บทที่ 5 The First Journey Ever: ร่วมทาง แต่ไม่ร่วม (รัก) -1

“ไม่อยู่เข้าหอที่นี่สักคืนสองคืนหรือเอิร์ธ”

คุณหญิงอรวราโน้มน้าวลูกชายที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขนสัมภาระขึ้นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหม่เอี่ยมตรงบริเวณโรงจอดรถ น้ำเสียงของท่านแสดงความเสียดายอย่างชัดเจน

หลังจากเลี้ยงฉลองงานแต่งงานเสร็จ เจ้าบ่าวป้ายแดงก็จัดแจงเตรียมเดินทางกลับเหมืองทันที โดยไม่คิดจะอยู่ให้ผู้ใหญ่ส่งตัวเข้าหอ หรือพักผ่อนให้หายเหนื่อยจากการลุยงานแต่งงานมาทั้งวัน

“คงไม่ได้หรอกครับคุณแม่ ผมทิ้งงานมาหลายวันแล้ว” คนเป็นห่วงงานปฏิเสธด้วยเหตุผลง่ายๆ และเพราะจำเป็นต้องพารถลงไปใช้งานในเหมืองเพิ่ม เขาจึงต้องขับรถกลับไปเหมืองที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยตัวเองซึ่งเป็นระยะทางเกือบแปดร้อยกิโลเมตร และกินเวลาอย่างน้อยถึงสิบเอ็ดชั่วโมง

“น้องก็เหนื่อยแย่สิ เมื่อคืนก็ตื่นแต่เช้า นี่จะให้น้องนั่งรถนานๆ อีก” มารดายังไม่เลิกกล่อมเสียงเศร้า

“ฝึกไว้ไงครับ ที่เหมืองก็ไม่ได้สบายเหมือนในเมืองกรุง”

อิศม์เดชยังมีเหตุผลมาอ้าง ทว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงนอกจากอยากกลับไปดูงานเร็วๆ แล้ว เขาแค่อยากเลี่ยงการถูกส่งตัวเข้าห้องหอไปอยู่กับเจ้าสาวแสนสกปรกของเขาตามลำพังต่างหาก

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะตาเอิร์ธ” ท่านรู้ว่าบุตรชายไม่ได้เต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่ตอบตกลงเพราะไม่อยากขัดใจท่านอีกครั้ง สีหน้าคนแก่ที่อยากเห็นบุตรชายของตัวเองกลับมาเป็นคนเดิมเป็นคนใจดีขี้เล่นอีกครั้งนั้นเคร่งเครียดเหลือคณานับ ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านพิธีอันแสนสุขสันต์มา

“ความจริงครับคุณแม่ อีกอย่างผู้หญิงที่ผ่านอะไรมาเยอะอย่างมุกตาภา คงปรับตัวได้เร็ว...คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงลูกสะใภ้ของคุณแม่หรอกครับ”

ชายหนุ่มอดแขวะเจ้าสาวตัวเองไม่ได้ ปลายเสียงเน้นหนักอย่างตั้งใจให้เจ้าตัวที่กำลังเดินถือกระเป๋ามาใส่ท้ายรถกระบะได้ยิน ก่อนเดินหนีไปจัดของขึ้นรถโดยไม่คิดจะช่วยภรรยาป้ายแดงของตนสักนิด

มุกตาภาที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดไปอยู่ในชุดเสื้อยืดตัวเล็กสีขาวคู่กับกางเกงยีนขาสั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสะดุดกึก   อยากจะเปลี่ยนใจหันหลังหนีวิ่งไปขึ้นแท็กซี่กลับไปยังบ้านของตัวเอง แทนที่จะต้องร่วมทางไปกับสามีตามนิตินัยที่ไม่ชอบขี้หน้าเธอเลยสักนิด

เพราะตลอดงานเลี้ยงที่ผ่านมา การกระทำเมินเฉยและถ้อยคำดูถูกเย้ยหยันที่มีออกมาไม่ขาดสายก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ว่าความสัมพันธ์ของเขาและเธอมันเริ่มต้นที่ตรงจุดใด...

“อย่าถือสาพี่เขาเลยนะลูกมุก พี่เขาเคย เอ่อ จริงๆ พี่เขาไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก” คุณหญิงอรวราหันไปพูดกับลูกสะใภ้ซึ่งท่านหมายตามาแต่อ้อนแต่ออก เพราะเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทซึ่งคบหาสมาคมกันมาตั้งแต่สมัยเรียน

ท่านเกือบจะหลุดปากบอกถึงสาเหตุแห่งนิสัยเยี่ยงนี้ของลูกชายคนรอง ทว่าไม่อยากจะให้หญิงสาวต้องเป็นกังวลและคิดมากตั้งแต่วันแรกที่จะต้องร่วมหอลงโรงกัน

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มุกเข้าใจค่ะ” หญิงสาวเข้าใจในคำของผู้ใหญ่ดี เพราะได้ยินจากอรวรรญามาบ้างว่าอิศม์เดชเคยผิดหวังช้ำรักมาอย่างหนัก เลยทำให้กลายเป็นคนเย็นชาและเคร่งเครียดเช่นนี้

และมันเป็นอาการเดียวกับเธอชัดๆ แล้วชีวิตการแต่งงานของเธอกับเขาจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เธอยังมองไม่เห็นทาง...แต่ที่เธอไม่เข้าใจคือทำไมเขาถึงทำราวกับว่าโกรธเกลียดเธอยิ่งนัก แต่งงานแบบไม่เต็มใจก็ไม่จำเป็นต้องส่งผ่านความเกลียดชังมาทางสายตาอย่างนี้ ยกเว้นเสียว่าเขาไปรู้อะไรมา หัวใจของเธอเบาหวิวทันทีเพียงแค่ได้คิด

“แม่จะไปเยี่ยมที่เหมืองนะ จะไปดูว่าตาเอิร์ธรังแกลูกมุกหรือเปล่า” ท่านบอกความตั้งใจเพราะไม่อยากให้ทั้งคู่แต่งงานกันแต่ในนามเท่านั้น ท่านถึงต้องลงไปดูให้เห็นกับตา

“แล้วถ้าพี่เขาจะนอนแยกห้องกับลูกมุก อย่าไปยอมนะ แม่อยากเห็นหลานเร็วๆ แล้วถ้าพี่เขาใจร้ายโทรมาบอกแม่นะ แม่จะลงไปจัดการให้” คนที่ไม่เคยเลิกเห่อหลานเอ่ยในสิ่งที่ทำให้เกิดเลือดฝาดบนใบหน้าคนฟัง จนลูกสะใภ้ต้องก้มหน้างุด ของอย่างนี้มาสั่งเธอคนเดียวคงไม่สำเร็จหรอก แต่ถ้าเขาอยากแยกห้องจริงๆ ก็ดีสิ เพราะเธอก็ไม่อยากเปลืองตัวไปกับคนที่ไม่รักกันเหมือนกัน...

“คะ...ค่ะคุณแม่” ทว่าเธอก็ต้องรับคำอย่างเสียไม่ได้

“ผมไปนะครับคุณแม่ไม่อยากไปถึงที่โน่นสายน่ะครับ” เสียงทุ้มของคนที่เงี่ยหูฟังอยู่โพล่งออกมาเพื่อตัดหัวข้อสนทนา ก่อนเดินมากราบลาผู้เป็นมารดา แล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าขาวใสไร้เครื่องสำอางของมุกตาภาแล้วกระตุกยิ้มตรงมุมปาก

ตั้งแต่เลิกรากับภรรยาเก่าเขาก็ไม่เคยนอนร่วมเตียงกับผู้หญิงคนไหนอีก จะมีก็พักผ่อนอารมณ์ตามประสาผู้ชายที่ยังมีเลือดมีเนื้อมีความต้องการ ทว่ายังไม่เคยมีใครได้นอนเคียงข้างเขาจนถึงเช้าสักราย...และมันก็จะรวมไปถึงผู้หญิงสกปรกคนนี้ด้วย...

“ค่ะ งั้นมุกไปแล้วนะคะคุณแม่” หญิงสาวยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม ก่อนเดินหัวใจห่อเหี่ยวไปนั่งเคียงคู่กับสามีที่ขึ้นมานั่งบนฝั่งคนขับ แล้วออกรถไปโดยไม่คิดหันมามองหน้าหรือพูดคุยอะไรกับเธอสักคำ

เป็นการเริ่มต้นการเดินทางร่วมกันครั้งแรกอย่างคู่สามีภรรยา...ที่เต็มไปด้วยความหมางเมินไม่มีรักให้กัน...

...หนทางข้างหน้าช่างมืดมนสำหรับพวกเขาเสียเหลือเกิน...

เวลาเกือบเที่ยงคืน รถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นอยู่บนถนนเพชรเกษมมุ่งสู่จังจังหวัดนครศรีธรรมราช แสงไฟสลัวๆ สลับกับแสงไฟเจิดจ้าของยานพาหนะที่ขับสวนมาเป็นครั้งคราวชวนให้ร่างกายเหนื่อยล้าของมุกตาภาหลับไปได้อย่างง่ายๆ ทว่าอาการปวดปัสสาวะก็ไม่อาจทำให้เธอข่มตาหลับอย่างเป็นสุขได้

สามีหนุ่มที่ทำหน้าตาเคร่งขรึมและไร้ซึ่งคำพูดใดๆ ตลอดระยะเวลาเกือบสามชั่วโมงนั่นก็ยิ่งทำให้คนที่อยากเข้าห้องน้ำไม่กล้าที่จะเอ่ยปากบอก ทว่าเมื่อทนไม่ไหวเข้าจริงๆ เธอจึงต้องเอ่ยปากขอ

“คะ...คุณเอิร์ธคะ มุกขอเข้าห้องน้ำเดี๋ยวเดียวได้ไหมคะ”

ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ น้ำเสียงหวานนั้นจึงเบายิ่งนัก จึงทำให้คนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง รวมทั้งกำลังใจจดใจจ่อต่อการขับรถอย่างระมัดระวัง เพราะมีจำนวนรถบรรทุกและรถพ่วงจำนวนมากมายแล่นขวักไขว่อยู่บนเส้นทางเดียวกันในยามนี้ ไม่ได้ยินเสียงที่ไม่ต่างกับเสียงกระซิบของภรรยาตัวเองเลยสักนิด

ใบหน้างามบึ้งตึงหันเสี้ยวหน้ามองสามีด้วยความน้อยใจพร้อมตัดพ้อเขาอยู่ในใจ ขอเข้าห้องน้ำแค่นี้ก็ไม่ได้ จะใจร้ายกับเธอไปถึงไหน ถึงจะเกลียดเธอยังไงก็ไม่สมควรจะใจร้ายกับเธอแบบนี้...แล้วนี่เธอไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับเขาอยู่ที่บ้านป่าเมืองเถื่อนอีก น้ำตามุกตาภาตกอยู่ในอกตรม

ถึงเธอจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาตลอด แต่ก็ใช่ว่าเธอจะทนลำบากไม่ได้ ดีเสียอีกไปให้ไกลๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆ ผู้คนเดิมๆ และได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ คนใหม่ๆ ถึงแม้ว่าคนที่เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยจะไม่ได้อยากรู้จักมักจี่กับเธอนักก็เถอะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป