บทที่ 5 บทที่ 5

บทที่ 5

“คอนโดเรียบร้อยดีค่ะคุณลุง อ้ายย้ายข้าวของไปบางส่วนแล้ว ส่วนคอนโดก็เหลือแค่ตกแต่งภายในอีกนิดหน่อย อาทิตย์หน้าก็เข้าอยู่ได้แล้วค่ะ” อ้ายตอบคำถามทรงพลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเพราะเธอรู้สึกดีใจมากที่จะได้มีบ้านเป็นของตัวเองสักที เธอทำงานอย่างหนักให้กับบริษัทของคุณลุงตั้งแต่เรียนจบ จนสามารถเก็บเงินซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ ตอนแรกเธอลังเลว่าจะซื้อบ้านหรือซื้อคอนโดดีแต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจซื้อคอนโดเพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวถ้าซื้อบ้านเกรงว่าจะใหญ่โตเกินไปสำหรับผู้หญิงคนเดียวอย่างเธอ อีกอย่างคอนโดที่เธอซื้อก็เป็นคอนโดโครงการของคุณปก คุณปกเป็นเจ้าของโครงการ เดอะรูมคอนโดที่จ้างบริษัทของคุณลุงออกแบบตกแต่งภายในโดยมีเธอเป็นหนึ่งในอินทีเรียที่ออกแบบตกแต่งที่นั่น ตอนนี้ห้องอื่นๆในคอนโดก็ถูกออกแบบตกแต่งภายในจนสามารถเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว เหลือแต่ห้องของเธอที่เธอออกแบบตกแต่งเองแล้วก็ห้องวีไอพีที่อยู่ชั้นบนสุด อีกอย่างคอนโดที่นี่ก็สะดวกสบายง่ายต่อการเดินทางและการรักษาความปลอดภัย เธอจึงถูกใจและตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดที่นี่ อีกเหตุผลหนึ่งที่เธอเลือกย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ก็เพราะเธอรู้สึกอึดอัดใจกับคุณหญิงปรียาด้วย

“โห พี่อ้ายมีคอนโดด้วยเหรอคะ เตยเองก็อยากมีบ้าง เพื่อนหลายคนที่มหาวิทยาลัยก็มี” ใบเตยเอ่ยพูดพลางทำสายตาออดอ้อนไปที่พ่อกับแม่ของเธอ

“ไม่ต้องเลย อยู่บ้านกับพ่อแม่นี่แหละ อีกอย่างพี่อ้ายเขาทำงานเก็บเงินซื้อเอง พ่อไม่ได้ซื้อให้พี่เขาแล้วเราก็ยังเด็กยังเรียนไม่จบด้วย” ทรงพลพูดกับใบเตยพลางส่ายหัวเบาๆให้กับลูกสาวคนนี้

“แต่ปีหน้าเตยก็ปีสี่แล้วนะคะเดี๋ยวก็เรียนจบแล้ว แล้วก็อยากลองออกไปใช้ชีวิตข้างนอกดูบ้าง” ใบเตยยังคงพูดออดอ้อนพลางหันไปหาแม่ของเธอให้ช่วยพูดกับพ่อของเธอ เธอแค่อยากลองออกไปอยู่เองข้างนอกบ้างแล้วเธอก็คิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วด้วยเพราะบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยที่ต้องขับรถกลับบ้านทุกวัน เธอไม่เคยลองออกไปอยู่เองเลยแม้แต่หอพักที่มหาวิทยาลัยเพื่อนของเธอก็อยู่หออยู่คอนโดกันทั้งนั้นแต่เธอยังต้องขับรถไปกลับบ้านอยู่ตลอด

“แต่แม่เห็นด้วยกับพ่อนะลูก อยู่บ้านกับพ่อแม่เถอะบ้านเราก็ออกจะใหญ่โต เอาไว้เตยเรียนจบแล้วค่อยมาคุยกันอีกที นะลูกนะ จะทิ้งให้แม่อยู่บ้านคนเดียวเหรอ พ่อเขาเองก็ไม่ค่อยมีเวลา” คุณหญิงปรียาเอ่ยพูดพลางทำท่าทางน้อยใจลูกสาว

“งั้น....ก็ได้ค่ะ เตยอยู่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ค่ะ” ถึงแม้จะอยากลองออกไปอยู่ข้างนอกด้วยตัวเองแต่พอเห็นสีหน้าท่าทางของผู้เป็นแม่แล้วเธอคงต้องพักความคิดนี้ไปก่อน

“เอาไว้เตยขอไปเที่ยวคอนโดพี่อ้ายบ้างนะคะ” ใบเตยพูดกับอ้ายด้วยรอยยิ้ม

“จ๊ะ” อ้ายตอบรับพลางส่งยิ้มให้ใบเตย

“ดีแล้วลูก ใครเขาอยากออกไป ก็ให้เขาไป คนนอกก็คือคนนอก หนูเป็นลูกของพ่อกับแม่ก็ต้องอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว” คุณหญิงปรียาพูดขึ้นพลางมองหน้าอ้ายด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความเกลียดชัง

“คุณหญิง!” ทรงพลเอ่ยขึ้นเพื่อปรามภรรยาของตัวเอง

“คะ คุณเรียกฉันทำไมคะ” คุณหญิงปรียาพูดขึ้นพลางเชิดหน้ามองสามี

“เฮ้อ...” ทรงพลถอนหายใจพลางส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมของภรรยา

“เออ ฉันพึ่งนึกออก นี่คุณคะวันอาทิตย์นี้ คุณพี่ เออ...ฉันหมายถึงคุณหญิงกัลยาน่ะค่ะพร้อมกับลูกชาย ตาพิชญ์ จะมาทานข้าวที่บ้านเรานะคะ ส่วนคุณพิศาลคงไม่ได้มาติดธุระน่ะค่ะ เอ่อ...คุณจำตาพิชญ์ได้ไหมคะ ตอนเด็กๆเคยมาวิ่งเล่นที่บ้านเราหลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อต่างประเทศเห็นว่ากลับมาแล้วนะคะ” คุณหญิงปรียาเอ่ยพูดขึ้น

“อือจำได้ จะมาทานข้าวบ้านเรา...เอองั้นดีเลย พอดีมีโปรเจคโรงแรมในเครือพีเคกรุ๊ปของคุณพิศาลพอดี เขาอยากให้บริษัทเราไปออกแบบตกแต่งภายในให้โรงแรมของเขา คุณพิศาลเขาสนใจงานออกแบบของบริษัทเราโดยเฉพาะงานออกแบบของอ้ายแล้วเห็นว่าจะให้ลูกชาย เจ้าพิชญ์ ในฐานะรองประธานบริษัทมาดูแลโปรเจคนี้ แล้วผมก็ตอบตกลงเขาไปแล้ว” ทรงพลเอ่ยตอบผู้เป็นภรรยา ‘เขารู้ว่านี่คือโปรเจคโรงแรมแห่งแรกในเครือบริษัทพีเคกรุ๊ป เป็นโปรเจคใหญ่ โรงแรมหรูระดับไฮเอน ปกติพีเคกรุ๊ปเป็นบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแต่นี่เป็นครั้งแรกที่หันมาจับธุรกิจโรงแรม แล้วพีเคกรุ๊ปก็ให้ความสนใจกับงานเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบตกแต่งของบริษัทเขาโดยเฉพาะงานออกแบบของอ้ายที่คุณพิศาลเคยเห็นจากผลงานออกแบบตกแต่งภายในๆหลายๆงาน  เขาจึงมอบหมายให้อ้ายดูแลโปรเจคนี้ และคุณพิศาลเองก็แจ้งกับทางเขาว่าจะให้พิชญ์ลูกชายเพียงคนเดียวเป็นคนดูแลโปรเจคนี้ เขาเคยเจอพิชญ์ตอนเด็กๆตอนที่มาวิ่งเล่นที่บ้านนี้เพราะภรรยาของเขาและภรรยาของคุณพิศาล คุณหญิงกัลยาเป็นเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องกัน ตอนนั้นพิชญ์น่าจะอายุราวๆสิบขวบแต่ตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าพิชญ์เป็นยังไงบ้างเพราะเห็นว่าไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่อายุสิบห้าและเขาก็ไม่เคยเจอพิชญ์อีกเลยและเจ้าตัวก็ไม่ค่อยออกงานสังคมด้วยแต่เขาก็พอจะได้ยินชื่อเสียงในทางธุรกิจของพิชญ์เหมือนกันเห็นว่าฝีมือไม่ธรรมดา’ ทรงพลคิดในใจ

“ถ้าวันอาทิตย์นี้มาก็ดีจะได้คุยเรื่องงานกันด้วย” ทรงพลเอ่ยพูดพลางหันมาถามอ้าย

“อาทิตย์นี้ว่างไหมอ้าย พิชญ์มาจะได้คุยเรื่องงานด้วย”

“อ๋อ...ว่างค่ะ” อ้ายตอบ

ในขณะที่ใบเตยเธอนั่งฟังอยู่เงียบๆพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกุญแจรถใหม่ของเธอ เธอกะว่าเดี๋ยวทานข้าวเสร็จจะไปลองขับรถเล่นวนที่หน้าบ้านสักหน่อย

“นี่คุณคะ เขาไม่ได้จะมาคุยเรื่องงานค่ะแต่เป็นเรื่องในครอบครัว เธอจะไม่อยู่ก็ได้นะจ๊ะอ้าย” คุณหญิงปรียาพูดกับสามีแล้วหันมาพูดกับอ้ายด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน

“เรื่องในครอบครัว?” ทรงพลเอ่ยขึ้นเชิงถามผู้เป็นภรรยาด้วยความรู้สึกสงสัย

“คือ...ฉันกับคุณหญิงกัลยาอยากให้ตาพิชญ์กับเตยรู้จักกันไว้น่ะค่ะ” คุณหญิงปรียาเอ่ยตอบผู้เป็นสามี ‘เธอเคยเห็นรูปพิชญ์ที่คุณหญิงกัลยาเอามาให้ดูตอนที่ออกงานสังคมด้วยกันหลังจากที่ไม่ได้เจอชายหนุ่มตั้งแต่อายุสิบขวบ โตเป็นหนุ่มแล้ว รูปหล่อ ดูดีไม่เปลี่ยนจากตอนเด็กๆเลย ไหนจะชาติตระกูลอีก ถ้าครอบครัวของเธอและคุณหญิงกัลยาได้ดองเป็นทองแผ่นเดียวกันก็คงจะดีมาก’ คุณหญิงปรียาคิดในใจพลางยกยิ้มมุมปาก

“นี่คุณ ลูกเรายังเรียนไม่จบเลย คุณจะจับคู่ให้ลูกเราแล้วเหรอ” ทรงพลเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกขัดใจนิดๆ เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดของภรรยาเลย

“แหม...คุณคะ ก็แค่ลองทำความรู้จักกันไว้ ใช่ไหมลูกเตย” คุณหญิงปรียาพูดกับสามีแล้วหันไปขอความเห็นจากใบเตย จริงๆคุณหญิงปรียาคุยกับใบเตยตั้งแต่ช่วงเย็นที่คุณหญิงกัลยาโทรมาขอนัดแล้ว และเอารูปของพิชญ์ที่คุณหญิงกัลยาส่งมาให้เอาให้ใบเตยดูเรียบร้อยแล้ว ‘ดูจากท่าทางลูกสาวของเธอก็ดูจะปลื้มชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย’ คุณหญิงปรียาคิดในใจ

“ใช่ค่ะคุณแม่ คุณพ่อคะเตยเห็นรูปพี่พิชญ์แล้ว ลองทำความรู้จักดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่คะ จริงๆเตยกับพี่พิชญ์ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล คุณแม่กับคุณป้ากัลยาก็เป็นเพื่อนกัน เตยเองก็เคยเจอพี่พิชญ์ตอนเด็กๆ” ใบเตยจำได้ว่าตอนเด็กๆพิชญ์เคยมาที่บ้านของเธอ เธอพอจะจำได้ลางๆและแม่ของเธอก็เอารูปของพิชญ์ให้เธอดูแล้ว เธอยอมรับว่าเธอรู้สึกถูกใจ รู้สึกปลื้มเขามากๆทั้งรูปร่างหน้าตาฐานะ มันทำให้เธออยากเจออยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

“ใช่ค่ะคุณ ทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหายอะไร ส่วนจะพัฒนาไปถึงไหนก็สุดแล้วแต่พวกเขาสองคน” คุณหญิงปรียาเอ่ยพูดพลางส่งยิ้มให้ใบเตย

“เฮ้อ....ตามใจแล้วกัน ห้ามอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่” ทรงพลเอ่ยพูดพลางถอนหายใจออกมา ‘จริงๆเขาเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไรพิชญ์หรอก เพียงแต่ยังไม่เคยเจอกันไม่รู้ว่าตอนนี้นิสัยใจคอเป็นยังไง เจอกันตอนเด็กๆมันก็บอกอะไรไม่ได้ อีกอย่างลูกเขาก็เป็นผู้หญิงออกตัวมากไปมันก็คงไม่ดี แต่ก็นะ ไหนๆภรรยาของเขาก็นัดกับทางนั้นไว้แล้วได้เจอกันหน่อยก็คงดีเพราะยังไงก็ต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว’ ทรงพลคิดในใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป