บทที่ 6 บทที่ 5

เมียครับ 5

วาวา

ถึงตอนนี้สายตาของกรุงโรมที่มองจะน่ากลัวเพียงใดแต่ความโกรธทำให้ฉันกล้าที่จะทุบอกเขาเต็มแรงอย่างไม่กลัวเกรง

“อ๊ะ เจ็บนะโว้ย แม่ง” กรุงโรมสบถขึ้น

“สมควรแล้ว คุณมัน...”

ไม่ทันจะพูดจบกรุงโรมก็ก้มลงมากัดริมฝีปาก ก่อนจะผละออกและขู่เสียงเข็ง

“ถ้ายังจะทุบ จะไม่ได้กัดแต่ปาก”

ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ยอมนอนนิ่งให้เขาอุ้มต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นในสมองฉันก็พยายามคิดหาทางหนีอยู่ดีถึงรู้ว่าจะไม่มีทางเลยก็ตาม

กรุงโรมอุ้มฉันออกมาจากห้องรับรอง เดินตรงไปยังลิฟต์และหันไปสั่งลูกน้องที่เดินตามมา

“วันนี้กูจะนอนที่นี่ ห้ามใครเข้าไปรบกวนด้านบน”

“ครับนายน้อย”

ลูกน้องกรุงโรมรับคำสั่งแล้วเดินออกไปส่วนกรุงโรมก็จัดการอุ้มฉันเข้ามาในลิฟต์ก่อนจะใช้เท้ายื่นไปกดเลขชั้น

ใช่ค่ะ คุณฟังไม่ผิดหรอกว่าเขาใช้เท้าในการกดปุ่มลิฟต์ แต่กิริยาถ่อยๆ แบบนี้ก็เหมาะสมกับคนอย่างกรุงโรมแล้วแหละ

“มองแบบนั้นอยากโดนกัดอีกรึไง”

“คุณมันเลว”

“เหอะ ฉันเลวไม่ได้ครึ่งหนึ่งของพี่ชายเธอหรอก”

เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ฉันไม่เคยรู้เลยว่ากรุงโรมมีปัญหาหรือโกรธอะไรพี่วาดีลแต่เท่าที่สังเกตดู กรุงโรมคงไม่ชอบพี่วาดีลเอามากๆ

“พี่ชายฉันไม่ใช่คนเลวนะคะ”

“เหรอ เธอคิดว่าไอ้หน้าตาใสซื่อของเธอจะทำให้ฉันหลงเชื่อได้เหรอ”

กรุงโรมเลื่อนหน้าลงมาใกล้ฉันจนปลายจมูกเราสัมผัสกัน ดวงตาของเราทั้งสองสอดประสานกันนานนับนาที

“เธอมันก็เลวไม่ต่างจากพี่หรอก”

เขาพูดเสียงแข็งทั้งที่เรายังจ้องตากันอยู่อย่างนั้น รู้สึกตัวอีกทีริมฝีปากร้อนก็ทาบทับลงบนริมฝีปากฉันแล้ว ความหวานนุ่มทำให้ฉันหลงเคลิบเคลิ้มก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อสัญญานลิฟต์ดังขึ้น

เหมือนเราทั้งคู่ได้สติจากความมัวเมาเมื่อครู่จึงรีบผละออกจากกันแต่กรุงโรมยังไม่วายก้มลงมาคลอเคลียแก้มฉัน

“ถอยไปห่างๆ หน่อย”

ฉันเบือนหน้าหนี และดันแผงอกเขาออกห่าง

กรุงโรมยกยิ้มมุมปาก ไม่ยอมถอยห่างแต่กลับประทับริมฝีปากร้อนลงบนริมฝีปากฉันอีกครั้งด้วยความร้อนแรงกว่าตอนแรกมาก

เขาอุ้มฉันออกมาจากลิฟต์ทั้งที่ยังจูบฉันอยู่แบบนั้นเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องจึงค่อยๆ วางฉันลงพิงประตูบานใหญ่แต่ไม่ยอมผละริมฝีปากออก

มือหนาสอดเข้ามาภายใต้เสื้อตัวบาง ลูบไล้ไปตามผิวเนียนจนฉันหลงเคลิ้มอีกครั้งและเผลอส่งเสียงครางออกมา

“อ๊ะ กรุงโรม”

“อื้ม ทำไมหวานฉิบหายเลย”

เราทั้งคู่ต่างตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง เสื้อคลุมฉันถูกปลดออกปล่อยให้มันล่วงหล่นไปกับพื้น

มือหนาค่อยๆ เลื่อนขึ้นมากอบกุมหน้าอกอวบอิ่มและบีบคลึงแรง ความเจ็บทำให้สติฉันกลับมาอีกครั้งเป็นเหตุให้ฉันถีบกรุงโรมเต็มแรงจนเขาเสียหลักล้มไปนั่งลงกับพื้นอย่างไม่รู้ตัว

“Shit! ถีบทำไมวะ”

“กะ...ก็คุณจะทำอะไรฉัน”

ฉันรีบยกมือขึ้นปิดบังร่างกายตัวเอง พยายามดึงเสื้อตัวบางมาปิดร่างกายให้มิดชิดที่สุด

“เลิกทำเป็นใสซื่อสักทีเถอะวาวา”

กรุงโรมพูดด้วยน้ำเสียงเหยียด ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มคล้ายสมเพชฉัน

“คุณเลิกคิดสกปรกสักที ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น”

กรุงโรมลุกขึ้นยืนและเดินเข้ามาต้อนฉันจนแผ่นหลังฉันชนกับประตูห้อง แขนแกร่งยกขึ้นค้ำยันประตูคร่อมไว้ไม่ให้ฉันหนี

“เหรอ ผู้หญิงที่กล้าต่อรองยอมเป็นของเล่นของคนอื่นง่ายๆ แบบเธอน่ะเหรอ คือผู้หญิงดีๆ “

ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น สิ่งที่เขาพูดมันก็ถูกแต่ที่ฉันตกลงเพราะต้องการรักษาทุกอย่างเอาไว้ อีกอย่างเขาเป็นคนบอกเองว่าจะไม่มีวันเอาฉันเป็นเมียเขา

“แต่คุณบอกเองนะว่าคุณไม่มีวันเอายัยเฉิ่มอย่างฉันเป็นเมีย”

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ นิ้วแกร่งไล่ไปตามลำคอฉันก่อนจะเลื่อนมาถึงเนินอก

กรุงโรมโน้มหน้ามากัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่แสดงว่าเขาเหนือกว่า

“เธอเป็นของเล่นของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้”

“....”

“เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่เสนอตัวให้ฉันเล่นก็เท่านั้น อย่ามาเล่นตัวนักเลย”

ฉันกำหมัดตัวเองแน่น คำพูดและน้ำเสียงของเขามันทั้งดูถูก น่ารังเกียจจนฉันทนไม่ไหว

ฉันจึงอาศัยจังหวะที่เขาเผลอ เตะเข้าตรงกลางเป้าเขาเต็มแรงด้วยความโมโห

“โอ๊ย ยัยบ้าเธอตายแน่”

กรุงโรมกุมเป้าตัวเองตัวงอด้วยความเจ็บและจุก ฉันไม่คิดจะอยู่สนใจเขาอีกต่อไป ขอให้สูญพันธุ์ไปเลยยิ่งดี

“วาวาหยุดเดี๋ยวนี้ จะไปไหน”

ฉันไม่สนใจฟังเสียงเรียกของกรุงโรม รีบวิ่งตรงไปยังลิฟต์แต่แล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดเมื่อลิฟต์ดังกล่าวต้องใช้รหัสในการกด

“ซวยแล้ว”

“หึหึ คิดว่าจะหนีฉันได้รึไงยัยของเล่นเฉิ่ม”

“กรี๊ด ปล่อยนะ คนบ้า”

กรุงโรมอุ้มฉันพาดบ่าแกร่งและเดินกลับไปยังหน้าประตูห้องที่ฉันพึ่งวิ่งหนีมา

เขากดรหัสเข้าไปในห้องก่อนจะโยนฉันลงบนโซฟาหนาอย่างไร้ความอ่อนโยน

“โอ๊ย เจ็บนะ”

“แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับที่เธอทำกับฉัน!”

“ฉันทำอะไรคะ!?”

ฉันถามกลับไป กรุงโรมหัวเราะก่อนจะขึ้นมานั่งคร่อมฉันไว้

มือหนาบีบแก้มฉันให้หันมามองเขา

“เธอทำให้ฉันเสียงาน แล้วยังมาทำร้ายร่างกายฉันอีก”

เสียงเข้มตวาดลั่นจนฉันสะดุ้ง แววตาที่มองมาน่ากลัวจนฉันน้ำตาคลอเบ้า

“เรื่องทุกอย่างมันเกิดจากคุณต่างหาก”

ถึงแม้จะกลัวแต่ฉันก็ตอบกลับไปเสียงสั่นเพราะเรื่องทั้งหมดมันมีต้นเหตุมาจากกรุงโรมจริงๆ

“เผื่อเธอจะลืมนะวาวา เธออยู่สถานะของเล่นของฉัน”

“ใช่ค่ะ ฉันยอมเป็นของเล่นของคุณแต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำอะไรกับฉันก็ได้!”

ฉันหลับหูหลับตาตวาดออกไปด้วยความโมโห

สิ่งที่เขาทำกับฉันมันเกินไป เกินจนกว่าฉันจะทนแล้ว

“ต้องให้ฉันเตือนสติมั้ยว่าเธอยอมเป็นของเล่นฉันเพราะอะไรวาวา”

กรุงโรมพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และนั่นทำให้ฉันนิ่งไปเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น

“ยกเลิกข้อต่อรองก็ได้นะ เธอไม่ต้องมาเป็นของเล่นฉันก็ได้แต่ฉันไม่รับประกันว่าร้านที่พี่เธอรักนักหนาจะยังเหลือซากรึเปล่า”

“...”

“ส่วนลูกน้องพี่เธอ ตราบใดที่ฉันยังไม่เจอพี่เธอ ฉันก็ไม่รับรองความปลอดภัยของพวกมันนะ”

“คุณมันเลว เลวมากจริงๆ “

“หึหึ ถ้าจะโทษ โทษพี่ชายเธอเถอะที่กล้าเข้ามายุ่งกับคนของฉันก่อน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป