บทที่ 6 The First Journey Ever: ร่วมทาง แต่ไม่ร่วม (รัก) - 2
ร่างเล็กจึงนั่งหันหลังให้เขาเอาหัวซุกอยู่ตรงช่องระหว่างเบาะกับกระจกรถอย่างขมขื่นใจ อดกลั้นอารมณ์และความเจ็บปวดของเธอเอาไว้ ทว่าน้ำที่ล้นกระเพาะปัสสาวะอยู่ก็ไม่อาจทำให้เธอนั่งนิ่งได้นาน ร่างเล็กนั่งยุกยิกกระสับกระส่ายไปเรื่อยเพราะปวดจนแทบทนไม่ไหว
อิศม์เดชเห็นร่างเล็กนั่งบิดไปบิดมาจากทางหางตาก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจอะไรนัก แต่เมื่อเห็นว่าร่างเล็กยังไม่เลิกทุรนทุรายไม่พอยังมีเสียงครางเล็ดลอดออกมาร่วมด้วย
“เป็นอะไร” เขาถามด้วยเสียงห้วนๆ หันมองร่างเล็กที่ยังงอตัวเข้าด้วยกัน
“มุกปวดห้องน้ำค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาบอกใบหน้างามเหยเก
“แล้วทำไมไม่บอก กลัวพิกุลจะร่วงหรือไง” นายเหมืองสุดโหดตะคอกถามกลับไม่พอ ยังกระแนะกระแหนตามมาด้วย
“บอกแล้วค่ะ แต่คุณเอิร์ธไม่ได้ยิน” หญิงสาวสูดหายใจเข้าเต็มปอดกัดกลีบปากอิ่มเอาไว้อย่างข่มความรู้สึก
“แล้วทำไมไม่บอกอีกครั้ง” เขายังไม่เลิกกวนโทสะ
มุกตาภาตัวสั่นด้วยทั้งความโกรธและด้วยจำนวนของเหลวมากมายในร่างกาย
“คุณเอิร์ธ ช่วยแวะปั๊มให้มุกหน่อยได้ไหมคะ มุกปวดฉี่” เธอจึงขออย่างชัดถ้อยชัดคำอย่างที่เขาอยากได้ยิน ก่อนสะบัดใบหน้างามหนีไปมองนอกรถ เขาจะแวะปั๊มให้เธอหรือไม่ก็คงแล้วแต่คนใจร้ายอย่างเขาจะพิจารณา
คนฟังแสยะยิ้มเยาะ อวดดีไม่เบา จะดูสิว่าจะเป็นอย่างนี้ไปได้สักกี่น้ำ
“นี่ถ้าไม่กลัวว่ารถคันใหม่ของฉันจะเหม็นของเสียตั้งแต่ยังไม่ทันถึงเหมือง ฉันจะไม่แวะปั๊มให้เธอหรอกมุกตาภา”
อิศม์เดชแขวะเสียงลอดไรฟันก่อนเร่งคันเร่ง แล้วเลี้ยวรถแวะเข้าปั๊มให้มุกตาภาซึ่งกำลังมองเขาผ่านม่านน้ำตาตัวเองอยู่ด้วยความน้อยใจ...
มุกตาภาผ่อนลมอย่างแรงอย่างโล่งอกโล่งใจ พลางเดินตัวเบาออกมาจากห้องน้ำภายในจุดพักรถขนาดใหญ่ที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีทั้งปั๊มน้ำมันสวนอาหารและร้านขายของฝากมากมาย เท้าเล็กๆ บนรองเท้าผ้าใบสีขาวซอยเร็วๆ กลับไปที่รถก่อนที่สามีของตนจะโกรธเคืองไปมากกว่านี้...
แต่ของฝากหน้าตาน่าทานเป็นจำนวนมาก และท้องที่ร้องดังครืดคราดเพราะยังไม่ได้ทานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาตั้งแต่เช้า ก็ทำให้หญิงสาวเปลี่ยนเป้าหมายเดินไปหาซื้อของกินรองท้องแทน รวมทั้งจับจ่ายซื้อของฝากไปฝากคนที่เหมืองด้วย ถึงจะไม่เคยรู้จักกัน แต่ไม่ใช่ว่าไม่สมควรแสดงน้ำใจไมตรีให้แก่กัน...
