บทที่ 7 ตอนที่ 7

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านราคาแพงของห้อง VIP อย่างสดใส แต่บรรยากาศภายในห้องกลับคุกรุ่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าระหว่างคนสองคน

กานต์ธิดาที่ยังคงอยู่ในท่านอนคว่ำ เพราะความเจ็บยังไม่ปรานี พยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งทันทีที่เห็นร่างสูงในชุดกาวน์เนี้ยบกริบเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มประวัติ

“โอ๊ย!...”

เธอเผลอร้องครางออกมาเพราะลืมไปว่าก้นกบตัวเองยังประท้วงอยู่

“หมอบอกให้พยายามอยู่นิ่งๆ ไงครับ หรืออยากให้อาการมันทรุดลงไปอีก?”

วินธัยเอ่ยเสียงเรียบ พลางเปิดแฟ้มในมือ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูสดชื่นจนน่าหมั่นไส้ ต่างกับเธอที่นอนหน้าบวมเพราะตื่นสาย

“หมอคะ... ฉันจะกลับบ้านค่ะ”

กานต์ธิดารีบเข้าเรื่องทันที

“เพื่อนฉันจะมารับตอนสายๆ รบกวนเซ็นใบอนุญาตให้กลับบ้านด้วยนะคะ”

วินธัยปรายตามองผ่านกรอบแว่นสายตา

“กลับบ้าน? คุณยังเดินไม่ถนัดด้วยซ้ำนะ และจากผลตรวจเมื่อคืน ผมลงความเห็นว่าคุณต้องแอดมิทเพื่อทำกายภาพบำบัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ครับ”

“หนึ่งสัปดาห์! นายบ้าไปแล้วเหรอวิน!”

หญิงสาวลืมตัวเรียกชื่อเล่นเขาเสียงหลง

“ฉันมีงานนะ! คิวถ่ายรีวิวร้านอาหาร คิวสปอนเซอร์เข้าเพจแน่นไปหมด ถ้าฉันหายไปอาทิตย์หนึ่งฉันโดนปรับอานแน่ๆ และอีกอย่าง... ฉันเกลียดโรงพยาบาล ฉันอึดอัด ฉันจะกลับ!”

“งานกับร่างกาย อะไรสำคัญกว่ากันครับ”

วินธัยวางแฟ้มลงบนโต๊ะข้างเตียงดัง ปัง! จนกะทิสะดุ้ง

“ถ้าคุณกลับไปตอนนี้แล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน เส้นประสาทส่วนล่างอักเสบจนเดินไม่ได้ขึ้นมา งานรีวิวของคุณมันจะช่วยให้คุณกลับมาเดินได้ไหมครับ”

“นายก็แค่จ่ายยามาสิ ฉันไปกินที่บ้านก็ได้ ไม่เห็นต้องมานอนอุดอู้อยู่ในห้องนี้เลย”

กานต์ธิดาเถียงคอเป็นเอ็น

“นายแค่แกล้งกักตัวฉันไว้เพราะอยากแกล้งฉันใช่ไหมล่ะ!”

วินธัยขยับเข้าใกล้เตียง จนกานต์ธิดาต้องหดคอหนี

“ผมมีงานยุ่งเกินกว่าจะมาเล่นเกมปัญญาอ่อนกับคุณนะครับ และที่ผมพูด ผมก็พูดในฐานะหมอ... การกายภาพที่ถูกต้องในช่วง 7 วันแรกมันสำคัญมาก”

“งั้นฉันไปเช้าเย็นกลับก็ได้!”

กานต์ธิดายื่นข้อเสนอสุดท้าย

วินธัยนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาคมกริบดูเหมือนกำลังใช้ความคิดบางอย่าง

“จะมาทำที่โรงพยาบาล? คิวกายภาพที่นี่เต็มยาวไปสามเดือนครับ พยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟูไม่ว่างมาดูแลเคส 'ดื้อๆ' แบบคุณหรอก”

“อ้าว! แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ ในเมื่อนายบอกว่ามันสำคัญนักหนา!”

กานต์ธิดาเริ่มโมโหจนหน้าแดง

วินธัยกอดอก แววตาเย็นชาดูเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่งจนเธอจับสังเกตไม่ทัน

“มีทางเลือกเดียว... ถ้าคุณยืนยันจะกลับบ้าน คุณต้องไปทำกายภาพที่ 'คลินิกส่วนตัว' ของผมแทน”

“คลินิกส่วนตัว?”

กานต์ธิดาขมวดคิ้ว

“อยู่ที่ไหนล่ะ?”

“ที่บ้านผม”

วินธัยตอบหน้าตาย

“ผมมีอุปกรณ์ครบ และที่สำคัญ... ผมจะเป็นคนคุมท่าทางและลงมือนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อให้คุณด้วยตัวเอง หลังผมเลิกงานทุกเย็น”

“ไปบ้านนายเนี่ยนะ! ไม่เอา! นายเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิงนะวิน!”

“คุณเพิ่งด่าผมไปเมื่อคืนว่าผมเห็นคุณเป็นแค่ก้อนเนื้อไม่ใช่เหรอครับ”

วินธัยเลิกคิ้วถามกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท

“หมอกับคนไข้... กลัวอะไรครับ? หรือว่าคุณ ‘คิด’ อะไรเกินเลยจนไม่กล้าไปอยู่กับผมสองต่อสอง?”

“ใครคิด! ไม่มี๊!”

กานต์ธิดาเสียงสูงปรี๊ด

“แต่คนไข้วีไอพีอย่างฉัน ทำไมต้องลำบากไปบ้านหมอด้วยล่ะ!”

“ก็เลือกเอาครับ”

วินธัยโน้มตัวลงมาจนใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นมิ้นต์จากลมหายใจเขาทำให้กานต์ธิดาใจสั่นจนแทบจะลืมหายใจ

“นอนเน่าอยู่ที่โรงพยาบาลนี้หนึ่งสัปดาห์... หรือจะไปเจอผมที่บ้านทุกเย็นเพื่อทำกายภาพแค่ชั่วโมงเดียวแล้วได้กลับไปนอนเตียงตัวเอง?”

กานต์ธิดาเม้มปากแน่น เธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมด้วยอำนาจมืดของหมอจอมเผด็จการคนนี้

ใจหนึ่งก็กลัวสัมผัสของเขาที่ทำให้เธอเสียศูนย์ แต่อีกใจก็ทนเห็นหน้าพยาบาลในโรงพยาบาลต่อไม่ไหวแล้ว

“ก็ได้! ไปก็ไป!”

กานต์ธิดากัดฟันตอบ

“แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าทำอะไรมิดีมิร้ายฉัน ฉันจะแจ้งสภาการแพทย์สั่งพักงานนายแน่!”

วินธัยขยับยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายต่อใจของเธอที่สุด

“เตรียมชุดกีฬาขาสั้นไปด้วยนะครับคนไข้... เพราะท่ากายภาพคืนนี้ มันต้อง ‘ขยับ’ เยอะหน่อย”

วินธัยพูดจบทิ้งท้ายด้วยสายตาที่ดูไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้กานต์ธิดานอนอ้าปากค้าง หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุอกกับคำว่า 'ขยับเยอะ' ของเขา!

ปัง!

“กะทิ! มึงเป็นยังไงบ้าง!”

สราลีผลักประตูเข้ามาพร้อมถุงผลไม้และของกินเต็มไม้เต็มมือ เธอรีบปรี่เข้ามาดูเพื่อนรักที่นอนบิดไปบิดมาอยู่บนเตียง

“ส้ม! มึงมาพอดีเลย... ฮือออ ไอ้หมอวินมันแกล้งฉัน!”

กานต์ธิดารีบฟ้องเพื่อนน้ำตาคลอ

“แกล้งเหรอ? แกล้งอะไร? เมื่อกี้ฉันเดินสวนกับคุณหมอที่หน้าลิฟต์...”

สราลีหยุดพูดไปดื้อๆ พร้อมกับทำตาเยิ้มเคลิ้มฝัน

“อีแม่เอ๊ยยย มึงคะ! ใกล้ๆ คือหล่อทำลายล้างมาก! ผิวพรรณคือละเอียดยิ่งกว่าแป้งเด็ก จมูกเป็นสันอย่างกับศัลยกรรมมาจากสวรรค์ แล้วหุ่นนะมึง... ชุดกาวน์ก็ปิดความล่ำไม่อยู่ กูนึกว่าเทพบุตรหลุดออกมาจากซีรีส์วาย!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป