บทที่ 4 ตอนที่ 4
“อืม... หมอวินคะ พอ... พอแล้วมั้งคะ ตรวจนานไปแล้วนะ”
หญิงสาวประท้วงเสียงพร่า เธอรู้สึกเหมือนอากาศในห้องมันเหลือน้อยลงทุกที ยิ่งวินธัยโน้มตัวลงมาใกล้ เพื่อกวาดสายตาสำรวจรอยช้ำ กลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาที่ผสมกับกลิ่นสบู่จางๆ ยิ่งกระตุ้นให้สติของเธอเตลิดเปิดเปิง
วินธัยไม่ได้ผละออกไปทันที เขาจ้องมองผิวขาวผ่องที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ เพราะแรงอารมณ์ของหญิงสาวนิ่ง ก่อนจะใช้นิ้วลากผ่านขอบกางเกงคนไข้ลงไปอีกนิดจนกานต์ธิดาสะดุ้งเฮือก
“ผมเป็นหมอ... ผมรู้ว่าต้องตรวจนานแค่ไหน หรือว่าคุณ ‘รู้สึก’ อะไร จนทนให้ผมตรวจต่อไม่ได้ครับ”
“ใคร... ใคร... จะไปรู้สึกอะไรล่ะ! หมอก็ตรวจไปสิคะ!”
กานต์ธิดาเถียงกลับ ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
เธออยากจะผลักเขาออกไป แต่ร่างกายกลับทรยศ มันเผลอเบียดกายเข้าหาสัมผัสร้อนผ่าวจากมือของวินธัยอย่างลืมตัว
“ดีครับ ถ้าไม่รู้สึกอะไร... งั้นคนไข้คงไม่ว่าอะไร ถ้าผมจะนวดคลายเส้นให้ตรงจุดที่ช้ำหนักๆ แบบนี้”
วินธัยกดฝ่ามือลงไปเต็มแรง พร้อมกับคลึงวนช้าๆ เน้นหนักตามจังหวะหายใจที่ติดขัดของหญิงสาว
สัมผัสที่เหมือนจะกึ่งรักษากึ่งรุกรานทำให้กานต์ธิดาเผลอหลุดเสียงครางเครือในลำคอ ร่างกายบางสั่นเทิ้ม ด้วยกระแสความต้องการที่วิ่งพล่านไปทั่วทุกขุมขน
“ไม่... ไม่ต้องแล้วค่ะ”
“ต้องสิครับ จะได้หายไวๆ ไง”
ทุกครั้งที่นิ้วยาวของเขาจงใจลากผ่านจุดที่บวมช้ำนั้น เธอถึงกับต้องจิกมือลงบนหมอนแน่นจนผ้าปูเตียงยับยู่ยี่
“อืม... มะ หมอวิน...”
กานต์ธิดาหลุดเสียงเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ร่างกายของเธอมันร้อนรุ่มไปหมด ราวกับเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน
สัมผัสของวินธัยไม่ได้อ่อนโยนเหมือนการลูบไล้ แต่มันคือการกดเน้นหนักแน่นแบบคนมีความรู้ทางสรีระ แต่ทว่าทุกจังหวะที่เขาคลึงวนลงบนรอยสักชื่อของเขา มันกลับทำให้กะทิรู้สึก ‘เสียววูบ’ จนท้องน้อยบิดเกร็ง
วินธัยยังคงทำงานของเขาต่อไปด้วยสีหน้านิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินแกะสลัก เขาไม่แม้แต่จะปรายตาดูใบหน้าหวานที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยแรงอารมณ์ มีแค่เพียงจังหวะการหายใจของเขาเท่านั้นที่ดูหนักหน่วงขึ้น
มือหนาที่เคยนิ่ง เริ่มออกแรงกดเน้นในจุดที่ทำให้กานต์ธิดาถึงกับต้องหดขาเข้าหากันด้วยความสยิวซ่าน
“เจ็บตรงนี้เหรอครับ? เห็นเกร็งเชียว”
วินธัยถามเสียงเรียบ พึมพำชิดแผ่นหลังของเธอ แต่เขากลับไม่ยอมละมือออก ซ้ำยังจงใจใช้อุ้งมืออุ่นจัดบดคลึงเน้นลงไปที่โคนขาอ่อนซ้ำๆ
“พะ... พอแล้วค่ะหมอวิน ฉันรู้สึก... ร้อน”
เธอหอบหายใจถี่ รู้สึกได้ว่าตามไรผม และแผ่นหลังเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมา ร่างกายเธอตอนนี้มันเหนียวเหนอะหนะ และร้อนรุ่มจนทนไม่ไหว
ยิ่งเขาไม่หยุดนวด ความหวามไหวก็ยิ่งทวีคูณจนเธอเริ่มคุมสติไม่อยู่ ความต้องการบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ใต้จิตสำนึกมันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยน้ำมือของชายที่เธอแอบรักมาตลอดหลายปี
“หมอวิน... หยุดเถอะค่ะ ฉันไม่ไหวแล้ว... ฉันร้อนไปหมดทั้งตัวแล้ว อยากอาบน้ำ!”
เธอบอกเสียงพร่า สองแก้มแดงปลั่งจนแทบจะสุก
วินธัยชะงักมือลงช้าๆ เขาจ้องมองแผ่นหลังเนียนที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง แววตาหลังกรอบแว่นวาวโรจน์ด้วยความกระหายที่เกือบจะควบคุมไม่ได้
เขาแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะผละออกไปยืนตัวตรงแล้วปรับมาดให้สุขุมเหมือนเดิมทันที
“ร้อนจนเหงื่อออกขนาดนี้... สงสัยการอักเสบจะทำให้คนไข้มีไข้ต่ำๆ นะครับ”
เขาตอบเสียงเย็นชา ทั้งที่ในใจแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว
“เดี๋ยวผมจะเป็นคนเช็ดตัวให้คนไข้เองครับ”
“ไม่รบกวนกวนหมอดีกว่าค่ะ!”
กานต์ธิดารีบคว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมโปงจนมิดคอ พยายามหดตัวให้เหลือเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่รบกวนอะไรหรอกครับ ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระของพยาบาล”
“ไม่ค่ะ! ให้พยาบาลทำนั่นแหละดีแล้ว หมอวินไปดูแลคนไข้คนอื่นเถอะค่ะ”
เธอละล่ำละลักบอก เสียงอู้อี้อยู่กับหมอน
ใจหนึ่งกานต์ธิดาก็อยากจะผลักไสเขาไปให้ไกล เพราะสภาพเธอตอนนี้มันช่างน่าอับอายเหลือเกิน ทั้งเหงื่อที่ซึมตามไรผม มาสคาร่าที่อาจจะเลอะเทอะจากการนอนคว่ำหน้ามาทั้งวัน แถมหุ่นเธอก็ไม่ได้เป๊ะปังเหมือนตอนโพสต์ท่าแต่งรูปในไอจี เธอไม่มั่นใจเลยสักนิดที่จะให้ ‘ผู้ชายที่เธอรักมาหลายปี’ มาเห็นความพังพินาศในระยะประชิดแบบนี้
แต่อีกใจหนึ่ง... ลึกๆ ในความรู้สึกที่เธอพยายามกดทับไว้ เธอกลับโหยหาสัมผัสจากเขาเหลือเกิน หัวใจเจ้ากรรมมันสั่นระริกเพียงแค่เห็นเขาขยับเข้าใกล้ ยิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่อยู่กับเธอในห้องนี้ ความรู้สึกอยากใกล้ชิดมันก็ตีรวนกับความอายจนปั่นป่วนไปหมด
“พยาบาลติดเคสผ่าตัดด่วนที่ห้องฉุกเฉินครับ กว่าจะจบงานก็คงอีกหลายชั่วโมง”
“แต่ว่า...”
“แล้วถ้าคนไข้ปล่อยให้เหงื่อหมักหมมอยู่แบบนี้ ผิวหนังที่อักเสบจะคันจนอยู่ไม่สุข และผมไม่รับรองว่ามันจะติดเชื้อหรือเปล่า”