รวมทั้งหาซื้อของใช้จำเป็นสำหรับการขับรถไกลๆ ให้กับสามีป้ายแดงด้วย ถึงเขาจะโกรธเกลียดเธอด้วยสาเหตุอันใดเธอก็ไม่รู้ หรือจะเป็นเพราะเหตุผลเดียวที่เธอคาดเดาอยู่ในใจ เธอก็ขอทำดีผูกมิตรกับเขา เพราะถึงยังไงแล้วพวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันไปอีกนานหรือเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เธอก็ยังไม่รู้...
ร่างเล็กที่เดินอย่างทุลักทุเลกลับมายังรถเพราะมีถุงของฝากเต็มไม้เต็มมือก็อดทำให้อิศม์เดชอดพูดกระทบกระเทียบอีกไม่ได้
“กลัวไม่มีอะไรจะกินที่เหมืองหรือยังไง” มือหนาก็ยกบุหรี่ในมือขึ้นสูบพ่นควันฉุยๆ
ถึงแม้ที่ตั้งของเหมืองอยู่ไกลตัวเมืองหรือชุมชนที่อยู่อาศัย แต่ก็มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เจ้าของเดิมที่เขารับซื้อเหมืองแห่งนี้ต่อเมื่อห้าปีที่แล้ว ไม่ต้องการสร้างมลภาวะสิ่งแวดล้อมจากฝุ่นและจากเสียงที่เกิดจากการระเบิดหินให้กับชาวบ้าน จึงเลือกขอสัมปทานงานไกลตัวเมืองโขอยู่ และเขาเองก็พัฒนาชุมชนภายในเหมืองให้เจริญและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา จนคนงานส่วนใหญ่แทบไม่ต้องออกไปหาซื้ออะไรในตัวเมืองกันเลย
“มุกซื้อไปฝากคนที่โน่นค่ะ” แม้จะสะดุ้งกับคำถามของเขาแต่เธอก็เลือกตอบดีๆ
“รู้จักกันหรือถึงขนไปแจกกันมากมาย” คนมันไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรกเห็น ก็หาเรื่องแดกดันได้ตลอด
“ยังไม่รู้จักแต่ก็ต้องรู้จักกันไม่ใช่หรือคะ” เธอให้เหตุผล
“ที่นั่นมีผู้ชายเยอะเสียด้วยสิ ผู้หญิงอย่างเธอก็คงอยากจะทำความรู้จักแต่กับผู้ชายอยู่แล้ว” คนมีอคติเยาะเย้ยออกมาทั้งทางหน้าตาและคำพูด
“คุณเอิร์ธหมายความว่ายังไง แล้วทำไมมุกต้องอยากรู้จักแต่ผู้ชายด้วย”
เธอสวนกลับอย่างเหลืออด ใจจริงอยากจะใจเย็นและสะกดอารมณ์โกรธเคืองของตนเอาไว้ เพราะได้รับคำเตือนปนคำขอร้องมาตลอดว่า ผู้ชายตรงหน้านั้นไร้หัวใจไม่พอ ยังมีแผลเป็นเหวอะหวะจากความรัก แต่ไม่อยากจะอยู่เป็นเป้านิ่งให้เขาแดกดันไม่จบไม่สิ้น...
และเธอเองก็เจ็บจากความรักไม่ต่างกับเขา ทางที่ดีเขาและเธอควรจะช่วยกันรักษาบาดแผลทางใจให้กันและกัน ไม่ใช่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามวันแต่งงาน
“ก็หมายความว่า ผู้หญิงอย่างเธอคงชอบทำความรู้จักกับผู้ชาย โดยเฉพาะกับพวกที่มีเจ้าของแล้ว”
อิศม์เดชเย้ยหยันเสียงทุ้มต่ำ ทิ้งก้นบุหรี่ที่ยืนสูบขณะรอหญิงสาวไปจัดการธุระลงขยี้อย่างแรง ก่อนเดินกลับขึ้นรถได้ไม่สนใจช่วยหิ้วของในมือเธอเลยสักนิด
คำพูดถากถางกรีดลึกเข้าตรงขั้วหัวใจน้ำตาแห่งความเจ็บช้ำไหลรินผ่านร่องแก้มของมุกตาภา
...เขาพูดราวกับว่าเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร...
มุกตาภาสะอื้นไห้จนตัวโยน นี่เธอต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายที่เกลียดเธอตั้งแต่แรกพบไม่พอ ยังรู้ว่าร่างกายของเธอนั้นมีราคีคาวปะปนอยู่มากน้อยเพียงใด และดูท่าแล้วเขาคงรังเกียจมันอย่างเหลือคณานับ
หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ มุกตาภาทอดถอนใจ
ของฝากในมือถูกจัดแจงใส่ไว้ท้ายรถกระบะ มือน้อยยกขึ้นปาดไล่น้ำตาทิ้งให้หมด ไม่อยากให้เขาต้องมาดูแคลนถึงความอ่อนแอของตนอีก จากนั้นร่างเล็กจึงผลุบตัวเองเข้าไปนั่งในรถ แล้วเจ้าของรถก็ขับกระชากไปอย่างกระแทกกระทั้นตามกระแสอารมณ์ที่เดือดพล่านอยู่ภายในใจของเขา...
รถยนต์คันเดิมยังขับเคลื่อนไปบนถนนอย่างรวดเร็วเพราะคนขับต้องการทำเวลาให้ดีที่สุด การพูดคุยระหว่างผู้โดยสารภายในรถจึงเกิดขึ้นกันเพียงน้อยนิดหรือเท่าที่จำเป็น
มุกตาภาลอบหันหน้าไปสำรวจใบหน้าคมของสามีตัวเองบ่อยครั้ง ใบหน้าคมคล้ามที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้หนวดเครานั้นหล่อเหลาอย่างร้ายกาจ ทำไมผู้ชายหน้าตาดีและฐานะไม่เป็นสองรองใครถึงได้ผิดหวังกับความรักจนกลายเป็นคนเย็นชาได้ถึงขนาดนี้ และถึงรู้แล้วว่าเขาเกลียดชังเธอด้วยเรื่องใด แต่น้ำใจของผู้หญิงอย่างมุกตาภาก็เหลือล้นจนทำให้เธอไม่ใส่ใจความบาดหมางที่เกิดขึ้น ถุงของกินที่เธอซื้อมาฝากเขาโดยเฉพาะจึงถูกหยิบขึ้นมาจากเบาะด้านหลัง
“มะ...มุกเอ่อ...มุกซื้อของกินมาเยอะแยะเลย คุณเอิร์ธอยากทานอะไรหรือเปล่าคะ แซนด์วิช ไส้กรอก ลูกชิ้นปิ้ง มีกาแฟด้วยนะคะ น้ำเปล่าก็มีค่ะ” เสียงหวานเจื้อยแจ้วมือบางยกของที่ตัวเองพูดขึ้นโชว์ชิ้นแล้วชิ้นเล่า ทำตัวเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีให้กับสามีหน้าโหดของตัวเอง
อิศม์เดชหันหน้ามามองคนพูด ตั้งใจจะถากถางเธอไปตามประสาเขา ทว่าดวงตากลมโตใสแป๋วจ้องมองเขาอย่างรอคำตอบ อดทำให้คนเห็นสะดุดกึก พลางคิดเสียดายความบริสุทธิ์ที่ทอประกายอยู่ในแววตาของเธอไม่ได้
เขาต้องยอมรับว่ามารดาเลือกผู้หญิงได้ถูกใจเขาไม่น้อยเลย รูปหน้าเรียวเป็นรูปไข่สวยโดดเด่นแม้ในยามไร้ซึ่งเครื่องตกแต่ง ดวงตากลมโตซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตางามงอน แก้มใสของเธอก็สีชมพูเรื่อ จมูกก็โด่งสวยรับกับกลีบปากอิ่มเป็นกระจับ
ที่สำคัญดูแล้วเป็นผู้หญิงใจเย็นไม่เบา ไม่งั้นคงทะเลาะกับเขาจนรถแตกไปแล้ว ออกจะเป็นคนไม่เรื่องมากกินอยู่ได้อย่างง่ายๆ เห็นได้จากตอนนี้ที่เธอกำลังกินลูกชิ้นปิ้งในมืออยู่อย่างเอร็ดอร่อย
