บทที่ 1 (Not) A First Impression: แรกพบ สบหน้า ระอาจิต - 1

“จะได้เมียอยู่อีกวันสองวัน อย่าทำหน้าอย่างกับคนแบกโลกไว้ทั้งโลกอย่างนั้นสินายเหมือง” น้ำเสียงทุ้มของอาจารย์อติวิชญ์เย้าน้องชายของตน ที่นั่งทำหน้าอย่างที่กล่าวเอาไว้อย่างแท้จริง

แก้วน้ำสีอำพันในมือของอิศม์เดชธรรมภิบาลถูกยกขึ้นดื่มพรวดเดียวหมด โดยไม่สนใจกับรสชาติฝาดที่บาดลำคอเขา    หนุ่มหล่อมาดคมเข้มตามแบบฉบับนายเหมืองหินปูนวางแก้วลงบนโต๊ะอย่างไม่เบามือนัก มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าคมคล้ามหันมามองพี่ชายก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“พี่ก็รู้ว่าผมไม่ได้เต็มใจ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ติดขัดอกขัดใจ นิ้วแกร่งเคาะเบาๆ ลงบนแก้วดวงตาคมกราดมองไปทั่วๆ ผับอย่างเลื่อนลอยมองไปรอบๆ ผับที่ทั้งคู่มานั่งฉลองลาความโสดด้วยกัน

การแต่งงานที่เขาไม่ได้เต็มใจแต่ไม่อยากขัดใจผู้เป็นมารดากำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถ้าเพียงเขาไม่เคยทำให้มารดาต้องเสียใจจากการกระทำในอดีต เขาก็คงไม่คิดจะตกลงแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารู้จักเพียงแค่ชื่อเท่านั้นเป็นแน่

เพราะความผิดหวังจากการแต่งงานกับอดีตสาวคนรัก ทำให้อิศม์เดชกลายเป็นคนไร้รักไร้หัวใจและไม่คิดรักใคร หัวใจของเขาเหลือเพียงหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อรักหญิงคนใดได้อีกแล้ว และเขามั่นใจว่าจะไม่มีความรักครั้งใหม่เกิดขึ้นจากการแต่งงานแบบคลุมถุงชนครั้งนี้เป็นแน่...

“ไม่เต็มใจก็ไม่ต้องแต่งสิ” คนเป็นพี่ให้กำลังใจ ยกมือขึ้นตบไหล่แข็งแรงของน้องชายเบาๆ

“อยู่ที่โน่นก็มีสาวๆ ที่แกเล็งๆ ไว้บ้างแล้วไม่ใช่หรือ พอมีหลานเมื่อไหร่ก็ค่อยเอามาอวดคุณแม่ ขี้คร้านจะยกเลิกงานแต่งให้โดยไม่ถามไถ่ต่อรองอะไรอีกต่อไป”

ผู้เป็นพี่พูดไปตามที่รู้มาบ้างว่าน้องชายก็มีผู้หญิงนอนร่วมเตียงเดียวกันอยู่ที่เหมืองของเขา รวมทั้งแนะนำไปตามประสบการณ์ตรงในฐานะคนเคยโดนคุณหญิงอรวรายัดเยียดว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ให้มาก่อน แต่หากในเวลานั้น เขาได้ปลูกต้นรักอันแสนมั่นคงกับภรรยาวัยละอ่อนของเขาไว้อยู่ก่อนแล้ว และความรักของเขากับนลินทินีก็ผลิบานและออกผลผลิตเป็นลูกน้อยถึงสองคน ครอบครัวเล็กๆ ที่เขาสร้างร่วมกับเธอจึงแข็งแกร่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยรักของพวกเขาทั้งคู่...จวบจนวันนี้ความรักของพวกเขาก็ยังมั่นคงและหวานล้ำซาบซ่านไม่เคยเปลี่ยน

“ไม่ว่าสาวคนไหน ผมก็ไม่อยากจะแต่งด้วยทั้งนั้นล่ะครับ แต่ที่ยอมเพราะไม่อยากจะขัดคำขอของคุณแม่...อีกครั้ง”

คนเคยทำผิดเพราะขัดคำสั่งสอนของมารดามาเมื่อในอดีตทำเอาคุณหญิงอรวราโกรธเคืองขู่ถึงขั้นตัดแม่ตัดลูกกัน แต่ทางเขาก็ไม่สนใจกับคำขู่ อิศม์เดชจึงตัดสินใจแต่งงานอยู่กินกับภรรยาต่างชาติของเขาตั้งแต่สมัยเดินทางไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและครองรักกันหลายปี...

ทว่ารักแท้ของเขาก็ทำพิษ....อิศม์เดชต้องระหกระเหเร่ร่อนกลับมาอยู่เมืองไทยแบบไม่บอกไม่กล่าวญาติพี่น้องบุพการี ไม่พอ ยังหันเหตัวเองไปทำเหมืองหินปูนอยู่ที่อำเภอทุ่งสงจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วยังยึดถือเป็นอาชีพหลักและอาชีพที่เขารักจนถึงทุกวันนี้...

“ยังไม่ลืมอีกหรือ” อติวิชญ์ถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบ ไม่งั้นน้องชายของเขาคงไม่กลายเป็นผู้ชายเย็นชาไร้รักเยี่ยงนี้เป็นแน่ บาดแผลในใจของอิศม์เดชนั้นร้าวลึกเพียงใด คงมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ และเขาก็หวังว่าจะมีใครสักคนเข้ามาเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตรักครั้งใหม่ด้วย

ทว่าอติวิชญ์ก็แทบหวังอะไรกับการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เลย เพราะมันไม่ต่างกับคลุมถุงชนเลยสักนิด...

“พอดีผมเป็นคนช่างจำเสียด้วยสิครับพี่อาร์ท”

“มันตั้ง 5 ปีแล้วนะ พี่ว่าเอิร์ธน่าจะเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว...แล้วก็เริ่มด้วยผู้หญิงที่แกแต่งงานด้วยไง”

อิศม์เดชกระตุกยิ้มมุมปากในเชิงเยาะ ทว่าเยาะให้กับตนเอง...ก่อนตอบเสียงเรียบ

“ผมคงรักใครไม่ได้อีกแล้วครับ”

ในอีกมุมหนึ่งของผับเดียวกัน มุกตาภา ดิถีภิรมณ์ สาวหน้าหวาน หากนัยน์ตากลมโตของเธอนั้นแสนเศร้าสร้อยก็กำลังดื่มอำลาให้กับชีวิตโสดของตัวเองอยู่อย่างเดียวดาย แต่เพียงไม่นานนัก แขกที่ไม่ได้รับเชิญและก็เป็นคนเดียวกับคนที่เธอต้องการจะลืมมากที่สุดก็เดินมาหาถึงที่โต๊ะ พร้อมกับถือวิสาสะนั่งลงยังฝั่งตรงข้ามทั้งๆ ที่เธอไม่ได้เอ่ยปากอนุญาตสักคำ...

“พะ...พี่รุจน์มาได้ยังไงคะ” เธอถามอย่างตื่นๆ ดวงตาโตสอดส่ายหาคู่กรณีที่คอยตามราวีไม่เลิก ไม่ต่างกับคนตรงหน้า

“พะ...พี่มากับวะ...” ตั้งใจจะเอ่ยชื่อผู้หญิงที่ทำให้เขาต้องสูญเสียผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างมุกตาภาไปแต่ก็ยั้งปากไว้ทัน ร่างใหญ่เขยิบเข้าไปนั่งเคียงข้างร่างเล็ก ใกล้เสียจนเจ้าของโต๊ะต้องเขยิบตัวหนีอย่างรังเกียจ

“มากับคุณวิภาดาใช่ไหมคะ” มุกตาภาย้อนถามเสียงขื่นขม กัดริมฝีปากแน่นสะกดกลั้นอารมณ์หลายหลากเอาไว้เต็มที่ “พี่รุจน์ไปเสียเถอะค่ะ มุกไม่อยากมีเรื่องให้อายคน ทุกวันนี้มุกก็ไม่รู้จะเอาหน้าตัวเองไปไว้ที่ไหนแล้ว”

เธอไล่แบบไม่เกรงใจ สะบัดใบหน้างามหนี พร้อมกับกรีดไล่น้ำตาแห่งความอาดูรที่มันสมควรหมดไปจากตัวเธอได้แล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องน่าละอายนั้นขึ้น...

“พี่ขอโทษ...มุกอย่าแต่งงานเลยนะครับ พี่กำลังเคลียร์ตัวเองจากวิได้แล้ว” นิรุจน์เว้าวอน มือใหญ่ก็ยื้อยุดให้ร่างเล็กหันมาเผชิญหน้ากับตน ผู้หญิงที่เขารักหมดใจกำลังจะตกเป็นของชายอื่น จะให้เขาทนได้อย่างไร ถ้าคนรักที่เขาพร้อมจะสลัดทิ้งอย่างวิภาดาไม่เกาะติดเขาแน่นถึงเพียงนี้ เขาก็คงสมหวังกับมุกตาภาไปแล้ว ก็ในเมื่อ...

“หึ พี่รุจน์เอาอะไรมาพูด” เสียงหวานสั่นเย้ยหยัน ใบหน้างามเชิดขึ้น เขามีวิภาดาตามติดเป็นเงาตามตัวเพราะฉะนั้นเรื่องจะสลัดหล่อนทิ้งไม่มีวันเป็นไปได้

“...และต่อให้พี่รุจน์เลิกราหย่าขาดกับผู้หญิงของพี่ แล้วนึกว่ามุกจะยอมกลับไปคืนดีกับผู้ชายที่ฉวยโอกาสเอากับมุกได้หรือคะ” คนเคยช้ำตะคอกถามแข่งกับเสียงดนตรีในผับ พลางสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมของผู้ชายมากรักและช่างฉวยโอกาสอย่างไม่น่าอภัย

“ปล่อยให้มุกได้ไปตามทางของมุกเถอะค่ะ และไม่ว่ายังไงมุกก็ต้องแต่งงานกับเขาค่ะ” เธอวิงวอนเสียงเครือ

เพราะต้องการหลบหนีไปจากวงจร ‘เราสามคน’ ให้พ้น และเพราะตอบตกลงกับผู้ใหญ่ไปแล้ว เธอก็คงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นเจ้าสาวของผู้ชายที่เธอรู้จักเพียงแค่ชื่อเท่านั้น

“แต่มุกไม่ได้รักผู้ชายคนนั้น” นิรุจน์ไม่ละความพยายาม

“มุกคงรักใครไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่โดนพี่รุจน์ทำลายความรักและความไว้ใจของเราสองคนไป” มุกตาภาประชดต่อว่า ถลึงตามองคนเห็นแก่ตัวอย่างแค้นเคือง

บทถัดไป