บทที่ 3 บทที่ 2

เมียครับ 2

วาวา

สถานการณ์ตรงหน้าทำให้ฉันเกิดความสับสน ความรู้สึกตอนนี้ทั้งกลัว ทั้งไม่เข้าใจและยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

ผู้ชายคนนั้นพาตัวฉันมาจากมหาวิทยาลัยก่อนจะนำตัวฉันมายังร้านของพี่วาดีลซึ่งตอนนี้ภายในร้านเต็มไปด้วยชายชุดดำ ส่วนลูกน้องของพี่วาดีลถูกจับมัดร่วมกลุ่มกันอยู่ตรงกลางร้าน

“คุณวาวา!”

ทุกคนต่างเรียกชื่อฉันเมื่อเห็นฉันโดนคุมตัวเข้ามา ฉันค่อนข้างสนิทกับลูกน้องในร้านพี่วาดีลเพราะถ้าวันไหนว่าง ฉันก็จะแวะมาบ่อยๆ

ถึงฉันจะไม่ดื่มเหล้าและเที่ยวสถานที่แบบนี้แต่สำหรับร้านของพี่ชายตัวเองเป็นกรณียกเว้นเพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของพี่วาดีล ฉันจึงมั่นใจว่าปลอดภัย

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ?”

ฉันมองทุกคนสลับกับเจ้าของใบหน้าหล่อด้านข้าง เขาไม่ตอบแต่กลับดันฉันไปทางลูกน้องเขา

“ขออนุญาตนะครับ”

ในขณะที่ฉันยังยืนงง ผู้ชายชุดดำคนหนึ่งก็เอาเชือกมามัดมือฉันไว้ด้วยความชำนาญ

“โอ๊ย!”

ความเจ็บตอนเขาดึงเชือกทำให้ฉันเผลอร้องออกมาจนลูกน้องพี่วาดีลต่างตกใจและมีการโวยวายขึ้น

“คุณวาวาเป็นอะไรรึเปล่าคะ”

“เฮ้ย พวกคุณควรปล่อยคุณวาวาไปนะ เธอไม่เกี่ยวสักนิด”

ถึงฉันจะยังไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้แต่คิดว่าถ้ายิ่งขัดขืนอาจจะยิ่งแย่ ฉันเลยเลือกที่จะยิ้มบางๆ ให้ลูกน้องพี่วาดีลและหันไปพูดกับร่างสูงด้านหลังด้วยความใจเย็น

“วาไม่เป็นไรค่ะ ส่วนคุณ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยคะ การกระทำของคุณมันทำให้คุณดูเป็นคนเลวนะคะ”

สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะเดินไปกระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ เอ๊ะ หรือฉันพูดอะไรผิดไป

“กูจะถามเป็นครั้งสุดท้าย ไอ้วาดีลอยู่ไหน!!”

เสียงเข้มตะโกนถามดังลั่น ผู้ชายคนนี้กำลังตามหาพี่วาดีลอย่างนั้นเหรอ

“ตอบมา!!”

เสียงทรงพลังฟังดูน่ากลัวจนฉันเผลอสะดุ้ง แต่ต้องทำเป็นสงบนิ่งเมืองเหลือบไปมองลูกน้องพี่วาดีลบางคนที่กำลังนั่งตัวสั่นกันอยู่เพื่อไม่ให้พวกเขาตื่นกลัวไปมากกว่านี้

“ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ คุณปล่อยพวกเขาไปเถอะ”

ฉันเป็นคนตอบออกมา สิ่งที่ฉันรู้เป็นเรื่องจริง ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าพี่วาดีลหายไปไหนแม้กระทั่งตัวฉันเอง

“หึ มานี่ดิ”

ผู้ชายคนนั้นยกยิ้มมุมปาก กวักมือเรียกฉันให้เข้าไปหาแต่ฉันยังคงยืนนิ่งไม่ยอมเดินเข้าไปหาเขา

“กูบอกให้มานี่!”

เสียงตวาดดังลั่นอีกครั้ง ฉันยืนตัวแข็งทื่อ หลับตาปี๋ด้วยความตกใจจนกระทั่งลูกน้องของเขาเข้ามาลากฉันให้ไปหยุดยืนตรงหน้าเขา

“นั่งลง”

“...”

“บอกให้นั่งลงไงวาวา”

“เราควรคุยกันด้วยเหตุผลนะคะ”

ฉันทำใจดีสู้เสือ ลองคุยกับเขาแบบสันติดู ถึงแม้ภายในใจจะทั้งสั่นทั้งกลัวก็ตาม

“ฉันไม่สนอะไรพรรค์นั้นหรอก ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าไอ้วาดีลมันอยู่ไหน!!”

ฉันสะดุ้งอีกครั้ง พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยมีใครตะคอกฉันแบบนี้เลย

“จัดการดิ”

ผู้ชายคนนั้นหันไปสั่งลูกน้องก่อนที่ลูกน้องของเขาจะใช้ปืนจ่อศีรษะพี่ปิงผู้จัดการร้าน

ฉันหันไปมองด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเรื่องจะร้ายแรงถึงขั้นนี้

“คุณหยุดนะคะ ทำแบบนี้มันผิดกฎหมายนะคะ”

ผู้ชายจอมโหดคนนั้นไม่สนใจหันมามองฉันแม้แต่น้อย เขาหันไปพูดเสียงเย็นใส่ลูกน้องพี่วาดีลแทน

“กูจะให้โอกาสพวกมึงเป็นครั้งสุดท้าย”

พี่ปิงตัวสั่นพร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มแถมตรงมุมปากยังมีรอยฟกช้ำ

ภาพนั้นทำให้ฉันลืมกลัว รีบวิ่งออกไปหมายจะเข้าไปช่วยเขาแต่ก้าวขาได้ไม่ถึงสองก้าว ตัวฉันก็ถูกคว้ากลับมานั่งลงบนตักแกร่งของคนด้านหลัง

“จะไปไหนยัยเฉิ่ม”

ผู้ชายป่าเถื่อนคนนั้นก้มถาม แขนแกร่งรัดตัวฉันไว้แน่นไม่ยอมให้ขยับหนี

“กูนับหนึ่งถึงสาม ถ้าไม่มีใครบอกว่าไอ้วาดีลอยู่ไหนกูจะยิงไอ้ผู้จัดการนี่ซะ”

ตอนนี้ทุกคนอยู่ในอาการหวาดกลัว พนักงานผู้หญิงเริ่มร้องไห้หนักขึ้น ฉันมองทุกคนด้วยความรู้สึกเจ็บใจ ฉันเป็นน้องสาวพี่วาดีลแท้ๆ แต่ฉันกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย

“หนึ่ง”

ฉันนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนตักแกร่ง พยายามคิดหาทางออกเพราะพี่วาดีลหายตัวไปแบบไม่มีใครรู้จริงๆ แต่ปกติเขาก็ชอบหายไปแบบนี้บ่อยๆ เขามักจะหายไปทำงานของเขาที่ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้ยุ่งเกี่ยวแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มั่นใจว่ามันเป็นงานที่ดี

“สอง”

ซึ่งตอนนี้พี่วาดีลไม่อยู่หน้าที่ดูแลร้านและคนของเขาก็ควรเป็นของฉันไม่ใช่เหรอ ฉันควรเลิกกลัวแล้วทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทุกคนปลอดภัยสิ

“สะ...”

“เดี๋ยวค่ะ”

ผู้ชายคนนั้นเลิกคิ้วมองฉันก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้ฉัน ใกล้มากจนฉันต้องย่นคอหนี

“ว่าไงยัยเฉิ่ม มีอะไรจะพูด?”

“ฉันยังยืนยันคำเดิมค่ะว่าไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าพี่วาดีลหายไปไหนแต่ฉันอยากต่อรองค่ะ”

“ต่อรอง?”

“ค่ะ ฉันสัญญาว่าฉันจะหาพี่วาดีลให้เจอแต่ระหว่างนี้ขอให้คุณปล่อยพวกเราไปก่อนได้มั้ยคะ”

มือหนายื่นมาเกลี่ยแก้มฉันก่อนจะเปลี่ยนเป็นบีบหน้าฉันให้หันไปมองเขา

“โอ๊ย เจ็บนะคะ”

“เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาต่อรองกับฉันแบบนี้”

ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ครั้งนี้น้ำตาเริ่มคลอเบ้าความรู้สึกทั้งเจ็บและหวาดกลัวทำให้ฉันห้ามมันไม่อยู่

“ฮึก แต่พวกเราไม่รู้จริงๆ นะคะว่าพี่วาดีลอยู่ไหน”

“แล้วไง”

“ต่อให้คุณฆ่าพวกเรา คุณก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี สู้ปล่อยให้พวกเราไปหาพี่วาดีลไม่ดีกว่าเหรอคะ”

แรงบีบหน้าฉันถูกผ่อนลงจนคล้ายว่าเขาเพียงแค่ประคองไว้เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าหล่อก็ยังคงความน่ากลัวไว้

ริมฝีปากสวยยกยิ้มมุมปากก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูฉันให้เราได้ยินกันเพียงสองคน

“มาเป็นของเล่นฉันสิ แล้วฉันจะยอมปล่อยพวกนั้น”

ฉันเลิกคิ้วมองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจ พร้อมทั้งทวนคำเขาอีกครั้ง

“ของเล่น?”

“ใช่ ไม่ยากหรอก แค่ยอมให้ฉันเล่นเวลาที่ต้องการและต้องทำตามคำสั่งฉันทุกอย่าง”

“คุณหมายถึงเมียบำเรอ อะไรแบบนี้เหรอคะ?”

ผู้ชายคนนั้นแค่นหัวเราะ มองฉันด้วยสายตาเหยียดๆ ก่อนจะผลักฉันออกจากตักเขา

“ฉันไม่เอายัยเฉิ่มอย่างเธอมาเป็นเมียหรอก”

ฉันกำหมัดแน่น นึกแค้นกับคำพูดและท่าทางของเขาแต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกโล่งอกที่เขาไม่ได้คิดขืนใจฉัน

“ถ้าอย่างนั้นตกลงค่ะ ฉันจะยอมเป็นของเล่นคุณจนกว่าจะเจอพี่วาดีล แต่ระหว่างนี้คุณต้องห้ามมายุ่งวุ่นวายกับพวกเราอีกนะคะ”

กรุงโรมเหยียดยิ้มร้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วโน้มตัวลงกระซิบข้างหูฉัน

“แล้วเจอกัน ยัยของเล่นเฉิ่ม”

————————-

บทก่อนหน้า
บทถัดไป