บทที่ 3 รังแก
“นั่งพักก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่ออกไปดูข้างนอกก่อน ผู้ช่วยผู้กำกับกำลังบรีฟนักแสดงตามที่คุณปัณณ์สั่งไว้ ถ้าพร้อมเปิดกล้องเดี๋ยวพี่เข้ามาตามค่ะ”
ต้อยติ่ง ผู้จัดการกองถ่ายซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของบริษัทพาเขาเข้ามาส่งในห้อง แล้วรีบเปิดประตูออกไปจัดการทุกอย่างแทนอย่างรู้งาน
คนตัวโตทิ้งแผ่นหลังพิงพนักโซฟา เงยหน้าหลับตาใช้มือกดหัวคิ้วไล่อาการปวดตุบ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ ๆ ห้องที่ว่างเปล่าไร้เงาผู้คนก็มีอะไรบางอย่างตกเสียงดังอยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งกั้นโซนเอาไว้ด้านในสุด
“อุ๊ย พี่รส เข้ามาหาลูกจันหน่อยค่ะ”
มือใหญ่ที่กำลังจะจับลูกบิดประตูห้องเจ้าปัญหาชะงักเมื่อมีเสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านใน
“พี่รส อยู่ไหมคะ พี่รส”
เสียงเรียกชื่อผู้จัดการส่วนตัวดังขึ้นหน้าประตู ฉับพลันประตูบานนั้นก็เปิดออกพร้อมกับนางเอกสาวในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเพราะไม่สามารถรูดซิปซึ่งอยู่ด้านหลังได้
หนุ่มสาวชะงักเบิกตาโพลง ก่อนที่เธอจะถูกดันเข้าไปในห้องแต่งตัวเมื่อมีเสียงพูดคุยของชายหญิงกลุ่มใหญ่ดังขึ้นด้านนอกแล้วประตูห้องพักผ่อนก็เปิดออกในเสี้ยววินาทีนั้น
“อื้อ”
มือใหญ่ปิดปากนางเอกสาว แขนแกร่งกอดรั้งร่างบางเข้าหาตัวแล้วกดล็อกประตูทันที ดวงตากลมเบิกกว้างตกใจแทบสิ้นสติแต่ก็ยังกอดเสื้อผ้าให้ปิดบังร่างกายโดยเฉพาะช่วงหน้าอกเอาไว้
“ชู่ว”
เขาก้มมองร่างบางที่ยืนสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอด ม่านตาขยายฉับพลันเมื่อความอวบอิ่มครัดเคร่งของวัยสาวเบียดกันจนชิดภายใต้เสื้อผ้าหลุดลุ่ย
แววตาสั่นระริกด้วยความตกใจกลัวนั้นทำเอาคนตัวโตกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่จนลูกกระเดือกขยับขึ้นลงแรง ๆ
“อื้อ...”
“เงียบ ๆ อยากให้ทุกคนรู้หรือไงว่าเธออยู่กับฉันในสภาพนี้”
ลมหายใจสาวหอบสะท้านทำให้ความอวบอิ่มขยับขึ้นลงล่อตา ทั้งกลัว ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย อยากจะทุบเขาแรง ๆ แล้วดิ้นรนออกจากอ้อมกอด แต่ถ้าทำอย่างนั้น เสื้อผ้าที่ยังไม่ทันได้รูดซิปต้องหล่นลงไปกองแทบเท้าอย่างไม่ต้องสงสัย
เขายังคงเป็นคนเดิมและเธอยังจำความรู้สึกตอนโดนเขารังแกเมื่อครั้งยังเป็นเด็กได้ดีไม่มีลืม
แม่ของเธอกับแม่ของเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน ทุกครั้งที่แม่ไปหาป้าอัณณาก็มักจะพาเธอไปด้วยเสมอ ทำให้เธอได้เจอกับเขา ลูกชายคนเล็กที่มีอายุห่างจากเธอถึงเจ็ดปีแต่มีนิสัยเกเรผิดพี่ผิดน้อง
เขามีหน้าที่พาเธอออกมาเล่นนอกบ้าน แต่เขามักจะหาเรื่องทะเลาะกับเธอ ทั้งยังชอบต่อว่าว่าเธอเป็นเด็กดื้อเอาแต่ใจและถือวิสาสะลงโทษด้วยการดึงผมแกละทั้งสองข้างเป็นประจำ
“ไม่เอา ลูกจันไม่เล่นขายขนมแล้ว ลูกจันจะเล่นพ่อแม่ลูก พี่ปัณณ์ต้องเล่นกับลูกจัน”
เด็กผู้หญิงตัวเล็กในชุดเดรสกระโปรงบานราวเจ้าหญิง มัดผมแกละทั้งสองข้างแล้วผูกโบชิ้นใหญ่สีเดียวกับชุดผลักของเล่นพลาสติกอย่างเอาแต่ใจ
“ไม่เล่น พี่จะเล่นเกม เบื่อจะแย่แล้วยัยเปี๊ยก มาทีไรก็ชวนเล่นแต่อะไรน่าเบื่อ”
ปัณณธีเดินหนีเพราะเบื่อเต็มทีที่ต้องตามใจเด็กนิสัยไม่ดี ด้วยตนเป็นน้องชายคนเล็ก มีแต่คนยอมและตามใจ แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับต้องมาคอยตามใจลูกสาวของเพื่อนแม่ น่าเบื่อจนอยากไล่ตะเพิดกลับบ้านทุกครั้ง
“ไม่ได้ พี่ต้องเล่นกับลูกจัน”
คนตัวเล็กวิ่งไปดักหน้า แล้วดึงเขากลับมานั่งเล่นกับตนบนเสื่อซึ่งปูอยู่ในสนามหญ้าข้างบ้าน แต่เขากลับสะบัดมือเล็กออกแล้วดึงผมแกละทั้งสองข้างของเด็กขี้วีนอย่างแรงจนเธอร้องไห้จ้า
แม้ว่าเธอจะตัวเล็กกว่าเขามาก แต่ก็สู้สุดใจ มือเล็กป้อมและแขนสั้น ๆ ของเธอพยายามปัดป่ายทุบตีเขาเท่าที่ทำได้ น่าแปลกที่เขากลับหัวเราะร่าราวกับไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย
มันเป็นอยู่แบบนี้จนเธอเติบโตขึ้น ก็เลือกที่จะไม่ตามแม่ไปที่บ้านหลังนั้นอีกเพราะเกลียดขี้หน้าเด็กเกเรปากร้าย จนขึ้นชั้นมัธยม เธอก็สอบชิงทุนได้ไปเรียนต่างประเทศจนถึงระดับปริญญาตรี เพิ่งจะกลับมาประเทศไทยหลังจากเรียนจบเมื่อไม่นานมานี้เอง
แค่เธอเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยได้ไม่นานก็มีแมวมองเข้ามาทาบทามให้เธอเป็นดารา ด้วยความที่เป็นคนชอบแสดงออกและชอบความท้าทายจึงตอบตกลงแล้วก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงทันที
แต่ใครจะคิด ว่าการที่เธอได้เป็นดารา จะทำให้เธอวนกลับมาเจอพี่ชายปากร้ายจอมเกเรคนนั้นอีก
ครั้งแรกที่เจอหน้ากันในตึกของบริษัท เธอแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าเป็นเขาจริง ๆ เพราะเด็กเกเรผอมกะหร่องคนนั้น แม้จะมีเค้าโครงความหล่อ แต่เมื่อโตมากลับเป็นชายหนุ่มเพอร์เฟคมากเสน่ห์จนเธอตกตะลึง แทบจะไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าหล่อเหลาของเขาได้เลย
แต่ก็เท่านั้นแหละ เพราะคนอย่างเขามันมีดีแค่เปลือกนอก เมื่อเขาทักทายเธอด้วยถ้อยคำร้าย ๆ เหมือนตอนเด็กไม่มีผิด และมันทำให้เธอได้รู้ว่าถึงแม้เวลาจะเปลี่ยน แต่คนร้ายกาจอย่างเขาไม่เคยเปลี่ยน
