บทที่ 7 The First Journey Ever: ร่วมทาง แต่ไม่ร่วม (รัก) - 3

ทว่าภาพที่เขาได้ประจักษ์กับตาตัวเองก็วนเวียนเข้ามารบกวนจิตใจเขาตลอดเวลา และมันก็ทำให้ข้อดีของเธอไม่มีเหลืออยู่ในความคิดของอิศม์เดชเลย

“เดี๋ยวก็โดนไม้เสียบลูกชิ้นเสียบคอทะลุ” เขาเตือนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายงับลูกชิ้นออกจากไม้แหลมๆ นั้นโดยไม่คำนึงว่านั่งอยู่บนรถซึ่งอาจเกิดการเบรกขึ้นมาได้อย่างไม่คาดฝัน

คนที่มีลูกชิ้นเต็มปากรีบเคี้ยวๆ แล้วกลืนลงคอด้วยความรวดเร็ว คว้าขวดน้ำขึ้นดื่มเพื่อช่วยไล่อาหารลงคอไปด้วย

“ก็มุกหิวนี่คะ วันนี้ทั้งวันได้กินนมหนึ่งกล่องกับคุกกี้สองสามชิ้นเอง”

“หิวก็กินช้าๆ ก็ได้ ฉันไม่อยากแวะโรง’บาลเสียเวลา”

มุกตาภาหน้ามุ่ย คนอะไรก็ไม่รู้ปากคอเราะร้ายยิ่งกว่าผู้หญิงอย่างเธอเสียอีก ถ้าวาจาของเขาเปรียบดังใบมีดโกน เนื้อตัวของเธอคงมีแผลเต็มตัวไปแล้ว และถ้าจะต้องไปโรงพยาบาลจริงคงเป็นเพราะโดนคำพูดของเขานั่นแหละเสียดแทง...

“คุณเอิร์ธจะดื่มกาแฟหน่อยไหมคะ มุกมีผ้าเย็นด้วยยังเย็นอยู่เลยค่ะ เช็ดหน้าหน่อยนะคะจะได้สดชื่น” เธอเสนออย่างใจเย็นๆ ดั่งผ้าเย็นในมือ พลางแกะซองผ้าเย็นส่งให้เขาโดยไม่รอคำตอบ

อิศม์เดชรับมาอย่างขอไปทีก่อนเช็ดไปตามใบหน้าและลำคอของตัวเองซึ่งก็ทำให้สดชื่นอย่างที่คนซื้อมาฝากบอกไว้จริงๆ ก่อนยื่นผ้าเย็นคืนให้เธอ

“ขอบใจ” อย่างน้อยเขาก็มีคำพูดที่ทำให้คนฟังยิ้มได้บ้าง

“ดื่มกาแฟสักนิดนะคะ จะได้ไม่เผลอหลับ” เธอบอกเสียงใสพลางยื่นกระป๋องกาแฟไปตรงหน้าเขา ขับรถนานๆ ในเวลากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ ต่อให้ชำนาญแค่ไหนก็อาจเผลอหลับไปได้

“คนทำงานหนักอย่างฉัน แค่กาแฟมันเอาไม่อยู่หรอก” เขาบอกไปตามตรง ตลอดห้าปีที่ลุยงานอย่างหนักที่เหมือง พลิกเหมืองที่กำลังขาดทุนย่อยยับจนกลายเป็นเหมืองหินปูนที่มีกำลังผลิตในอันดับต้นๆ ของประเทศและทำรายได้สูงสุดภายในภูมิภาค ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแลกกับหยาดเหงื่อแรงงานไม่ใช่น้อย ถึงจะหนักหนาแต่เขาก็มีความสุขกับอาชีพนี้

และทั้งหมดนี้ก็ต้องยกความดีให้กับหัวหน้าคนงานที่กลายมาเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากอย่างเมืองแมน ซึ่งช่วยเหลือและร่วมฝ่าฟันอุปสรรคกันจนมีวันนี้ร่วมกัน จนเขายกหุ้นถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ให้เพื่อนรักไปดูแลด้วย

“ละ...แล้วต้องทานอะไรล่ะคะ”

“ใบกระท่อม” นายเหมืองหนุ่มตอบหน้าตาย

ใบกระท่อมเป็นสิ่งเสพติดกลุ่มเดียวกับยาบ้าซึ่งออกฤทธิ์กดความรู้สึกเมื่อยล้าขณะทำงาน สามารถทำงานได้นานและทนมากขึ้น รวมทั้งทนต่อความร้อนมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้คนเสพใบกระท่อมสามารถทำงานกลางแจ้งได้ทนนานขึ้น คนงานในเหมืองจึงนิยมใช้ของพวกนี้กันเป็นจำนวนมาก

และถึงแม้ว่าของพวกนี้จะหาได้อย่างง่ายๆ แต่เขาก็สั่งห้ามไม่ให้ลูกน้องเอามาใช้เป็นเครื่องชูกำลังเพราะโทษของมันมีมหันต์และมีผลเสียต่อสุขภาพยิ่งนัก

“หา!! อะไรนะคะ” คนฟังถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเองดวงตาโตเบิกโพลงอ้าปากค้าง

“ใบกระท่อม” เขาย้ำอีกครั้งอดอมยิ้มกับท่าทีแสนใสซื่อของอีกฝ่ายไม่ได้

อะไรจะเชื่อคนได้ง่ายขนาดนี้ เขาไปอยู่กรุงเทพตั้งหลายวันแล้วจะไปหาของพวกนี้มาจากไหน แล้วเมื่อกี้ตอนที่หญิงสาวไปช็อปปิ้งซื้อของฝากอยู่ เขาก็แวะไปซื้อเครื่องดื่มบำรุงกำลังดื่มให้ตัวเองตาสว่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อิศม์เดชแค่อยากจะแกล้งภรรยาตัวเองเท่านั้นและดูท่าแล้วยัยคนนี้จะหลอกได้ง่ายเสียด้วยสิ

“มะ...มันเป็นยาเสพติดไม่ใช่หรือคะ”

“ก็ใช่ไง ทำงานหนักเลยต้องกินของพวกนี้พอกินไปมากๆ ก็เลยติด”

นายเหมืองหนุ่มรู้สึกสนุกกับการปั้นน้ำเป็นตัวอย่างที่ไม่เคยได้ทำกับใครตั้งแต่เกิดเรื่องชีช้ำรักขึ้น

“ตะ...ตำรวจไม่จับหรือคะ” อีกหนึ่งคำถามแสนซื่อที่ทำให้อิศม์เดชต้องยิ้มออกมา

“ตำรวจไม่เข้ามาในเหมืองฉันหรอก มันไกลจนกลายเป็นเมืองเถื่อนไปแล้ว”

เหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาตรงไรผมของมุกตาภา ความกลัวแล่นมาเกาะกุมหัวใจ อยู่กับคนไร้หัวใจในเมืองไร้กฎหมาย แล้วถ้าเขาไม่อยากจะเอาชีวิตเธอไว้ เขามิฆ่าเธอฝังอยู่ใต้เหมืองของเขาหรือ

เปลี่ยนใจขอลงกลางทางแล้วโบกรถกลับเข้ากรุงเทพดีไหมนี่มุกตาภาคิดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“ทำไมกลัวหรือ” นายเหมืองโหดถามเข้าตรงจุดยิ่ง เมื่อเหลือบไปเห็นแววตาไหวระริกกับร่างเล็กแสนสั่นเทาก็พอจะเป็นคำตอบให้เขาได้อยู่แล้วและมันก็ยิ่งทำให้เขาได้ใจ...

“ไม่ต้องกลัวหรอก ปกติฉันไม่ฆ่าใครโดยไม่มีเหตุผลหรอก นอกเสียจากเธอมีความเลวอะไรซ่อนอยู่”

คนฟังเสียวสันหลังวาบ หายใจไม่ทั่วท้อง ขู่เธอไว้แบบนี้จะไม่ให้เธอกลัวได้ยังไง

คนบ้า ใจร้ายไม่พอยังชอบทำทารุณกรรมอีก มุกตาภาสะอื้นไห้อยู่ในใจ รู้แบบนี้ไม่ตอบตกลงแต่งกับคนเถื่อนอย่างเขาหรอก

และเพราะกลัวว่าสามีหนุ่มจะฆ่าเธอทิ้งไปจริงๆ มุกตาภาจึงยิ่งทำดีกับเขายิ่งขึ้นไปอีกชวนพูดชวนคุยไปเรื่อยเปิดวิทยุให้ฟังจะได้ไม่เบื่อ เอานู่นเอานี่ป้อนให้เขารับประทาน อิศม์เดชก็หนักไปทางเงียบใส่หญิงสาวเสียโดยมาก หรือถ้าจะพูดอะไรออกมาก็เป็นเชิงเย้ยหยันเสียทุกครั้งไป

ชายหนุ่มมารู้ตัวอีกทีก็เมื่อเสียงแจ้วๆ นั่นเงียบหายไปจึงหันหน้ามองก็พบว่า หญิงสาวนั้นหลับปุ๋ยไปแล้วอิศม์เดชส่ายใบหน้าคมและยิ้มอย่างเอ็นดูออกมาโดยไม่รู้สึกตัว ภาพหญิงสาวที่นอนคอพับคออ่อนอยู่บนพนักเก้าอี้ก็ทำให้อิศม์เดชต้องเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางเพื่อปรับเบาะให้หญิงสาวได้นอนหลับสบายๆ อย่างอดไม่ได้

หลังจากดึงเบรกมือของรถยนต์เรียบร้อยแล้ว อิศม์เดชก็โน้มตัวพร้อมกับเอื้อมมือผ่านร่างเล็กที่นอนขดตัวเงยซีกหน้าโชว์แก้มใสอยู่ แล้วในจังหวะที่เขาโน้มใบหน้าคมไปมองหาปุ่มปรับพนักเก้าอี้ จมูกโด่งก็แตะกับแก้มของคนหลับลึกโดยบังเอิญ

เป็นอีกครั้งที่อิศม์เดชรู้สึกราวกับโดนไฟฟ้าช็อต...ยามที่จมูกจรดตรงแก้มนวลของเธอ

กลิ่นหอมละมุนรัญจวนใจที่ยังตราตรึงอยู่ตรงปลายจมูก ประกอบกับกลิ่นเนื้อสาวที่เขาเพิ่งสูดดมไปอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นเครื่องยืนยันถึงความหอมหวานของเจ้าของพวงแก้มนุ่มได้เป็นอย่างดี

คนติดใจในรสหวานห้ามตัวเองไม่ให้สูดกลิ่นเนื้อนางเข้าไปเต็มปอดอีกครั้งไม่ได้ และดูท่าแล้วแค่แก้มสาวคงไม่เพียงพอต่อความต้องการที่ก่อตัวขึ้นเป็นริ้วๆ และเขาก็ห้ามตัวเองไม่ได้เสียด้วยซึ่งผิดวิสัยคนเย็นชาเยี่ยงเขาเหลือเกิน

เรียวปากอุ่นจนร้อนที่แนบอยู่กับพวงแก้มนุ่มค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมาโดยมีเป้าหมายเป็นกลีบปากอิ่มแสนยั่วยวน และเขามั่นใจว่ามันคงหอมหวานไม่ต่างกับแก้มที่เขาได้ลิ้มรสไปหลายคราแล้วในวันนี้

แล้วในอีกเพียงเสี้ยววินาทีที่กลีบปากสีชมพูหวานเกือบจะโดนเชยชมด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว อิศม์เดชก็รู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อน มนต์ขลังของความหอมกรุ่นถูกปัดเป่าให้หายไป...ไม่ต่างกับโดนพายุไต้ฝุ่นพัดถล่ม

ใบหน้าคมผงะออกมาจากดวงหน้าหวานราวกับโดนดีดด้วยสปริง กรามแกร่งถูกขบเข้าหากันอย่างข่มอารมณ์  ความรู้สึกของตัวเองมือหนาเอื้อมไปจัดการปรับเบาะให้กับหญิงสาวให้เรียบร้อย พร้อมทั้งคว้าผ้าห่มจากเบาะด้านหลังมาให้กับร่างเล็กที่ห่อตัวคุดคู้เพราะความหนาวเย็น

สายตาคมกริบสำรวจใบหน้างามหวานล้ำตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสนในใจ ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองในยามนี้ อิศม์เดชใช้ปลายนิ้วเขี่ยไรผมที่ตกลงมาปรกข้างแก้มให้เธออย่างอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่ได้ทำให้หญิงใดมานานแล้วเหลือเกิน ยกเว้นกับคนรักเก่านามว่า ‘ซาแมนต้า’ ผู้หญิงที่พรากความดีงามออกไปจากชีวิตของเขาจนหมดสิ้น

และผู้หญิงตรงหน้าก็คงไม่มีความดีงามอะไรเหลืออยู่ในตัวให้เขาได้ชื่นชมสมหวังเช่นกัน...

“บ้าฉิบ” อิศม์เดชบริภาษตัวเองลอดไรฟัน ที่ปล่อยให้รูปและกลิ่นของสาวเจ้ามามีอำนาจเหนือจิตใจแสนแข็งแกร่งของตนจนเกือบทำในสิ่งที่เขาจะต้องมาเสียใจภายหลังได้

หลังจากสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปได้ชายหนุ่มก็ตั้งหน้าตั้งตาขับรถกลับไปยังเหมืองของตัวเองด้วยความรวดเร็ว...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป