บทที่ 5 บทที่ 4

เมียครับ 4

วาวา

จนกระทั่งตอนนี้ ฉันยังไม่รู้เลยว่ากรุงโรมต้องการให้ฉันทำอะไร

ครั้นจะถามออกไปก็คงไร้ประโยชน์เพราะคนอย่างกรุงโรมถ้าจะบอก เขาคงบอกตั้งแต่แรกแล้ว

“สวัสดีครับคุณเจฟเฟอร์”

บรรยากาศในห้องหรูขนาดใหญ่ทำเอาฉันถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ภายในห้องหรูมีโซฟาตัวใหญ่ตั้งเป็นวงกลมและมีโต๊ะอาหารตรงกลาง

โดยที่บนโซฟาใหญ่เต็มไปด้วยสาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยกำลังเอาอกเอาใจผู้ชายต่างชาติร่างใหญ่อยู่

“อ้าว เข้ามาก่อนสิกรุงโรม ไอไม่คิดเลยว่าจะเจอยูที่นี่”

“คุณเจฟเฟอร์มาทั้งที ผมก็ต้องมาต้อนรับด้วยตัวเองสิครับ”

“ฮ่าๆ นั่งดื่มกันก่อนสิ”

กรุงโรมหันมาส่งสายตาแกมบังคับให้ฉันเดินตามเขาเข้าไป ทั้งที่ตอนนี้ฉันแทบอยากจะวิ่งหนีออกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ยิ่งสายตาเล้าโลมที่ผู้ชายต่างชาติคนนั้นมองมา ยิ่งทำให้ฉันไม่อยากอยู่ตรงนี้เลยสักวินาทีเดียว

“คุณเจฟเฟอร์ขาดเหลืออะไร แจ้งผมได้เลยนะครับ”

กรุงโรมพูดด้วยท่าทางสบายๆ พร้อมทั้งดึงฉันให้นั่งลงข้างกันและไม่ลืมดึงฉันเข้าไปกอดไว้แนบชิดตัว

พวกเขาคุยกันไปดื่มกันไป หัวเราะดูมีความสุขต่างจากฉันที่พยายามซุกหน้าเข้าหากรุงโรมเพื่อหลบเลี่ยงสายตาโลมเลียของผู้ชายคนนั้น

“สาวสวยข้างกายคุณกรุงโรมเป็นใครเหรอครับ”

ฉันเบียดตัวเข้าหากรุงโรมมากกว่าเดิมเมื่อรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยแต่ลืมคิดไปเลยว่าคนที่นั่งข้างฉันนี่แหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุด

กรุงโรมอุ้มฉันขึ้นมานั่งบนตักก่อนจะก้มลงจูบต้นคอฉันทางด้านหลังโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว

ฉันเบิกตากว้างกำลังจะดิ้นหนีแต่แล้วต้องนั่งตัวแข็งทื่อเมื่อกรุงโรมกระซิบขู่

“ถ้าดิ้น ฉันจะให้ลูกน้องไปเผาร้านพี่เธอซะ”

คำขู่จากเขาส่งผลให้ฉันจำยอมนั่งนิ่งให้เขาทำตามอำเภอใจ กรุงโรมจูบซ้ำลงบนต้นคอฉันและหันไปพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเสมือนว่าเขากำลังพยายามอวดของเล่นชิ้นโปรดอยู่

“ของเล่นผมเองครับคุณเจฟเฟอร์”

“ว้าว น่าอิจฉาจังนะครับ มีของเล่นน่าเล่นแบบนี้”

ผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาลูบไล้แก้มฉันอย่างถือวิสาสะ

ฉันแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น พยายามไม่หันไปมองผู้ชายคนนั้นแล้วซุกหน้าเข้าหาอกแกร่งแทน ถึงกรุงโรมจะอันตรายแต่ก็รู้สึกปลอดภัยกว่าผู้ชายอีกคนอยู่ดี

กรุงโรมยิ้มเจ้าเล่ห์ ก้มลงหอมศีรษะฉันก่อนจะพูดสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดออกมา

“คุณเจฟเฟอร์อยากลองเล่นดูมั้ยครับ”

ฉันเบิกตากว้าง เงยหน้ามองกรุงโรมด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

เขายิ้มให้ฉันพร้อมทั้งก้มลงหอมแก้มและกระซิบขู่ข้างใบหูเสียงแข็ง

“ทำตามที่ฉันสั่ง”

“ไม่ ไม่เอานะคะ”

ฉันส่ายหน้าปฏิเสธรัวเร็ว กำลังจะลุกหนีแต่แล้วตัวฉันก็ถูกอุ้มขึ้นจากตักแกร่งของกรุงโรมเสียก่อน

“ว้าย!”

ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจ พยายามขัดขืนแต่ทำไม่ได้

กรุงโรมหน้าตึงขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองมาทางผู้ชายคนนั้นแต่ไม่ได้ห้ามหรือรั้งตัวฉันไว้ ปล่อยให้เขาอุ้มฉันไปอย่างง่ายดาย

“มานั่งตักไอดีกว่า เล่นกับไอสนุกนะ”

“ปล่อยฉันนะ ปล่อย”

ฉันดิ้นสุดกำลัง พยายามผลักผู้ชายคนนั้นออกด้วยความรังเกียจแต่มันกลับหัวเราะชอบใจ

มันก้มลงสูดดมผมฉันและหัวเราะในลำคอด้วยรอยยิ้มโรคจิต

“หอมมาก”

เพียะ เพียะ

ฉันทั้งดิ้น ทั้งทุบตีแต่ผู้ชายคนนั้นกลับไม่สะทกสะท้านใดใดกลับหัวเราะชอบใจออกมา

“ฮ่าๆ ดิ้นอีกสิสาวน้อย”

ผู้ชายคนนั้นยิ้มโรคจิตแถมยังใช้มือสกปรบลูบไล้แผ่นหลังฉันผ่านเสื้อตัวบางที่ปกคลุมเรือนกายฉันอยู่

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ไอ้โรคจิต”

ฉันตวาดลั่นด้วยความรังเกียจ ปกติฉันไม่ใช่คนพูดคำหยาบแต่สำหรับผู้ชายแบบนี้ ฉันไม่จะเป็นต้องให้เกียรติเลยสักนิด

“วู้ ไม่เคยมีใครกล้าด่าฉันมาก่อน แบบนี้สงสัยต้องลงโทษ”

ขณะที่ผู้ชายคนนั้นทำท่าจะฉีกเสื้อฉันออก ฉันจึงอาศัยจังหวะหันไปคว้าขวดเหล้าบนโต๊ะมาฟาดใส่หัวเขาเต็มแรง

พลั่ก

ขวดเหล้าแตกกระจาย พร้อมทั้งเลือดสีแดงสดที่ไหลลงมาจากศีรษะของผู้ชายคนนั้น

ภาพตรงหน้าทำให้ฉันมือไม้สั่นไปหมด รีบปล่อยขวดเหล้าออกจากมือและลุกออกจากตักผู้ชายโรคจิตคนนั้นทันที

“อิชั่ว กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่”

ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นและเดินย่างสามขุมเข้ามาหาฉันพร้อมทั้งง้างมือขึ้นสูง

ด้วยความตกใจ ฉันเลยได้แต่ยืนหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บแต่แล้วสิ่งที่ฉันรู้สึกในวินาทีต่อมาคือความอบอุ่นที่คุ้นเคย

“ขอโทษนะครับ คนของผม ผมขอจัดการเอง”

กรุงโรมเดินเข้ามาขวางฉันไว้ มือหนาจับมือฉันไว้แน่นและดันตัวฉันไว้ด้านหลังเขา

“ไอไม่ยอม ส่งนังนั่นมาให้ไอจัดการ”

“ไม่ได้ครับ เพราะเธอคือคนของผม”

“แต่คนของยูมันทำร้ายไอ!”

ผู้ชายคนนั้นตวาดเสียงดังลั่น ฉันสะดุ้งจนต้องซุกหน้าเข้ากับแผ่นหลังแกร่งของกรุงโรมด้วยความกลัว

“คุณไม่อยากมีปัญหากับผมหรอกเจฟเฟอร์”

เสียงกรุงโรมเรียบนิ่งและเย็นยะเยือกฟังดูน่าขนลุกกว่าทุกครั้ง

บรรยากาศเงียบลงเสียจนฉันนึกโล่งใจว่าทุกอย่างจบแล้วแต่เมื่ิอลืมตาดูกลับต้องตกใจอย่างสุดขีด

เมื่อผู้ชายคนนั้นเอาปืนจ่อหน้ากรุงโรมอยู่แต่กรุงโรมก็ยังยืนนิ่งไม่มีความกลัวใดๆ

“คุณจะทำอะไร คิดดีๆ ก่อนนะครับคุณเจฟเฟอร์”

ถึงแม้ถ้อยคำจะแลดูสุภาพแต่น้ำเสียงกลับเย็นยะเยือกน่าขนลุก

“เหอะ แล้วอย่าคิดว่าไอจะมาเหยียบที่นี่อีก”

คนนั้นสบถเป็นภาษาอังกฤษยาวเหยียดก่อนจะเดินหัวเสียออกไปจากห้อง

เมื่อผู้ชายนั้นเดินออกไปกรุงโรมก็หันมาคว้าตัวฉันขึ้นอุ้มด้วยท่าเจ้าสาวพร้อมทั้งส่งสายตาดุดันมาให้

“เธอทำฉันเสียเรื่อง”

“คุณโทษว่าเป็นความผิดฉันเหรอ”

“เออ”

เพียะ!!

มือฉันเลื่อนไปตบหน้ากรุงโรมเร็วกว่าใจคิด เขาขบกรามเข้าหากันแน่นก่อนจะหันมามองฉันด้วยสีหน้าน่ากลัว

“เราคงต้องไปทบทวนสถานะกันหน่อยแล้ววาวา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป