บทที่ 5 ห้องคุมขังกลางอากาศ

ความเงียบสงัดภายในซูเปอร์คาร์คันหรูที่แล่นทะยานไปบนถนนยกระดับยามค่ำคืน ร้อนรุ่มและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก พะแพงนั่งเกร็งตัวชิดประตูฝั่งผู้โดยสารเบือนใบหน้าหวานที่ยังคงเปรอะคราบน้ำตาออกไปมองแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงภายนอกหน้าต่าง หัวใจของเธอเต้นระสับด้วยความหวาดกลัวและขมขื่นอย่างถึงที่สุด

ข้างกายเธอคือ ‘เรนเจอร์’ ชายหนุ่มผู้กุมชีวิตและลมหายใจของเธอในยามนี้ มือหนาข้างหนึ่งวางกุมพวงมาลัยรถอย่างผ่อนคลาย ขณะที่ดวงตาสีเทาหม่นประกายเขียวอลเวงจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้า ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่ารังสีอันตรายและกดดันที่แผ่ออกมาจากเรือนร่างกำยำกลับทำให้บรรยากาศภายในรถอึดอัดดั่งห้องทรมาน

ไม่นานนักรถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถส่วนตัวของคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ระดับซูเปอร์ลักชัวรีใจกลางเมืองหลวง สถานที่ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดและเป็นที่รับรู้กันดีว่าเป็นกรงทองของบรรดามหาเศรษฐี

“ลงมา”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชาของเรนเจอร์เอ่ยขึ้นสั้น ๆ หลังจากดับเครื่องยนต์ทพะแพงชะงักไปครู่หนึ่งมือบางกำสายกระเป๋าเป้ใบเก่าไว้แน่น เธอพยายามรวบรวมความกล้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

            “คุณ... คุณจะพาฉันไปไหน? ไหนบอกว่าจะคุยเรื่องตกลงหนี้สินไงคะ”

            เรนเจอร์ไม่ตอบคำถาม เขาเปิดประตูรถแล้วเดินอ้อมมารักแร้ดึงประตูฝั่งของเธอออก ก่อนจะยื่นมือหนาเข้าไปคว้าหมับที่ข้อมือเล็กของพะแพงออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างบางอรชรก็ลอยละลิ่วออกมาจากตัวรถตามแรงเหวี่ยง

“กรี๊ด! ปล่อยนะ! ฉันเดินเองได้!”

            พะแพงพยายามบิดข้อมือออกจากการกุมรัด ทว่าพันธนาการจากฝ่ามือหนากลับแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็ก ยิ่งเธอต่อต้าน เขายิ่งเพิ่มแรงบีบจนผิวเนื้อเนียนขึ้นรอยแดง

“อย่ามาทำตัวพยศกับกูพะแพง”

            เรนเจอร์ก้มลงกระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงกดต่ำเปี่ยมด้วยอำนาจ

“จำใส่หัวไว้ว่าตอนนี้มึงไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น”

            เรนเจอร์ลากร่างบางเดินตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวที่ใชักระดิ่งสแกนลายนิ้วมือและเรตินา ลิฟต์ความเร็วสูงทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุดอย่างรวดเร็ว เสียงหัวใจของพะแพงเต้นระทึกดั่งเสียงกลองรบ เธอสัมผัสได้ถึงโชคชะตากรรมอันมืดมนที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหลังประตูลิฟต์บานนี้

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกภาพเบื้องหน้าคือเพนท์เฮาส์หรูขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยโทนสีดำ เทา และกระจกเงา ความหรูหราอลังการของเฟอร์นิเจอร์นำเข้าไม่ได้ช่วยลดทอนความเยือกเย็นของสถานที่แห่งนี้ลงได้เลย มันทั้งกว้างขวาง อ้างว้างและเย็นชา... ไม่ต่างจากเจ้าของของมันแม้แต่น้อย

เรนเจอร์เหวี่ยงร่างของพะแพงลงบนโซฟาหนังแท้สีดำสนิทกลางห้องอย่างแรง พะแพงเซเสียหลักล้มลงไปกองกับเบาะนุ่ม เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง รวบขาเข้าหาตัวด้วยความระมัดระวัง สายตามองชายหนุ่มลูกครึ่งที่กำลังปลดเนคไทและถอดเสื้อแจ็กเก็ตสูทออกอย่างหวาดระแวง

เรนเจอร์โยนเสื้อสูทลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่แยแส ก่อนจะเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์รินบรั่นดีดีกรีแรงลงในแก้วเจียระไนทรงสวย เขายกแก้วขึ้นจิบจิบหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินกลับมาหาพะแพงด้วยท่วงท่าของพญาราชสีห์ที่กำลังหยอกเย้าเหยื่อในกรงเล็บ

            ดวงตาสีเทาหม่นกวาดมองร่างบางตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า สายตาจับจ้องเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวย ใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนรอยน้ำตาและชุดนักศึกษาที่ค่อนข้างยับย่น มันช่างดูบริสุทธิ์และน่ารังแกในเวลาเดียวกัน

“เอาล่ะ...”

            เรนเจอร์เอ่ยขึ้น พลางทรุดตัวลงนั่งบนอาร์มแชร์ฝั่งตรงข้าม ไขว่ห้างอย่างสง่างาม

“มาคุยเรื่อง ‘หนี้สิน’ ของพี่ชายมึงกัน”

            พะแพงสูดหายใจเข้าลึกพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

“พี่ชายฉันติดหนี้คุณแปดล้านห้าแสนบาท... ฉันต้องการใบเสร็จหรือสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร และฉันอยากรู้ว่า... คุณจะให้ฉันผ่อนชำระยังไง”

“ผ่อนชำระ?”

            เรนเจอร์แค่นหัวเราะในคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความความเมตตา

“มึงคิดว่าตัวเองเป็นใคร? นักศึกษาทุน ทำงานพาร์ตไทม์ได้เงินเดือนละไม่กี่พัน มึงต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยปีถึงจะหาเงินแปดล้านห้าแสนมาคืนกูได้หมด? คิดว่ากูมีเวลาว่างมารอมึงผ่อนชำระเดือนละไม่กี่ร้อยเหรอ?”

“แต่ฉันจะพยายาม! ฉันจะหางานทำเพิ่ม! ฉันยินดีทำสัญญา...”

“หยุดเพ้อเจ้อ!”

            เรนเจอร์ตัดบทเสียงดุ ตบแก้วบรั่นดีลงบนโต๊ะกระจกดัง ก้อง! จนพะแพงสะดุ้งสุดตัว

“กูไม่ได้มาเปิดมูลนิธิการกุศล! หนี้ของพี่ชายมึง... มันคือหนี้ที่เกิดจากการโกงและหนีการชำระ ตามกฎของกู คนที่เบี้ยวหนี้ มีทางเลือกแค่สองทาง”

            เรนเจอร์ชูสองนิ้วขึ้นมาตรงหน้าพะแพง สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเธอ

“ทางแรก... กูจะส่งตัวพี่ชายมึงให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์และฟ้องขับไล่ และในระหว่างที่มันอยู่ในตาราง กูจะสั่งให้คนของกู ‘ดูแล’ มันอย่างดีทุกวัน... รับรองว่ามันจะไม่ตาย แต่จะทรมานจนต้องร้องขอความตาย หรือไม่... กูก็แค่สั่งให้ลูกน้องตัดมือทั้งสองข้างของมันทิ้งซะ เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับพวกที่กล้าโกงกู”

            พะแพงหน้าซีดไร้สีเลือด ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัว

“คุณมันโหดร้าย... คุณทำแบบนั้นไม่ได้นะ! นั่นมันผิดกฎหมาย!”

“กฎหมายเหรอ?”

            เรนเจอร์เหยียดยิ้มร้ายกาจ

“ใน SMIU และในเมืองนี้... ตระกูลไวท์คือกฎหมาย พะแพงมึงคิดว่าตำรวจหน้าไหนจะกล้าต่องัดกับกู?”

            พะแพงกำหมัดแน่น น้ำตาแห่งความอัดอั้นทะลักออกมาอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวที่ไม่มีทางออก

“แล้ว... แล้วทางเลือกที่สองล่ะ?”

            พะแพงถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป