บทที่ 1 บทนำ

จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เห็นรถของลูกสาวหายไปจากบ้าน

ชายวัยหกสิบสองปีนามว่าช้าง เดินไปเปิดผ้าม่านดูที่โรงจอดรถ ก่อนจะเดินกลับมาเท้าเอวมองไปบนชั้นสองหน้าขั้นบันได ดวงตาที่ฝ้าฟางไปตามวัยเงยหน้าขึ้นเช็กเวลาที่ข้างฝา

แปลกใจเข้าไปอีกที่จนป่านนี้แล้วยัยตัวดีก็ยังไม่ลงมาจากข้างบน ซึ่งไม่ใช่วันนี้วันแรก แต่เป็นวันที่สามแล้วด้วยซ้ำ

เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้น? คนเป็นพ่อเริ่มคิดหนัก จึงตัดสินใจเดินขึ้นไปบนห้องนอนของคนเป็นลูก เคาะเพียงสามทีให้คนข้างในรู้ตัว และต้องอุทานออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องกำลังนอนห้อยหัว คือตัวนั้นอยู่บนเตียง แต่ศีรษะกลับห้อยโตงเตงลงมา และผมยาว ๆ ของมันนั้น กำลังรุ่ยร่ายอยู่เบื้องล่างไม่ต่างอะไรจากผีในละคร

“เป็นบ้าอะไรของแก” ช้างเห็นแล้วก็สะดุ้งจนตัวโยน แต่เมื่อตั้งสติได้ กอปรกับลูกสาวไถลตัวกลับไปนอนในท่าปกติ ช้างก็เอ่ยถามพร้อมกับเดินเข้าไปตบหน้าผาก “ทำไมไม่ไปทำงาน”

“โอ๊ยพ่อ” คิดคำนึงโวยวายเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงกว้าง แต่เพราะลุกเร็วไปหน่อยหรืออาการนั้นมันยังเหลืออยู่ก็ไม่ทราบ จึงส่งผลให้หญิงสาววิงเวียนศีรษะ จำเป็นต้องตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งถึงจะหันไปมองหน้าบุพการีได้

“ฉันถามว่าทำไมไม่ไปทำงาน แกหยุดมาสามวันแล้วนะ โดนไล่ออกหรือไง”

“เปล่า ไม่ใช่สักหน่อย” เธออ้อมแอ้มตอบไปไม่ค่อยเต็มคำ ลูบหัวป้อย ๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่เท้าเอวหาเรื่องอยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ตัวเธอยิ่งกว่าชนักอีกที่ติดหลัง ไม่ใช่วัวสันหลังหวะด้วย เนื่องจากแผลของเธอมันยิ่งใหญ่กว่านั้น

นางสาวคิดคำนึงในวัยสามสิบปี หากแต่ยังมีสภาพไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยในวันวาน สูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อขับไล่อาการวิงเวียน จากนั้นก็ทำใจกล้าขึ้นมาแวบหนึ่ง... บอกดีไหมวะ บอกหรือไม่บอก ถ้าบอกจะได้มีคนปวดหัวเป็นเพื่อน แต่ไม่บอกดีกว่า เพราะถ้าบอกขณะที่อยู่กันสองคน พ่ออาจจะฆ่าเธอหมกส้วมหลังบ้านเลยก็ได้

จึงได้แต่ก้ม ๆ เงย ๆ อันที่จริงการหยุดงานมันก็มีเหตุผล แต่ว่า...

“งั้นพรุ่งนี้ก็กลับไปทำงาน อย่าให้ฉันเห็นว่าแกอยู่บ้าน”

คิดคำนึงยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป ศาลก็ตัดสินเรียบร้อยโดยไม่ต้องเบิกความ “แต่หนูลางานไว้อาทิตย์หนึ่ง”

“ลาทำไมนักหนา”

“หนูไม่สบายนี่นา”

“ตรงไหน พูด” ช้างเค้นเอาคำตอบด้วยคำพูด ท่าทาง และสายตา ไม่มีสักนิดที่คิดว่าลูกสาวกำลังไม่สบาย ในเมื่อหน้าตาของมันวันนี้ดูอวบอิ่มกว่าปกติด้วยซ้ำ

เมื่อวานก็กินข้าวเยอะ เมื่อเช้ามันก็ยังลงไปกินข้าวเช้าอยู่เลย ไอ้เขาเป็นพ่อก็นึกว่าลูกเตรียมตัวไปทำงานเหมือนทุกวัน แต่ที่ไหนได้กลับมานอนห้อยหัว ทำตัวปัญญาอ่อนอยู่ในห้องนอน

“หนูป่วยจริง ๆ ก็แล้วกัน...”

พูดจบก็ล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง หากคราวนี้กลับไม่ได้มีแรงต่อล้อต่อเถียงคนเป็นพ่อ แทบไม่มีถ้อยคำใดที่จะอธิบาย ได้แต่เหม่อลอย มองไปอย่างไม่มีจุดหมาย เมื่อมีแค่เธอคนเดียวที่รู้ อาการป่วยที่ว่า... อีกนานหลายเดือนทีเดียวกว่าจะหายขาด

“ถ้าป่วยจริงก็ไปหาหมอ ถ้าไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้แกต้องกลับไปทำงาน” ท่าทางอ่อนเปลี้ยของยัยตัวดีเรียกร้องความสนใจจากเขาไม่ได้หรอก ช้างยื่นคำขาดออกไปชัดเจน “เพิ่งพ้นโปรฯ หยก ๆ แกกล้าลาเป็นอาทิตย์ได้ยังไง เดี๋ยวก็เสียไปถึงคนที่ฝากเข้าทำงานหรอก”

“หนูขอพี่วันแล้วน่าพ่อ ไม่มีใครว่าเขาหรอก... ผัวเขาเป็นเจ้าของโรงงานนะ”

“ยังจะเถียงอีก”

“หนูพูดจริง ๆ พี่วันใหญ่กว่าบอสอีกใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้น”

“ยังอีก...”

“ก็ได้ ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะไม่อยู่ให้พ่อเห็นหน้าเลย” ท้ายที่สุดคิดคำนึงก็ทนเสียงบ่นของผู้สูงวัยไม่ได้ หญิงสาวจึงเด้งตัวลุกขึ้นมา จากนั้นก็ทำหน้ามุ่ยเป็นเด็กสิบขวบ “คนใจร้าย”

“เดี๋ยวเถอะ”

“เชอะ”

คิดคำนึงได้แค่เชอะออกมาเป็นคำพูด เหตุเพราะสะบัดหน้ามากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาการวิงเวียนที่แล่นมาเป็นละลอกจะตีขึ้นกลางอกอีกครั้ง จึงได้แต่พูดออกมา จากนั้นก็เบ้ปากให้ท่านไปแบบที่ไม่สนเด็กสนผู้ใหญ่

ซึ่งช้างก็ชินเสียแล้ว...

เชื่อว่าต่อให้อายุเป็นร้อยปีลูกสาวของเขาก็ยังไม่รู้จักโตแน่นอน เขาจึงได้แต่ส่ายหน้า ถอนหายใจออกมา และก่อนที่จะหาอะไรมาแพ่นกบาลมัน เขาก็ต้องระงับอารมณ์ด้วยการเดินออกจากห้องไป ไม่เสียเวลาอยู่ตรงนี้อีก เพราะชีวิตมีเรื่องมากมายต้องทำ

เมื่อลับร่างของคนเป็นพ่อ เมื่อประตูบานใหญ่ถูกปิดลงด้วยฝีมือของท่าน คิดคำนึงก็นอนหงายลงบนเตียงกว้างดังเดิม ใช้เท้าพาดไปที่หัวเตียงเสียด้วย

หากคราวนี้เธอกลับนิ่งมองเพดาน... สีขาวที่เห็นอยู่ตรงหน้า ยังไม่ว่างเปล่าเท่าหัวสมองกลวง ๆ ของเธอเลย

คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงฝัน

แต่พอลองกัดลิ้นตัวเองดูแล้วก็รู้สึกเจ็บมาก ก็เท่ากับว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เป็นความจริงที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเธออยากเสียน้ำตา อยากร้องไห้ให้กับมัน หากก็ทำได้แค่คิดสะระตะจะเสียใจก็ทำได้ไม่เต็มที่ แต่แน่นอนว่าไม่มีสักเสี้ยวที่ดีใจ

จึงได้แต่ทำตัวเป็นคนโง่มาสามวันแล้ว กระทั่งวันนี้ก็ยังหาทางออกไม่ได้... คิดคำนึงถอนหายใจเป็นครั้งที่ล้าน ในขณะที่มือเรียวลูบไล้ไปยังท้องน้อยของตัวเอง ซึ่งอีกไม่กี่เดือน อาการป่วยที่ว่าก็ต้องปรากฏแก่สายตาของชาวบ้าน

และกลายเป็นปรากฏการณ์ ‘ไม่มีผัวก็ท้องได้’ ที่ทุกคนจะต้องตะลึง

บทถัดไป