บทที่ 3 (Not) A First Impression: แรกพบ สบหน้า ระอาจิต – 3

 “จำไว้นะนังมุกตาภา อย่าสะเออะมาแย่งผัวฉันอีก” คนหวงผู้ชายของตัวเองอาฆาตทิ้งท้าย ผลักร่างเล็กจนโซเซไปซบนายเหมืองหนุ่มที่ยืนผิดที่ผิดทางอยู่อีกครั้ง ก่อนหันไปฉะนิรุจน์ที่ยืนแน่นิ่งตกตะลึงถึงขั้นทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าวิภาดาจะมาเห็นเขากับมุกตาภาตำตาอีกครั้ง

“รุจน์ก็เหมือนกัน อย่าให้วิรู้นะว่ารุจน์ยังติดต่อกับแม่นี่อีก แล้วจะหาว่าวิไม่เตือนไม่ได้” หล่อนประกาศกร้าวแววตาถลึงออกมาจนแทบหลุดออกมาจากเบ้า จากนั้นก็กระชากร่างนิรุจน์ออกไปจากผับทันที...

มุกตาภาสะอื้นไห้อย่างคนสูญสิ้นกำลังใจในการดำเนินชีวิตอยู่บนอกแกร่งของผู้ชายแปลกหน้าซึ่งอ้อมแขนของเขาช่วยรองรับเธอไว้ถึงสองครั้งสองครา แล้วมันก็ให้ความอบอุ่นในแบบที่เธอไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน คนที่กำลังอ่อนแอจึงร้องไห้อยู่บนอกของชายหนุ่มอยู่เป็นนาน

ในใจของอิศม์เดชนั้นทั้งสงสารทั้งเกลียดชัง ทว่านิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้มันมีอิทธิพลต่อจิตใจที่เคยช้ำมากกว่า มือหนาที่ยกขึ้นตั้งใจจะลูบหลังปลอบประโลมร่างเล็กสั่นสะท้านก็เปลี่ยนเป็นบีบแน่นลงบนต้นแขนเรียว จนมุกตาภารู้สึกตัวว่าซุกซบอยู่บนอกกว้างของชายแปลกหน้านานเกินไปแล้ว

“ขะ...ขอบคุณค่ะ” คนตัวเล็กเงยหน้ามาพูดกับคนตัวโต ร่างเล็กเบี่ยงตัวออกมาจากวงแขนแกร่งที่ออกแรงรัดเธอแรงขึ้นและแรงขึ้นจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

“ปะ.....ปล่อยฉันเถอะค่ะ” เธอร้องบอกอีกครั้ง

และนั่นจึงทำให้อิศม์เดชที่ออกอาการโกรธสาวตรงหน้ารู้สึกตัว สลัดร่างเล็กทิ้งจนมุกตาภาโซเซจากทั้งแรงผลักและฤทธิ์น้ำเมาที่ยังแล่นอยู่ในสายเลือด

ดวงตาสีนิลที่ทอประกายแสงแห่งความเกลียดชังกราดมองร่างเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูถูกดูแคลน ก่อนมาจ้องดวงตากลมโตแดงช้ำของผู้หญิงที่เป็นบ่อนทำลายความรักของครอบครัวคนอื่น และมันก็ยิ่งทำให้อิศม์เดชสั่นสะท้านไปทั้งตัวยิ่งขึ้น มือหนากำหมัดเข้าหากันอย่างสะกดอารมณ์

เพราะความรักของเขาก็พังทลายเพราะมือที่สามด้วยเช่นกัน...

ยิ่งคิดดวงไฟที่ลุกโชนในดวงตาคมก็โชติช่วงจนมุกตาภาต้องเสหลบ อิศม์เดชขบกรามแน่นถึงจะโกรธเคืองแค้นใจสาวสวยตรงหน้ามากเพียงใดแต่ก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา ร่างใหญ่จึงเดินหนีจากไปโดยไม่คิดจะเอ่ยปากอะไรกับหญิงสาวสักคำ นอกจากถ้อยคำดูแคลนมากมายในใจของเขา

ผู้หญิงไร้ยางอายขออย่าให้ได้เจอกันอีกเลย...

มือน้อยของมุกตาภายกขึ้นปาดน้ำตาแห่งความอับอายออกจากร่องแก้ม ไม่แปลกใจกับท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ของเขาสักนิด เขาคงได้ยินที่วิภาดาบริภาษเธอไว้ทุกอย่าง แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องแก้ตัวกับผู้ชายที่เธอคงไม่พบไม่เจอกับเขาอีก...เช่นกัน

สองวันต่อมา งานแต่งงานเล็กๆ ตามคำขอของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวซึ่งก็เห็นตรงกันถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในคฤหาสน์ของครอบครัวธรรมภิบาลเพราะมีพื้นที่และเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมกว่าบ้านเจ้าสาว และแม้งานแต่งจะเล็กแต่เปี่ยมล้นด้วยความปีติยินดีของผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่จากทั้งสองฝ่ายซึ่งนั่งรอเจ้าสาวให้ออกมาสวมแหวนหมั้นอยู่ในห้องรับแขกในพิธีช่วงเช้าของวันนี้

“ตื่นเต้นไหมคะพี่เอิร์ธ” เสียงหวานของอรวรรญากระซิบกระซาบอยู่ด้านหลังเจ้าบ่าวซึ่งนั่งพับเพียบรอเจ้าสาวของตนด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะตัวเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับการแต่งงานครั้งนี้นอกเสียจากการทดแทนบุญคุณบุพการี

“ไม่” เขาตอบสั้นๆ ทำเอาน้องสาวยู่หน้าอย่างซุกซนจากทางด้านหลัง

“เดี๋ยวก็ได้ตื่นเต้นยิ่งกว่านั่งรถไฟตีลังกา เมื่อได้เห็นหน้าพี่สะใภ้แน่ๆ พี่มุกสวยมากๆ เลยค่ะ” เธอโฆษณา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวยังไม่เคยเห็นหน้ากันเลยสักครั้งเพราะตัวเจ้าบ่าวที่ตอบตกลงแต่งงานอย่างไม่คาดฝันก็เพิ่งบินขึ้นมาร่วมงานเมื่อสองวันที่แล้ว ปล่อยให้น้องสาวอย่างเธอเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพาพี่สะใภ้ไปลองชุดแต่งงานเอย หาของชำร่วยเอย จนทำให้รู้จักนิสัยใจคอลูกสาวเพื่อนมารดาเป็นอย่างดี

และอรวรรญามั่นใจว่า คุณหญิงแม่เลือกพี่สะใภ้ได้เหมาะสมกับพี่ชายภูเขาน้ำแข็งของเธอเป็นที่สุด...

“คงไม่สวยไปกว่าน้องสาวของพี่หรอก” พี่ชายหันมาชมน้องสาวที่สวยอย่างที่เขาพูดเอาไว้จริงๆ

“แหม พี่เอิร์ธปากหวานเป็นกับเขาด้วย งั้นก็ต้องพูดเพราะๆ แบบนี้กับพี่มุกบ้างนะคะ อ๊ะ มาแล้วค่ะ เจ้าสาวมาแล้วค่ะ” อรวรรญาแนะนำด้วยน้ำเสียงขี้เล่น ก่อนเปลี่ยนเป็นวี้ดว้าย เมื่อเป็นร่างงามของเจ้าสาวเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน

เสียงที่ดังขึ้นอย่างตื่นเต้นของน้องสาวเจ้าบ่าว ทำให้สายตาของผู้ร่วมงานทุกคนมองตรงไปยังบันไดบ้านซึ่งเจ้าสาวมาใช้ห้องด้านบนเป็นห้องแต่งตัวตั้งแต่เมื่อตอนตีห้าของวันเดียวกัน

เจ้าสาวที่อยู่ในชุดไทยจักรีสีงาช้างค่อยๆ เดินตรงมายังห้องรับแขกนั้นตรึงสายตาผู้ร่วมงานไว้ตรงจุดเดียว...ไม่เว้นแม้แต่สายตาคมเบิกโพลงของพระเอกของงานอย่างอิศม์เดชด้วย

ร่างเล็กทว่าอิ่มเอิบไปทุกส่วนสัด ยามเยื้องกรายยามยิ้มยามยกมือไหว้ทำความเคารพญาติผู้ใหญ่รวมทั้งตัวเขาด้วย    สะกดลมหายใจของอิศม์เดชให้แน่นิ่ง...

“สวัสดีค่ะพี่เอิร์ธ” เสียงหวานดั่งระฆังใสเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มทีหวานบาดใจจนคนเห็นใจเต้นแรงระทึก...ยกมือหนาสั่นรับไหว้เจ้าสาวราวกับโดนมนต์สะกด

“สวัสดี...คะ...ครับ” เสียงทุ้มตะกุกตะกักนัยน์ตาคมก็จดจ้องใบหน้าหวานไม่วางตา...

เจ้าสาวของเขาสวยสดงามงดอย่างที่น้องสาวชื่นชมให้ฟังอยู่บ่อยๆ ...ก็จริง ทว่าดวงหน้าหวานที่เขาได้เห็นเต็มตาเมื่อร่างเล็กมาหย่อนกายนั่งในฝั่งตรงข้ามร่างใหญ่นั้น ก็ทำให้เขาแข็งทื่อกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งไปโดยทันที...

เพราะวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าเจ้าสาวของเขาอย่างชัดเจน อิศม์เดชรู้สึกราวกับโดนชนด้วยเรือไททานิก เซลล์สมองโดนทับจนแบนทำให้เขาต้องนิ่งอยู่กับที่เหมือนคนสิ้นชีวิตไปแล้ว...

ผู้หญิงที่จะมาเป็นเมียของเขานับจากวันนี้เป็นต้นไปคือหญิงสาวที่เขาเจอในผับเมื่อวันก่อนนั่นเอง ผู้หญิงที่ไร้ยางอาย ผู้หญิงที่เป็นบ่อนทำลายความรัก ผู้หญิงที่สกปรกเต็มไปด้วยราคีคาว...และเขาก็รู้สึกรังเกียจสาวสวยตรงหน้าเป็นที่สุด...

ความรู้สึกชื่นชมต่อรูปลักษณ์ภายนอกในคราแรกสบพักตร์หวานล้ำนั่นสูญสลายกลายเป็นสุญญากาศในชั่วพริบตา กรามแกร่งของเจ้าบ่าวถูกขบเข้าหากันจนเจ้าสาวได้ยิน...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป