บทที่ 5 ตอนที่ 5
“ตะ... แต่... หมอเป็นผู้ชายนะคะ... ฉันไม่ไว้ใจหรอก”
กานต์ธิดาพยายามยกเหตุผลมาอ้าง เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว
วินธัยยืนกอดอกนิ่ง มองเธอที่อยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงด้วยสายตาเฉยเมย
“ไม่ไว้ใจ? คุณคิดว่าผมจะทำอะไรคนไข้ในสภาพที่นอนคว่ำหน้าขยับไปไหนไม่ได้งั้นเหรอครับ?”
“เปล่าค่ะ แต่... แต่มันไม่ควรนี่คะ!”
“ฟังนะครับคนไข้ ในฐานะศัลยแพทย์ ผมเห็นร่างกายมนุษย์มานับไม่ถ้วน ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งวัยรุ่น หรือคนชรา ทุกคนก็มีองค์ประกอบเหมือนกันหมด หนัง กล้ามเนื้อ เส้นเลือด... สำหรับผม... คุณตอนนี้ก็คือ ‘ก้อนเนื้ออักเสบ’ ก้อนหนึ่งที่ผมมีหน้าที่ต้องรักษา ผมเห็นจนชินตาจนไม่รู้สึกอะไรแล้วครับ ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าผมจะเกิดอารมณ์ขึ้นมาหรอก”
คำพูดที่ดูเป็นวิชาการ และแสนจะเย็นชานั้นทำเอาหน้าของกานต์ธิดาชาดิก ความรู้สึกหวั่นไหวเมื่อครู่ถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยคำว่า ‘ก้อนเนื้ออักเสบ’ เต็มแรง
เขาบอกว่าเห็นจนชินตา...
เขาบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นเหรอ?
‘เออ! ก้อนเนื้อก็มีหัวใจนะเว้ย! ไอ้หมอหน้าตาย ไอ้คนไม่มีหัวใจ!’
กานต์ธิดาด่าเขาในใจด้วยความน้อยใจจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แต่ความรั้นมันมีมากกว่า เธอขยับผ้าห่มพันรอบตัวแน่นขึ้นไปอีกจนแทบจะกลายเป็นดักแด้
“แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่ยอม! ก้อนเนื้อก้อนนี้มีสิทธิ์เลือกคนมาเช็ดตัวค่ะ”
เธอเชิดหน้า พูดอย่างอวดดีทั้งๆ ที่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรจะให้อวดแล้วก็ตาม
“ถ้าพยาบาลไม่ว่าง ฉันก็นอนเน่าอยู่อย่างนี้แหละ คุณออกไปเลยนะ หมอวิน ไปดูคนไข้ที่น่าสนใจกว่าก้อนเนื้ออย่างฉันเถอะค่ะ!”
กานต์ธิดาแหวใส่ทั้งที่ยังฟุบหน้าอยู่ ท่าทางดื้อดึงของเธอทำให้หมอวินธัยที่ยืนถือกะละมังน้ำนิ่งอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาถอนหายใจยาวด้วยจังหวะที่ดูจะข่มอารมณ์มากกว่าปกติ ก่อนจะก้าวเข้าประชิดข้างเตียงจนเข่าของเขาชนเข้ากับขอบเบาะ
“จะดื้อเอาอะไรกะทิ”
วินธัยกดเสียงต่ำลงจนฟังดูน่าเกรงขาม
“สภาพเธอตอนนี้ แค่จะหยิบน้ำดื่มยังทำไม่ได้เลย อย่ามาทำตัวเป็นเด็กประถมแถวนี้”
“ฉันไม่ได้ทำตัวเป็นเด็ก! ฉันแค่ไม่อยากให้นาย...”
“ถ้ายังไม่เลิกดื้อ ผมจะสั่งให้พยาบาลฉีดยานอนหลับให้คุณเดี๋ยวนี้”
คำขู่นิ่งๆ แต่จริงจังทำเอาคนใต้ผ้าห่มชะงักกึก
“ฮะ? แค่ไม่เช็ดตัวต้องฉีดยานอนหลับเลยเหรอ!”
“ใช่ครับ เพราะคนไข้มีอาการ ‘เพ้อ’ และขัดขวางการรักษาของแพทย์ ผมมีสิทธิ์สั่งยาเพื่อให้คนไข้สงบลงเพื่อทำการรักษาต่อ”
วินธัยโน้มตัวลงมาจนกลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ของเขาโชยเข้าจมูกกะทิชัดขึ้น
“เลือกเอา... จะให้ผมเช็ดตัวให้แบบดีๆ หรือจะยอมสลบไป แล้วตื่นมาพบว่าผมเช็ดตัวให้เธอเสร็จแล้ว ‘ทุกส่วน’ โดยที่เธอไม่มีสติขัดขืนเลยแม้แต่นิดเดียว”
กานต์ธิดาอ้าปากค้าง ความร้อนวูบวาบแล่นขึ้นหน้าทันทีที่จินตนาการตามคำว่า ‘ทุกส่วน’ ในตอนที่เธอไร้สติ
สายตาคมกริบหลังกรอบแว่นที่จ้องมองมานั้นดูเย็นชา แต่ทว่ากดดันจนเธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม
“นายนี่มัน... เผด็จการ!”
กานต์ธิดากัดฟันด่า
“ก็ได้! จะทำอะไรก็ทำ! แต่ห้ามวิจารณ์หุ่นฉันนะ!”
“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่รู้สึกอะไร”
วินธัยตอบเสียงเรียบ ก่อนจะวางกะละมังลงบนโต๊ะข้างเตียง
“ถกเสื้อขึ้นครับ อย่าให้ผมต้องใช้คำสั่งหมออีกรอบ”
กานต์ธิดาจำใจปล่อยมือจากผ้าห่มที่จิกไว้แน่น เธอซุกหน้าลงกับหมอน ปล่อยให้มือหนาของเขาเริ่มขยับเข้ามาใกล้แผ่นหลังที่เปลือยเปล่าภายใต้เสื้อคนไข้
‘ไอ้คนใจร้าย ไอ้หมอไร้ความรู้สึก! นายบอกว่าไม่รู้สึกอะไร แต่ใจฉันมันจะระเบิดอยู่แล้วนะ!’
หญิงสาวหลับตาปี๋ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เมื่อสัมผัสได้ว่าแผ่นหลังของเธอกำลังถูกรบกวนโดยปลายนิ้วยาวที่ค่อยๆ แกะปมเชือกเสื้อคนไข้ทางด้านหลังออกอย่างใจเย็น
ฟึ่บ...
เนื้อผ้าสีเขียวอ่อนถูกเลิกขึ้นจนความเย็นของอากาศในห้องปะทะเข้ากับผิวแผ่นหลังนวลละเอียด หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนตัวสั่นเทิ้ม เธอรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ยิ่งนึกถึงคำพูดที่เขาบอกว่าเห็นเธอเป็นแค่ ‘ก้อนเนื้อ’ มันก็ยิ่งทำให้ขอบตาเธอร้อนผ่าวด้วยความน้อยใจ
วินธัย นายใจร้าย... ทำไมถึงไม่เคยรักกันเลย
กานต์ธิดาคิดอย่างน้อยใจและเจ็บปวดเหลือเกิน แต่เสี้ยววินาทีต่อจากนั้น สัมผัสอุ่นชื้นจากผ้าขนหนูแตะลงบนลาดไหล่บางก็ทำให้เธอสะท้านวาบไปทั้งร่าง
วินธัยเริ่มลูบไล้ เช็ดคราบเหงื่อออกอย่างเชื่องช้า ทุกลากเลื่อนของผ้านั้นมันช่างหนักแน่น แต่ทว่านุ่มนวลอย่างน่าประหลาดใจ
กานต์ธิดาพยายามกลั้นเสียงหายใจที่เริ่มผิดจังหวะ แต่ทุกครั้งที่มือหนาอุ่นจัดของเขากดทับลงมาผ่านผ้านุ่มๆ มันกลับกระตุ้นกระแสความวาบหวามให้แล่นพล่านไปทั่วทุกขุมขน
และเขาไม่ได้เช็ดแค่เพียงแผ่นหลัง แต่เขากลับสอดมือที่พันผ้าอุ่นๆ เข้าไปทางด้านข้างลำตัวเพื่อซับเหงื่อที่ซึมอยู่ตามสีข้าง ปลายนิ้วของเขาจงใจลากผ่านจุดอ่อนไหว และเฉียดกรายผ่านฐานอกที่เบียดชิดอยู่กับที่นอนเพียงนิดเดียวจนเธอรู้สึกวาบหวามจนตัวเกร็ง
