บทที่ 4 (Not) A First Impression: แรกพบ สบหน้า ระอาจิต – 4
มุกตาภาเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าบ่าวด้วยความตื่นตะลึงตกใจ แวบแรกที่เห็นใบหน้าคมแสนหล่อเหลาของเขา เข่าของเธอก็แทบทรุด ถึงจะได้ยินคำชมในเชิงเย้าหยอกจากอรวรรญาถึงพี่ชายบ่อยครั้ง แต่มุกตาภาก็ไม่คิดว่านายเหมืองหนุ่มจะมีรูปลักษณ์คมสันรูปหล่อไม่ต่างกับดาราหนังเลยสักนิด แต่เป็นพระเอกแบบฉบับพันธุ์โหด
และเธอต้องบังคับตัวเองเป็นอย่างมากให้เดินด้วยท่วงจังหวะปกติเพื่อมานั่งอย่างสงบเสงี่ยมตรงหน้าเขา ก่อนจะก้มหน้างุดอย่างเขินอายต่อสายตาร้อนแรงที่จ้องมายังเธอไม่วางตา
จนเมื่อเธอได้ยินเสียงฟันขบกันจึงเงยหน้าขึ้นมองเจ้าบ่าวของตนก็พบว่านัยน์ตาคมที่เคยร้อนระอุตอนนี้ มันลุกขึ้นเป็นเพลิงไฟ ดวงตากลมโตที่ถูกตกแต่งไว้อย่างดีจากช่างแต่งหน้ามืออาชีพเบิกโพลงขึ้นอย่างฉงนใจ ก็ในเมื่อเขายังมองเธออย่างชื่นชมอยู่ก่อนหน้า แล้วทำไมตอนนี้ถึงจ้องเธอไม่ต่างกับโกรธเกลียดแค้นใจกันมากว่าสิบชาติ
หลังจากทำใจมานาน...ในที่สุดมุกตาภาก็ทำใจยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ได้ และหวังว่ามันจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มีสิ่งดีๆ รอเธออยู่ข้างหน้าแต่ดูท่าแล้ว...คงไม่ใช่
ในความขัดข้องขุ่นใจระหว่างเจ้าบ่าวเจ้าสาวพิธีหมั้นก็ถูกดำเนินไปตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้ เสียงชื่นชมแห่งความปลาบปลื้มต่อตัวบ่าวสาวมีดังออกมาไม่ขาดสาย ในขณะที่เจ้าของงานทั้งสองก็นิ่งเงียบจมอยู่ในความคิดของตนและต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามคำบอกของพิธีกรของงาน...
ดวงตากลมโตลอบสังเกตเจ้าบ่าวของตนเป็นระยะๆ ช่วงพิธีการต่างๆ คิ้วสวยถูกขมวดเข้าหากันบ่อยครั้งเธอรู้สึกคุ้นๆ หน้าคมคล้ามของเขาอยู่ไม่น้อยราวกับว่าเคยพบเจอเขาจากที่ไหนสักแห่งแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก...
“โอ๊ย” เสียงหวานร้องด้วยความเจ็บปวดขึ้นมาเมื่อโดนเจ้าบ่าวสวมแหวนหมั้นอย่างกระแทกกระทั้น จนรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งนิ้ว มือหนาที่คว้ามือน้อยอยู่ก็บีบแน่นจนเนื้อขาวๆ ของเธอออกผื่นแดง
“มุกเจ็บค่ะ พี่เอิร์ธ” เธอบอกเสียงลอดไรฟัน
มุกตาภาจึงพยายามสลัดมือออกมาจากการเกาะกุม และในขณะเดียวกันก็ต้องยิ้มแย้มให้ญาติผู้ใหญ่ราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น แต่เธอมั่นใจว่าสายตาร้อนแรงคุกรุ่นของอิศม์เดชยามจ้องมองเธอนั้นมีอะไรไม่ชอบมาพากลแฝงอยู่เป็นแน่
“ฉันมีน้องคนเดียวคือออร์แกน” อิศม์เดชก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็ก หลังจากต้องทนฟังคำเรียกเช่นนี้จากปากผู้หญิงหน้าไม่อายถึงสองครั้งสองครา
แม้ลมร้อนที่เป่ารดกระทบหูของเธอทำให้เธอรู้สึกเบาหวิวในช่องท้องก็ตาม ทว่าถ้อยคำไร้มิตรมาให้นั้นก็ทำให้เธอลืมความร้อนวูบวาบไปโดยพลัน และมันทำให้เธอได้คำตอบของสายตาวาวโรจน์ของเขา
เขาไม่ชอบเธอ...เพราะอะไรมุกตาภาคิดอย่างกริ่งเกรง แววตาหวานไหวระริกเขาไปรู้อะไรมาหรือเปล่า...
“ขอเก็บภาพเจ้าบ่าวหอมแก้มเจ้าสาวหน่อยครับผม”
เสียงช่างภาพที่ถูกจ้างมาเก็บภาพแห่งความประทับใจของผู้ร่วมงานไม่ใช่เจ้าของงานร้องดังแทรกขึ้นมา พร้อมจัดเตรียมกล้องราคาแพงในมือตนให้พร้อมเพรียงสำหรับถ่ายช็อตเด็ดเอาไว้ บ่าวสาวที่อยู่ในภาวะตึงเครียดโดยไม่มีใครรับรู้มองตากันอย่างกระอักกระอ่วนใจ
“หอมแก้มน้องเร็วเข้าสิตาเอิร์ธ ผู้หลักผู้ใหญ่รอกันแย่แล้ว” คุณหญิงอรวราเร่งอย่างปลาบปลื้มตื้นตันที่ได้เห็นลูกชายของตนเป็นฝั่งเป็นฝากับคนที่ท่านหมายตาไว้นานนมแล้ว
“หอมแก้มนะคะพี่เอิร์ธ ไม่ใช่จูจุ๊บที่ปาก” เสียงของอรวรรญาเย้าออกมาจากมุมใดมุมหนึ่งของห้องก่อนหันไปหัวเราะคิกคักกับอนาวินท์ผู้เป็นสามีซึ่งกำลังอุ้มลูกสาวคนเล็กอยู่บนอก
“ถ้าอยากจะจูบหรือทำมากกว่านี้ คงต้องรอตอนส่งตัวนะนายเหมือง” อติวิชญ์เองก็ถือโอกาสแหย่น้องชายหน้าขรึมด้วยหากตัวเขาเองกลับไม่ลืมหันไปส่งยิ้มหวานให้นลินทินีภรรยาคนสวยที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกด้วย มือหนาก็กอบกุมมือน้อยในมือไว้แน่นเป็นสัญญาณว่าเขาเองก็อยากทำอย่างที่พูดในคืนนี้เช่นกัน...
หลากหลายเสียงหยอกเย้าทว่าเปี่ยมล้นด้วยความปีติดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเจ้าของงานทั้งสอง...และถึงจะตกใจกับปฏิกิริยาของเขา ทว่าเจ้าสาวก็ออกอาการเขินอายจนต้องก้มดวงหน้างามแดงเรื่องุด ถึงจะเกินเลยเลยเถิดกับนิรุจน์มาก่อนแต่เธอก็ไม่เคยคุ้นเคยกับความแนบชิดเช่นนี้เท่าใดนัก
ส่วนเจ้าบ่าวที่ไม่ชอบหน้าเจ้าสาวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าหวานๆ นั่นก็แอบถอนหายใจในอกเฮือกใหญ่ไม่อยากจะแตะต้องผู้หญิงสกปรกมากรักตรงหน้าเลยสักนิด แต่ไม่อยากต้องทำให้ผู้ใหญ่ต้องลำบากใจ
จมูกโด่งได้รูปที่ตั้งอย่างโดดเด่นอยู่บนใบหน้าคมคล้ามของอิศม์เดชจึงค่อยๆ โน้มลงใกล้แก้มใสแดงซ่านบนใบหน้าหวานที่ถูกมือหนาเชยขึ้น...
...เหมือนโดนไฟฟ้าช็อตแล้วเขาก็ไม่อาจดึงตัวออกมาจากพันธะของกระแสความร้อนวูบวาบที่แล่นออกมาพันธนาการเขาไว้ให้แน่นิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน
นั่นคือความรู้สึกของอิศเดชม์ เมื่อจมูกโด่งของเขาแตะเข้ากับแก้มของเจ้าสาว เนื้อนวลแสนหอมกรุ่นละมุนติดจมูกที่เขาไม่ได้ตั้งใจเชยชมทว่าก็สูดดมเข้าไปเต็มปอดโดยไม่รู้ตัว
และจากที่ตั้งใจว่าจะแตะจมูกลงไปเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว แต่คนติดใจความหอมหวานกลับต้องหลับตาพริ้มชื่นชมสัมผัสแสนตราตรึงจนเขาห้ามใจไม่ให้สูดกลิ่นสาวนั้นเข้าไปอีกครั้งอย่างสะกดตนเองไว้ไม่ได้...
มุกตาภาผวาเฮือกเมื่อจมูกอุ่นจนร้อนของเจ้าบ่าวแตะเข้ากับแก้มใสแดงสะพรั่งของเธอ ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ กับความร้อนที่ส่งผ่านมายังทุกอณูเนื้อบนแก้ม หัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้นหากเธอกลับลืมหายใจ ลมหายใจถูกกลั้นเอาไว้อย่างเฝ้ารอให้เขาผละตัวออกไป
ทว่ารอแล้วรอเล่าเขาก็ยังไม่ยอมถอนจุมพิตออกไปสักที และเธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดลมหายใจความรู้สึกแปลกๆ ที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนแม้กับนิรุจน์ผู้ชายที่พรากความสาวของเธอไป...
“แก้มน้องช้ำหมดแล้วตาเอิร์ธ” คุณหญิงอรวราเย้ายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดน้ำแห่งความปลาบปลื้มออกจากหัวมุมตา
และนั่นก็ทำให้คนที่กำลังเผลอไผลไปกับความหอมละมุนเกินห้ามใจรู้สึกตัว ใบหน้าคมผละจากราวกับโดนเจ้าของพวงแก้มนุ่มผลักออกมา มือหนาอีกข้างที่จับตรงท่อนแขนเรียวงามลงน้ำหนักบีบจนหญิงสาวต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดไม่เข้าใจในการกระทำของเขา
“อย่าได้ใจไปล่ะมุกตาภา เพราะฉันไม่คิดจะแตะต้องผู้หญิงสกปรกอย่างเธออีกแม้เพียงปลายเล็บ” เจ้าบ่าวกระซิบผ่านไรฟันที่ถูกขบกันอย่างข่มอารมณ์ของตนเอง โกรธเกลียดสาวสวยไร้ศีลธรรมตรงหน้า แต่โกรธตัวเองมากกว่าที่ดันไปเผลอไผลกับรูปรสของคนสวยแต่รูปแต่จูบคงไม่หอม ถึงแม้กลิ่นสาวที่ติดอยู่ตรงจมูกโด่งยังละมุนหอมกรุ่นไม่คลาย
นั่นเป็นประโยคที่ยาวที่สุดและเจ็บปวดที่สุดซึ่งมุกตาภาได้ยินจากเจ้าบ่าวในวันนี้
ดวงตาโตสั่นระริกคลอไว้ด้วยน้ำใสๆ มองตามหลังแกร่งที่กำลังเดินออกไปร่วมงานเลี้ยงด้านนอกโดยไม่คิดจะหันมามองเจ้าสาวที่โดนทิ้งไว้ด้านหลังสักนิด แค่เพียงพบเจอกันไม่ถึงวัน พูดจากันไม่กี่คำ สบตากันเพียงไม่กี่ครั้ง เธอก็รู้แล้วว่าเจ้าบ่าวเกลียดชังเธอเพียงใด มุกตาภาสะอื้นไห้ในอก เธอจะต้องพบต้องเจอกับอะไรบ้างในการแต่งงานกับผู้ชายคนนี้…
วิวาห์ของเธอจะกลายพันธุ์เป็นวิวาทหรือไม่เธอยังไม่รู้แต่ที่รู้ๆ มันคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นแน่…
