บทที่ 3 หนี้สินชะตากรรม
บรรยากาศภายในโกดังร้างแถบชานเมืองเย็นเยือกและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของปูนเก่า กลิ่นสนิมเหล็ก และกลิ่นคาวเลือด เสียงหยดน้ำหล่นกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะเชื่องช้า ตอกย้ำความเงียบสงัดอันน่าพรั่นพรึง ท่ามกลางแสงสว่างริบหรี่จากหลอดไฟสว่างจ้าดวงเดียวที่แขวนอยู่กลางห้อง ร่างของ ‘พงษ์’ พี่ชายแท้ ๆ ของพะแพงกำลังถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้เหล็กแน่นหนา
สภาพของเขาดูไม่ได้ใบหน้าบอบช้ำปูดบวม มุมปากแตกมีเลือดไหลซึมและร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด
รอบกายของพงษ์คือกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่และมีท่าทางเหี้ยมเกรียม ทุกคนยืนนิ่งราวกับรูปสลักไร้ชีวิต เพื่อรอคอยการมาถึงของชายผู้เป็นนายใหญ่แห่งเครือข่าย
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าหนังเนื้อดีกระทบพื้นปูนดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ มั่นคงและเปี่ยมด้วยอำนาจ ร่างสูงใหญ่ของ ‘เรนเจอร์’ เดินก้าวเข้ามาในระยะแสงไฟ เขาสวมเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมเม็ดบนสองเม็ดทับด้วยแจ็กเก็ตสูทสีเข้มที่เสริมให้ไหล่กว้างดูทระนง ด้านหลังของเขาคือ ‘ออสติน’ ที่เดินถือแท็บเล็ตและเอกสารด้วยสีหน้านิ่งเฉย และ ‘ฟินิกซ์’ ที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาด้วยรอยยิ้มยั่วเย้าประดับบนใบหน้า
“พะ... พวกคุณ! ปล่อยผมไปเหอะ! ผมไหว้ละ! ผมจะหาเงินมาคืนให้จริง ๆ!”
พงษ์ละล่ำละลักอ้อนวอนเสียงสั่นเครือจนฟังแทบไม่เป็นภาษา ร่างกายพยายามดิ้นรนแต่สายรัดเส้นหนากลับยิ่งบาดลึกเข้าไปในเนื้อ
เรนเจอร์หยุดเดินห่างจากเก้าอี้ของพงษ์เพียงไม่กี่ก้าวดวงตาสีเทาหม่นประกายเขียวอลเวงปรายมองชายตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาดั่งมองเศษขยะ เขาไม่พูดอะไรสักคำแต่ความเงียบของเขากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนบรรยากาศในห้องแทบหยุดหมุน
“แปดล้านห้าแสนบาท...”
ออสตินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำขณะมองหน้าจอแท็บเล็ต
“ยอดเงินต้นบวกดอกเบี้ยทบต้นจากการเล่นพนันในคาสิโนใต้ดินเครือข่าย ไวท์ คอร์ปอเรชัน กำหนดชำระคือเมื่อวานซืน แต่มึงเลือกที่จะหลบหนีและยักยอกเงินส่วนกลางของวงพนันไปด้วย”
“ผมจำเป็นจริง ๆ! แม่ผมป่วย! ผมแค่อยากได้เงินไปรักษาแม่!”
พงษ์โกหกคำโตทั้งน้ำตาเพื่อเอาตัวรอด ฟินิกซ์เค้นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วใช้ปลายเท้าสะกิดขาเก้าอี้เบา ๆ
“โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะพี่ชาย... มึงเอาเงินไปลงแทงบอลกับเปย์สาวในบาร์โฮสต์ต่างหาก อ้างแม่ตัวเองแบบนี้มันน่าตัดลิ้นทิ้งจริง ๆ”
เรนเจอร์ยกมือขึ้นเล็กน้อยฟินิกซ์จึงถอยกลับไปยืนข้าง ๆ มาเฟียหนุ่มลูกครึ่งย่อตัวลงเล็กน้อย ให้อยู่ในระดับสายตากับพงษ์สันกรามคมสันเกร็งแน่นเมื่อเหยียดยิ้มร้ายกาจ
“กูไม่สนใจว่ามึงจะเอาเงินไปทำอะไร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเรนเจอร์นุ่มนวล ทว่ากลับเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“แต่สิ่งที่กูเกลียดที่สุด... คือพวกคนที่กล้าลองดีกับกู แล้วคิดว่าตัวเองจะหนีพ้น”
“คุณเรนเจอร์! ผมขอร้อง! ผมมีน้องสาว! น้องสาวผมเรียนอยู่ SMIU เธอน่ารักมาก! เธอ... เธอช่วยหาเงินคืนให้คุณได้แน่ ๆ!”
พงษ์หลุดปากออกมาด้วยความลนลาน หวังเอาชื่อน้องสาวมาเป็นเกราะป้องกัน
ดวงตาสีเทาหม่นของเรนเจอร์วาววับขึ้นชั่วครู่ภาพใบหน้าหวานหยดของเด็กสาวทุนคณะวิทย์ที่พึ่งชนเขาเมื่อตอนกลางวันฉายชัดขึ้นในหัว เรนเจอร์หัวเราะในคอเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“น้องสาวมึงงั้นเหรอ...”
เรนเจอร์ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปัดฝุ่นที่ปลายแขนเสื้อเบา ๆ
“ออสติน ส่งข่าวให้ ‘เด็กทุนคณะวิทย์’ คนนั้นรู้... บอกเธอว่า ถ้าอยากเห็นพี่ชายยังมีชีวิตอยู่กลับไปหาแม่ให้มาที่นี่ก่อนเที่ยงคืน”
ภายในห้องเช่าแคบ ๆ สภาพเก่าทรุดโทรมย่านชุมชนแออัด พะแพงนั่งกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว หยาดน้ำตาไหลพรั่งพรูลงมาตามแก้มเนียนใสไม่ขาดสาย ภาพถ่ายพี่ชายที่ถูกทรมานจมกองเลือดพร้อมโลโก้ ‘W’ ยังคงติดตาและสร้างความหวาดกลัวให้เธออย่างจับจิต
“แปดล้าน... จะไปหาจากไหนได้...”
พะแพงพึมพำกับตัวเองด้วยความสิ้นหวัง เสียงสะอื้นไห้บาดลึกในอก
เงินเก็บจากการทำงานพาร์ตไทม์ทั้งหมดของเธอมีไม่ถึงสองหมื่นบาท เงินทุนการศึกษาก็ถูกล็อกไว้สำหรับค่าอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายในการเรียนเท่านั้น เธอพยายามโทรหาเพื่อนสนิทพยายามติดต่อยืมเงินจากทุกแหล่งเท่าที่คนตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะนึกออก แต่ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นให้เธอได้เลย
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์ในมือสั่นสะเทือนอีกครั้ง เบอร์แปลกหน้าแสดงขึ้นบนหน้าจอ พะแพงรีบกดรับสายด้วยความหวังอันริบหรี่
“ฮะ... ฮัลโหลค่ะ!”
(“คุณพิมพรรณ วงศ์สว่าง ใช่ไหม?”)
น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความรู้สึกของออสตินดังมาจากปลายสาย
“ใช่ค่ะ! ฉันเอง! พี่ชายฉัน... พี่พงษ์อยู่ที่ไหนคะ?! พวกคุณทำอะไรพี่ชายฉัน!”
พะแพงโพล่งออกมาด้วยความลนลาน
(“พี่ชายคุณกำลังจะหมดลมหายใจ หากคุณยังชักช้า”)
ออสตินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
(“คุณเรนเจอร์ อเล็กซานเดอร์ ไวท์ ประธานบริหารเครือข่าย ต้องการพบคุณเป็นการส่วนตัว เพื่อตกลงเรื่องหนี้สินแปดล้านห้าแสนบาท มาตามพิกัดที่ส่งไปให้ ก่อนเวลาเที่ยงคืน... หากคุณไม่มา หรือคิดแจ้งตำรวจ เราจะส่งชิ้นส่วนร่างกายของพี่ชายคุณไปให้แม่คุณที่บ้านต่างจังหวัดเป็นการตอบแทน”)
“อย่าทำอะไรพี่ชายฉันนะ! ได้โปรด!”
พะแพงกรีดร้องใส่โทรศัพท์ แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ ก่อนสายจะตัดไป
หมุดพิกัดตำแหน่งสถานที่ถูกส่งเข้ามาในข้อความทันที มันคือโกดังร้างแถบชานเมือง พะแพงมองนาฬิกาบนฝาผนัง ขณะนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่งเธอเหลือเวลาอีกเพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
เด็กสาวกล้ำกลืนความกลัวและความเจ็บปวด เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ครอบครัวคือจุดอ่อนเดียวและสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ หากพี่ชายต้องตายและแม่ต้องรู้เรื่องนี้ แม่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจอาจจะไม่รอดตามไปด้วย พะแพงเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างแรง ปรับลมหายใจแล้วก้าวออกจากห้องเช่ามุ่งหน้าสู่ความมืดมิดยามค่ำคืน... โดยไม่รู้เลยว่าเธอกำลังเดินตรงเข้าสู่กรงเล็บของซาตานร้ายที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
