการที่บ้าบิ่นและขัดกับหลักการลงทุนทุกอย่างที่เคยมีมา

ย้อนกลับไปเมื่อคืน หลังจากที่ชวินท์ได้พบหน้านลินญาในงานประมูล ทันทีที่เขากลับถึงเพนต์เฮาส์ เขาไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่นาทีเดียว ชวินท์สั่งให้ดนัยรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ นลินญา ศิริเวคิน และสถานะทางการเงินของพิพิธภัณฑ์ศิลปะและของสะสมโบราณแห่งชาติอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะหาได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งที่เขาค้นพบคือ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กำลังประสบปัญหางบประมาณอย่างหนักระบบรักษาความปลอดภัยล้าหลังและเสี่ยงต่อการถูกตัดงบสนับสนุนจากรัฐบาล นลินญาคือฟันเฟืองสำคัญที่ใช้ความสามารถในการบูรณะของเก่าระดับประเทศเพื่อดึงดูดเงินบริจาคเล็กๆ น้อยๆ มาต่อลมหายใจให้สถานที่แห่งนี้ และเธอก็รักสตูดิโอห้องกระจกนั้นมากพอๆ กับชีวิตของตัวเอง

ในฐานะนักธุรกิจ ชวินท์รู้ดีว่าจุดอ่อนของคู่เจรจาคืออะไร และเขาเลือกที่จะใช้มันอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อสร้าง 'กรงทอง' ที่จะดึงตัวเธอเข้ามาสู่อ้อมแขนของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาให้ทีมทนายร่างสัญญาบริจาคเงินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ พร้อมระบุเงื่อนไขข้อตกลงที่รัดกุมจนไม่มีช่องโหว่ เงื่อนไขที่ระบุชัดเจนว่าโครงการประเมินและบูรณะสมบัติโบราณของตระกูลภูริพัฒน์ธาดา จะต้องถูกดำเนินการโดย นลินญา ศิริเวคิน แต่เพียงผู้เดียว หากมีการเปลี่ยนตัวหรือเธอก้าวลงจากโปรเจกต์ เงินสนับสนุนทั้งหมดจะต้องถูกเรียกคืนพร้อมดอกเบี้ยปรับมหาศาล ซึ่งนั่นหมายถึงการล้มละลายของพิพิธภัณฑ์

มันคือแผนการที่แยบยล เผด็จการ และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ... ชวินท์ยอมรับในข้อนี้ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น กับผู้หญิงที่สร้างกำแพงน้ำแข็งหนาทึบและพร้อมจะวิ่งหนีเขาทุกวินาทีอย่างนลินญา หากเขาใช้วิธีตามจีบแบบผู้ชายทั่วไป เธอคงปฏิเสธและตัดเขาออกจากชีวิตอย่างไม่ไยดี เขาจึงต้องใช้ 'หน้าที่' และ 'ความรับผิดชอบ' มาเป็นโซ่ตรวนผูกรั้งเธอเอาไว้

"ดนัย พรุ่งนี้เตรียมเคลียร์คฤหาสน์ภูริพัฒน์ธาดาให้เรียบร้อย" 

ชวินท์เอ่ยขึ้นพร้อมกับแววตาที่กลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง 

"สั่งแม่บ้านให้ทำความสะอาดปีกตึกฝั่งตะวันตก จัดห้องทำงานชั่วคราวที่มีแสงสว่างเพียงพอและอุณหภูมิคงที่แบบที่เธอใช้ในพิพิธภัณฑ์... อ้อ แล้วก็เตรียมระบบรักษาความปลอดภัยที่ห้องเก็บสมบัติใต้ดินให้พร้อมที่สุด ผมไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดเมื่อเธอมาถึง"

"บอสแน่ใจหรือครับว่าจะให้เธอลงไปทำงานที่ห้องใต้ดินนั่นจริงๆ" 

ดนัยถามด้วยความกังวล 

"ของที่อยู่ข้างล่างนั่น... มันมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้าง... เอ่อ ดุดัน ผมเกรงว่ามันอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคุณนลินญา เหมือนที่เธอเป็นลมเมื่อคืน"

ชวินท์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าสมบัติแต่ละชิ้นในห้องนั้นอัดแน่นไปด้วยความทรงจำแห่งอดีตชาติ ความทรงจำที่ทั้งสวยงามและปวดร้าวอย่างแสนสาหัส แต่มันคือหนทางเดียว... หนทางเดียวที่จะปลุกความจริงที่หลับใหลอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณเธอให้ตื่นขึ้น

"มันจำเป็น ดนัย" 

น้ำเสียงของชวินท์หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว 

"หนองที่อักเสบอยู่ข้างใน ถ้าไม่ผ่าเปิดปากแผลเพื่อรีดมันออกมา มันก็จะเน่าเฟะและกัดกินเธอไปตลอดชีวิต ผมจะอยู่ตรงนั้น... ผมจะคอยประคองเธอเอง"

ขณะเดียวกัน ณ สตูดิโอบูรณะของเก่าในพิพิธภัณฑ์

นลินญานั่งอยู่หน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยกำลังรัวพิมพ์ตัวอักษรลงบนคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาสีรัตติกาลเบิกกว้างและเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังจากที่ร้องไห้จนหมดแรง เธอพยายามดึงสติกลับมาและตระหนักได้ว่า เธอไม่สามารถหนีเงื้อมมือของชวินท์และคำสั่งของผู้อำนวยการได้ สิ่งเดียวที่เธอทำได้ในตอนนี้ คือการสร้างกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุด เพื่อปกป้องตัวเองจากผู้ชายอันตรายคนนั้น

บนหน้าจอแสดงผลคืออีเมลฉบับยาวที่เธอกำลังจะส่งถึงดนัย เลขานุการของชวินท์ มันคือ 'ตารางงานและข้อตกลงในการปฏิบัติงาน' ที่เธอร่างขึ้นมาด้วยความรอบคอบราวกับกำลังร่างสนธิสัญญาสงบศึก

ข้อตกลงในการปฏิบัติงาน: โครงการประเมินและบูรณะวัตถุโบราณตระกูลภูริพัฒน์ธาดา

ดิฉันจะเข้าไปปฏิบัติงานที่คฤหาสน์ภูริพัฒน์ธาดา เฉพาะวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ เวลา 09.00 - 16.00 น. เท่านั้น นอกเหนือจากเวลานี้ จะไม่มีการติดต่อพูดคุยเรื่องงานใดๆ ทั้งสิ้น

การเข้าถึงพื้นที่ห้องเก็บสมบัติ ต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางคฤหาสน์ หรือผู้ช่วยจากพิพิธภัณฑ์อยู่ด้วยอย่างน้อย 1 คน ไม่อนุญาตให้มีการทำงานแบบสองต่อสองในพื้นที่ปิดทึบ

การประเมินวัตถุโบราณจะต้องทำในห้องที่จัดเตรียมไว้เฉพาะ ห้ามผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง (รวมถึงเจ้าของสมบัติ) เข้ามารบกวนในขณะที่ดิฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่

การสื่อสารและรายงานความคืบหน้าทั้งหมด จะต้องทำผ่านทางอีเมลของเลขาธิการเท่านั้น ห้ามติดต่อดิฉันผ่านช่องทางส่วนตัวโดยเด็ดขาด

หากมีการละเมิดข้อตกลงแม้แต่ข้อเดียว ดิฉันจะถือว่าทางผู้ว่าจ้างไม่ให้เกียรติวิชาชีพ และจะยุติการทำงานทันทีโดยไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ

นลินญาอ่านทวนข้อตกลงทั้งหมดซ้ำอีกครั้ง ความเย็นชาและระยะห่างที่ปรากฏอยู่ในทุกตัวอักษรทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดปุ่ม 'Send' ส่งอีเมลฉบับนั้นออกไป

"ตั้งป้อมซะสูงลิบเชียวนะแม่คุณ" 

เสียงของพิมพ์ชนกที่ชะโงกหน้ามาอ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์จากด้านหลังทำให้นลินญาสะดุ้งเล็กน้อย

"มันจำเป็น พิมพ์" 

นลินญาตอบเสียงเรียบ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ 

"ผู้ชายคนนั้นอันตราย เขาจงใจบีบให้ฉันรับงานนี้ด้วยการเอาเรื่องงบประมาณมาขู่ผอ. คนที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจมาคุกคามคนอื่นแบบนี้ ฉันไม่มีทางไว้ใจเด็ดขาด"

"แต่ฉันว่าคุณชวินท์เขาดูไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะลิน" 

พิมพ์ชนกแย้ง พร้อมกับลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ 

"แกไม่เห็นสายตาที่เขามองแกตอนอยู่ในงานประมูลเหรอ... มันหวานเชื่อมแถมยังดูเศร้าๆ เหมือนคนที่รอคอยคนรักมานานแสนนาน แล้วตอนที่ผอ. ด่าแก เขาก็ออกรับหน้าแทนตลอด ฉันว่าเขาอาจจะตกหลุมรักแกตั้งแต่แรกพบแบบ Love at first sight ก็ได้นะ"

"เพ้อเจ้อ!" 

นลินญาตวาดเสียงแข็งกว่าปกติ ความรู้สึกปวดร้าวแปลบปลาบแล่นขึ้นมาในอกเมื่อได้ยินคำว่า 'รอคอย' และ 'คนรัก' 

"ความรักแรกพบมันไม่มีอยู่จริงหรอก มันก็แค่อาการหลงใหลชั่วครู่ของพวกคนรวยที่อยากจะได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ดูแปลกตา พอเบื่อ... เขาก็ทิ้ง"

"ลิน..." 

พิมพ์ชนกจับมือเพื่อนรักบีบเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย 

"แกกำลังเอาปมในใจตัวเองมาตัดสินเขานะ แกยังไม่ทันได้รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ ทำไมแกถึงต้องกลัวผู้ชายคนนี้ขนาดนี้ แกเป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลามีคนพยายามเข้ามาในชีวิต... แต่กับคุณชวินท์อาการแกมันรุนแรงกว่าปกติมากเลยนะ"

นลินญานิ่งเงียบไป เธอไม่สามารถอธิบายให้พิมพ์ชนกฟังได้ว่า ทุกครั้งที่สบตากับชวินท์ เธอไม่ได้เห็นแค่นักธุรกิจหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่เธอเห็นภาพซ้อนทับของผู้ชายในชุดโบราณที่หันหลังเดินจากเธอไปในกองเลือด เธอสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นและความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณ มันเป็นความรู้สึกที่ไร้เหตุผล แต่กลับทรงพลังจนเธอแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

"ฉันไม่ได้กลัว" 

นลินญาโกหกหน้าตาย ดึงมือออกจากเพื่อนสนิท 

"ฉันแค่รำคาญ และฉันก็แค่อยากจะทำงานให้มันจบๆ ไปตามหน้าที่เท่านั้น"

เช้าวันพฤหัสบดี วันแรกของการปฏิบัติงาน

รถตู้ของพิพิธภัณฑ์แล่นผ่านประตูรั้วเหล็กดัดอัลลอยบานใหญ่ที่เปิดอ้าออกต้อนรับ คฤหาสน์ภูริพัฒน์ธาดาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลผสมผสานความเป็นไทยประยุกต์ ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนสีครีมงาช้างตัดกับหลังคากระเบื้องว่าวสีแดงอิฐ ต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มอายุนับร้อยปีแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง ให้ความรู้สึกร่มเย็น ทว่าก็แฝงไปด้วยความลึกลับและมนต์ขลังแห่งกาลเวลา

ทันทีที่นลินญาก้าวลงจากรถตู้ สายลมเย็นยะเยือกก็พัดมาปะทะใบหน้า กลิ่นของดอกมะลิและดอกจำปาที่ปลูกอยู่เรียงรายตามแนวรั้วลอยมากระทบจมูก มันเป็นกลิ่นหอมที่คุ้นเคยอย่างประหลาด คุ้นเคยจนทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเธอเต้นผิดจังหวะ

"ที่นี่สวยจังเลยเนอะ ขลังสุดๆ ไปเลย" 

ผู้ช่วยภัณฑารักษ์รุ่นน้องที่มาด้วยกันเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น

นลินญาไม่ได้ตอบรับ เธอกระชับสายกระเป๋าแล็ปท็อปในมือแน่น สายตากวาดมองไปรอบๆ บริเวณคฤหาสน์ ความรู้สึกเดจาวูโจมตีเธออย่างรุนแรง เธอรู้สึกเหมือนเคยเดินเล่นบนสนามหญ้าแห่งนี้ รู้สึกเหมือนเคยนั่งอยู่บนระเบียงมุขหน้าต่างบานนั้น และที่สำคัญ... เธอสัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อยที่ล่องลอยอยู่ในมวลอากาศ ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ด้วยการรอคอยของใครบางคน

"สวัสดีครับ คุณนลินญา"

เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้นลินญาสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมอง และพบกับชวินท์ที่ยืนส่งยิ้มบางๆ มาให้ เขาอยู่ในชุดลำลองที่ดูผ่อนคลาย เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มพับแขนขึ้นถึงศอก กางเกงสแล็กสีดำสนิท รูปลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่ายนี้กลับยิ่งขับเน้นความหล่อเหลาและเสน่ห์ทางเพศที่อันตรายของเขาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

"คุณชวินท์..." 

นลินญาพึมพำ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที 

"ดิฉันจำได้ว่าในข้อตกลงระบุไว้ชัดเจน ว่าดิฉันจะติดต่อผ่านเลขาของคุณเท่านั้น และไม่ต้องการให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารบกวนการทำงาน"

เธอเปิดฉากตั้งป้อมทันทีที่เจอหน้า หวังจะใช้ความเย็นชาขับไล่เขาไป แต่ชวินท์กลับไม่สะทกสะท้าน เขาก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ เว้นระยะห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกอึดอัด

"ผมอ่านข้อตกลงของคุณอย่างละเอียดแล้วครับ และผมก็ยินดีปฏิบัติตามทุกข้อ" 

ชวินท์ตอบอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบของเขายังคงทอดมองเธอด้วยความอ่อนโยนที่คงเส้นคงวา 

"ผมไม่ได้มาเพื่อก้าวก่ายการทำงานของคุณ ผมแค่มาทำหน้าที่ในฐานะ 'เจ้าของบ้าน' ที่ออกมาต้อนรับแขกคนสำคัญเท่านั้นเอง"

"ดิฉันไม่ใช่แขกค่ะ ดิฉันเป็นคนงาน" 

นลินญาย้ำสถานะอย่างชัดเจน 

"กรุณาให้คนของคุณพาดิฉันไปยังห้องเก็บสมบัติด้วยค่ะ ดิฉันไม่อยากเสียเวลา"

ชวินท์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาหันไปพยักพเยิดให้ดนัยที่ยืนรออยู่ไม่ไกลให้เข้ามารับช่วงต่อ 

"ดนัยจะพาคุณไปดูห้องทำงานชั่วคราวที่คุณต้องการ ผมสั่งให้คนจัดเตรียมระบบไฟและเครื่องปรับอากาศให้เหมือนสตูดิโอของคุณเป๊ะๆ หวังว่าคุณจะถูกใจ... แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะไม่อยู่กวนใจคุณ ผมมีประชุมบอร์ดบริหารทั้งวัน เชิญทำงานตามสบายครับ"

พูดจบ ชวินท์ก็ค้อมศีรษะให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินกลับขึ้นรถตู้หรูที่จอดรออยู่อีกฝั่งหนึ่งเพื่อเดินทางไปบริษัท ทิ้งให้นลินญายืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

เธอควรจะดีใจที่เขายอมถอยและเคารพกฎของเธออย่างง่ายดาย แต่ลึกๆ แล้ว... ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดล่อไว้อย่างแนบเนียน? ท่าทีที่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามของเขา มันดูไม่เหมือนการยอมแพ้ แต่มันเหมือนนักล่าที่กำลังถอยหลังเพื่อซุ่มรอดูเหยื่อเดินเข้ามาในกรงที่เตรียมไว้มากกว่า

"เชิญทางนี้ครับคุณนลินญา" 

ดนัยผายมือเชิญ 

"ผมจะพาไปดูห้องทำงานก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยลงไปที่ห้องใต้ดินกันครับ"

นลินญาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เดินตามเลขาหนุ่มเข้าไปในตัวคฤหาสน์ ฃภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองเก่าแก่ รูปภาพบรรพบุรุษในกรอบไม้แกะสลักแขวนเรียงรายอยู่ตามโถงทางเดิน ทุกอย่างดูทรงคุณค่าและได้รับการดูแลอย่างดี

จนกระทั่งดนัยพาเธอมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่หนาหนักบริเวณชั้นใต้ดิน เขาใช้คีย์การ์ดแตะและสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อก กลไกนิรภัยส่งเสียงดังคลิก ก่อนที่ประตูบานหนักจะค่อยๆ เปิดออก

กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินผสมผสานกับกลิ่นธูปหอมจางๆ ลอยมากระทบจมูก ทันทีที่ระบบไฟอัตโนมัติทำงาน แสงไฟสีวอร์มไวท์ก็สาดส่องให้เห็นอาณาจักรแห่งอดีตที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง

นลินญาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ห้องโถงกว้างขวางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบบนชั้นวาง ตู้กระจก และแท่นโชว์ มีตั้งแต่เครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย อาวุธโบราณ หีบไม้สลักลวดลายวิจิตร ไปจนถึงเครื่องประดับทองคำและอัญมณีล้ำค่ามากมาย

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นลินญารู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง…

สิ่งที่ดึงดูดสายตาและจิตวิญญาณของเธอ คือโครงสร้างของห้องใต้ดินแห่งนี้ต่างหาก เสาไม้ซุงขนาดใหญ่ ผนังก่ออิฐโชว์แนว และซุ้มประตูทรงโค้ง... มันมีเค้าโครงที่คล้ายคลึงกับสถานที่แห่งหนึ่งในความทรงจำอันเลือนลางของเธอ คล้ายกับ 'คุกมืด' หรือสถานที่กักขังใครบางคนในอดีต

เคร้ง!

เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังก้องขึ้นมาในโสตประสาทของนลินญาอย่างกะทันหัน ภาพนิมิตสว่างวาบขึ้นมาในหัว เป็นภาพของหญิงสาวในชุดสไบขาดวิ่น กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในห้องที่มืดมิดและหนาวเหน็บ ข้อมือทั้งสองข้างถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กขึ้นสนิม ความรู้สึกหวาดกลัว หิวโหย และความสิ้นหวังที่เฝ้ารอคอยให้ใครบางคนมาช่วย แต่เขาคนนั้นก็ไม่เคยมา…

"แฮ่ก... แฮ่ก..." 

นลินญาหอบหายใจอย่างรุนแรง มือบางคว้าจับขอบประตูไว้แน่นเพื่อพยุงร่างที่กำลังจะทรุดลง ใบหน้าสวยหวานซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก

"คุณนลินญา! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!" 

ดนัยรีบเข้ามาประคองด้วยความตกใจ เขาจำคำสั่งของเจ้านายได้ดีว่าต้องดูแลเธอให้ดีที่สุด

"ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ" 

นลินญาพยายามเค้นเสียงตอบ มือที่สั่นเทายกขึ้นนวดขมับตัวเอง 

"ดิฉันแค่... รู้สึกหน้ามืดนิดหน่อย อากาศในนี้มันคงน้อยไป"

"ถ้าอย่างนั้นเราขึ้นไปพักข้างบนก่อนดีไหมครับ" 

ดนัยเสนอ

"ไม่ต้องค่ะ!" 

นลินญาปฏิเสธเสียงแข็ง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าและสติสัมปชัญญะทั้งหมดที่มี บังคับตัวเองให้ยืนหยัดขึ้น 

"ดิฉันมาทำงาน และดิฉันจะเริ่มประเมินสภาพห้องนี้เดี๋ยวนี้"

เธอหยิบถุงมือยางสีขาวขึ้นมาสวม ก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องเก็บสมบัติด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้ลึกๆ ในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวก็ตาม เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี่ และออกไปให้พ้นจากวงโคจรของผู้ชายที่ชื่อชวินท์

แต่สิ่งที่นลินญาไม่รู้เลยก็คือ กล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ตรงมุมห้อง กำลังจับภาพทุกความเคลื่อนไหวและทุกปฏิกิริยาของเธอ ส่งตรงไปยังหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานในห้องประชุมบอร์ดบริหารของใครบางคน

ชวินท์นั่งมองภาพหญิงสาวที่กำลังเดินสำรวจวัตถุโบราณด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปวดร้าว เขามองเห็นความสั่นเทาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าวของเธอ เขาเห็นความพยายามอย่างหนักที่เธอใช้ต่อสู้กับนิมิตและฝันร้ายที่กำลังเล่นงานเธอ

“ผมสัญญา... แม่บัว" 

ชวินท์พึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบา ขณะที่ปลายนิ้วลูบไล้ไปบนหน้าจอแท็บเล็ตราวกับกำลังเช็ดน้ำตาให้เธอ 

"เมื่อถึงเวลาที่ความจริงทั้งหมดเปิดเผย... ผมจะเป็นคนพังกำแพงนั้นลงมา และใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่... ปกป้องคุณเอง"

แผนการของนักธุรกิจหนุ่มไม่ใช่แค่การใช้เงินซื้อเวลา แต่มันคือการวางหมากอย่างชาญฉลาด เพื่อต้อนให้เธอเข้ามาอยู่ในเขตแดนของเขา เขตแดนที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งอดีต เพื่อให้ของเก่าเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ค่อยๆ กะเทาะเปลือกความทรงจำที่บิดเบี้ยวของเธอออกทีละน้อย... และรอคอยเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่จะใช้ความจริงใจและความรักที่มั่นคงของเขา เป็นกุญแจดอกสุดท้ายในการปลดล็อกหัวใจที่ปิดตายของนลินญาอย่างถาวร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป