บทที่ 3 มือตบในตำนาน 2
คิดคำนึงเป็นวิศวกรผู้หญิงคนเดียวในโรงงานแห่งนี้...
นับตั้งแต่ดาหวันตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง และสามีของรุ่นพี่สาวไม่ยอมให้ทำงาน เธอก็ถูกทาบทามจากรุ่นพี่คนสนิททั้งสองคน อย่างก้องภพกับดาหวัน บอกให้ย้ายงานจากภาคเหนือลงมาภาคกลาง โดยไม่ต้องทำการสมัครหรือสัมภาษณ์อะไรให้วุ่นวาย หลายคนจึงมองว่าเธอเป็นเด็กเส้น มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น หากยังไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ ความสามารถของเธอก็ทำให้ทุกคนหายเคลือบแคลงใจ
นอกจากจะทำหน้าที่แทนดาหวันได้อย่างดีสุด ๆ แล้ว เธอยังเป็นที่รักอีกด้วยเนื่องจากนิสัยส่วนตัวที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย... ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครแปลกใจ ว่าทำไมตอนนี้คิดคำนึงถึงเป็นคนที่นั่งฟังรุ่นพี่ในแผนกคนหนึ่ง คุยเรื่องแฟนสาวที่กำลังมีปัญหากัน เป็นศิราณี เป็นที่ปรับทุกข์ของชาวบ้าน เป็นหญิงสาวหนึ่งเดียวในผู้กลุ่มผู้ชายนับสิบ ที่กลมกลืนยิ่งกว่าดาหวันเสียอีก เนื่องด้วยส่วนสูงที่เทียบเท่ากับผู้ชายบางคนด้วยซ้ำ
แต่ถ้าถามว่าคนเล่ากับคนฟัง...
ใครเมามากกว่ากัน คนที่มองเข้าไปก็ไม่สามารถตอบได้
“ทำเป็นพูดดี เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” แต่พูดไปพูดมา ก้องภพก็ตะโกนข้ามฝั่งมาให้ได้ยิน ในขณะที่ข้างกายของเขาตอนนี้ มีรุจาผู้เป็นแฟนสาว แถมยังควบตำแหน่งเลขาฯ ของบอสใหญ่อย่างชาร์ลีนั่งแนบชิด
โดยพี่รุจาของคิดคำนึงเพิ่งตามมาที่หลัง เนื่องจากงานของเจ้าตัวนั้นไม่เหมือนชาวบ้าน เรียกว่าเป็นมือซ้ายของเจ้านายเลยก็ว่าได้ จึงได้มีโอกาสได้เห็นคนที่มาก่อนเมามาย แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาแค่สามทุ่มก็ตาม ซึ่งสองสาวที่ร่วมโต๊ะอยู่นี้ สนิทกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นรุ่นน้องของแฟนหนุ่มกับเพื่อนสนิทแล้ว คนที่อ่อนวัยกว่าก็รู้จักชาวบ้านชาวช่องไปทั่ว อัธยาศัยดียังจำกัดความไม่เพียงพอเลยมั้ง
“ความรักของคิดยังงดงาม เราสองคนเข้าใจกันดีทุกอย่าง”
“เหรอ ไม่เจอกันมากี่เดือนแล้วล่ะ มันมีเมียใหม่ไปแล้วมั้ง”
“ก้อง ไปว่าน้องทำไม” รุจาที่นั่งอยู่ด้วย ช่วยหยิกสีข้างเข้าให้เมื่อเห็นปากของรุ่นน้องสาวคว่ำลง
แต่มีหรือคนที่โดนแกล้งจะยอม คิดคำนึงเบ้ปากใส่ก้องภพก่อนจะประชดประชัน “ดี ๆ แบบพี่นุช ไม่น่าได้คนอย่างนี้เป็นแฟนเลยค่ะ”
“ไอ้นี่ กำเริบเสิบสาน”
“ก็พี่มาว่าคิดก่อน”
“ก็มันน่าว่าไหมล่ะ ฉันบอกแกเลิกไปตั้งนานแล้วไอ้หัวเกรียนนั่น เสียเวลาคบอยู่ได้... นี่รักทางไกลหรือไม่รักเลยวะ”
“พี่ก้อง!” คิดคำนึงหน้าหงิกหน้างอไม่เก็บอาการ ไม่ชอบเลย ไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงที่รักของเธอในแง่นั้น เพราะต่อให้เธอกับแฟนหนุ่มจะอยู่คนละจังหวัดมาเนิ่นนาน แต่มันก็เป็นเพราะความจำเป็น ในเมื่อต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ
“เลิกเหอะ จะได้หาคนดี ๆ ให้”
“ไม่ต้องมาเสือก”
ด้วยความที่ห่างกันเพียงแค่สองปี และด้วยความที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน คิดคำนึงเลยกล้าพูดออกไปอย่างนั้น ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าข้างหนึ่งของก้องภพนั้นเป็นแฟนสาวของเขาก็จริง หากอีกข้าง เป็นชายหนุ่มที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตา
และเพราะความเมา บวกกับเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นไปเสียหมด คิดคำนึงเลยเอื้อมมือไปคว้าผัดผงกะหรี่ที่อยู่เยื้อง ๆ มือมาถือไว้ ก่อนจะโป๊ะมันลงไปบนจานข้าวของก้องภพ
“เฮ้ย จะทำอะไร” คนเป็นพี่เองก็ขำกับหน้าตาเอาเรื่องของน้อง แต่ด้วยความที่จิกกัดกันเป็นปกติก็ได้แต่ร้องเสียงหลงขึ้นมา “ไม่กินโว้ย”
“กินเข้าไปเลย จะได้หุบปาก”
ไม่เพียงแค่ราดลงไปบนข้าว แต่คิดคำนึงยังคลุกจนจานของเขาแฉะไปหมด “แต่เดี๋ยวหนูมานะ ปวดขี้ว่ะ สงสัยท้องเสียแน่ หัวเราะออกมาเหมือนขี้จะไหล ไหลเป็นทะ...”
ไหลเป็นทาง เป็นทิศ เป็นสีเหลืองอ๋อยดูแทบไม่ได้...
คิดคำนึงตั้งใจจะพูดอย่างนั้น แต่กลับต้องหุบปากทันทีที่หันเอาจานกลับไปเก็บไว้ที่เดิม แล้วเห็นว่าตอนนี้จานข้าวที่เหลืองยิ่งกว่าของก้องภพ เป็นของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาอีกทีหนึ่ง
และด้วยความที่มันเป็นปูนิ่มผัดผงกะหรี่ มันก็ต้องมีบ้าง... บางส่วน บางก้อน ที่ดู ‘คล้าย’ กับสิ่งนั้น
ติณณ์ถอนหายใจออกจากจมูกโด่งเป็นสันของเขาเฮือกใหญ่ ดวงตาเรียวสวยดั่งกับหญิงสาว ปรายมองไปยังแม่คนสร้างเรื่อง
ก่อนจะ ‘พยายาม’ อย่างสุดความสามารถในการกลืนข้าวที่เพิ่งยัดใส่ปากลงท้อง ซึ่งบ้าจริง ๆ บ้าสุด ๆ ที่ยัยเด็กนี่ทำให้ภาพอาหารจานโปรดของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่วินาทีก่อนหน้านี้มันยังอร่อยจนแทบเหาะได้ แต่พอเธอพูดถึงสิ่งนั้นเขากลับอยากจะขย้อนมันออกมา
“ขอโทษค่ะ” คิดคำนึงก็ได้แต่กลืนน้ำลาย กล่าวคำขอโทษ และค่อย ๆ วางจานกับข้าวลงไปอย่างเบามือ
ทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ และพยายามหันไปขอความช่วยเหลือจากคนข้าง ๆ แต่บรรดาคนเมาที่เล่นด้วยกันเมื่อสักครู่นี้ ต่างก็กำลังหน้าดำหน้าแดงเพราะว่ากลั้นขำ แม้แต่รุจาเองที่ไม่ได้กลืนแอลกอฮอล์ลงไปสักอึก ยังพยายามแทบตายที่จะไม่ปล่อยก๊ากออกไป
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าคิดคำนึงหวาดกลัว...
