บทที่ 5 หลุดพ้น 1
“ที่นี่คงเป็นที่สุดท้าย พ่อก็เกษียณแล้ว เราคงไม่ย้ายไปไหน”
“แต่เราเนี่ยสิ กว่าจะลงหลักปักฐานได้ก็คงอีกนาน”
นี่ถือว่าเป็นความหนักใจในอาชีพที่เขาทำอยู่ เพื่อความก้าวหน้าแล้ว รวิกรยังต้องทำตามสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้เขามีโอกาสได้อยู่ใกล้แฟนสาวเพียงแค่ครู่เดียว ซึ่งเป็นสมัยที่เธอยังเรียนอยู่ จึงเป็นที่น่าแปลกใจเหลือเกินที่คบกันมานานถึงสิบปี
ชายหนุ่มจึงเกิดความหวั่นใจ ไม่รู้ว่าถ้าหากยังเป็นอย่างนี้ จะยังรักกันได้อีกนานหรือเปล่า
“ไม่เป็นไรหรอก เรารอได้” คิดคำนึงจึงยิ้มแป้น บอกให้อีกฝ่ายวางใจ หากไม่นานรอยยิ้มที่มีก็ต้องเลือนหาย เมื่อรวิกรไม่แสดงอาการตอบรับ ราวกับต้องการเมินเฉย
อีกทั้งยังเอ่ยถึงนัดที่เคยพูดกันไว้ “คิด... อาทิตย์หน้าเราอาจจะไม่ว่างไปเจอ”
“ทำไม” น้ำเสียงของคิดคำนึงตึงขึ้นทันทีทันใด “ทั้งที่นัดกันไว้เป็นชาติแล้วเนี่ยนะ”
“จู่ ๆ ก็มีงานเข้ามาน่ะสิ”
“อะไรอีกล่ะ ริวเลื่อนมาเป็นสิบครั้งแล้วมั้ง”
“เว่อร์”
“จริง ๆ นี่เราไม่เจอกันตั้งหลายเดือนแล้วนะ” น้ำเสียงของเธอเริ่มงอแง แต่จำเป็นต้องเบาลงอย่างอัตโนมัติเพราะกลัวว่าอีตาก้องภพจะเอาไปล้อให้เป็นที่ขำขัน “เป็นข้าราชการแท้ ๆ แต่ไม่เคยหยุดวันเสาร์-อาทิตย์เลย”
“เราเองก็โมโหเหมือนกัน แต่ยายเพื่อนเสีย... เราก็เลยต้องเข้าเวรแทนมัน”
ข้ออ้าง... จู่ ๆ คำนี้ก็ผุดขึ้นมาในความคิด ส่งผลให้หญิงสาวสะดุ้งจนหน้าเปลี่ยน เพราะเท่าที่หัวสมองอันปราดเปรื่องของเธอมันจำได้ ‘ยายเพื่อนเสีย ต้องเข้าเวรแทน’ มันน่าจะเป็นเหตุผลที่เขาใช้กับเธอในช่วงแรก ๆ ที่ไม่เจอกัน
“อย่างนั้นเหรอ งั้นก็คงต้องทำใจ... ไม่เป็นไรหรอกนะ คิดเข้าใจริวทุกอย่าง”
หากท้ายที่สุด คิดคำนึงก็ไม่ได้โวยวายอะไรออกมา ตรงกันข้าม หญิงสาวกลับทำหน้าตาว่าแสนเสียดาย เสียใจที่ไม่ได้เจอกันอย่างน่ารักน่าชังมาก และพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่ารวิกรไม่น่าจะโกหก ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีปัญหากับเธอเรื่องผู้หญิงเลย ไม่เที่ยว ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวลทั้งนั้น
แต่ไม่มี หรือว่าเธอเองที่ไม่เคยเจอ? อีกละ... ไอ้หัวสมองบ้า ๆ จู่ ๆ ก็ผุดประโยคนี้ขึ้นมา
คิดคำนึงมองไปยังใบหน้าคมที่อยู่ตรงหน้า...
ในขณะที่เธอเมามายทุกคืนวันศุกร์ แต่เขากลับอยู่ในชุดนอนแล้วด้วยซ้ำ และที่ผ่านมาเขาก็ใส่ใจเธอในแบบฉบับของเขานะ
ต่อให้เราสองคนจะอยู่ห่างกันตลอด แต่อย่างน้อยที่สุดรวิกรก็โทร. มาวันละครั้ง แถมยัง... ยัง ยัง ยังอะไรอีกวะ แม่งเอ๊ย!
ทำไมเธอหาข้อดีให้มันไม่ได้!!!!!!!!!!!!!
บทที่ 2
หลุดพ้น
คนจะนอกใจอย่างไรแล้วมันก็ต้องนอกใจวันยังค่ำ...
ต่อให้เธอจะแสนดีแค่ไหน เข้าใจทุกอย่าง และรู้จักรอคอยอย่างคนที่มีเหตุผล ไม่พยายามเร่งเร้าเรื่องแต่งงาน ทั้งที่มันเลยเวลาสมควร เพราะอยากเห็นเขาประสบความสำเร็จได้ดั่งใจเสียก่อน อะไรเทือกนั้น
หากความดีแค่นี้ใช่ว่าจะยับยั้งคนคนหนึ่งให้เป็นของเราได้ตลอดไป ซึ่งในคู่ของเธอนั้น ความห่างเหินอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาอยากมีคนใหม่ แต่เรื่องมันจะไม่ใหญ่หรอก ถ้าเขาบอก ‘ก่อน’ ที่จะนอกใจ ไม่ใช่ให้เธอมาจับคาหนังคาเขาได้เองแบบนี้
“ถ้าเป็นเรา เราจะบอกความจริง เพราะเราคงหน้าด้านไม่พอที่จะไปเอากับคนอื่น ทั้งที่ยังมีสถานะเป็นแฟนกัน”
คิดคำนึงไม่คิดว่าตัวเองจะเสียเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินลงใต้ เดินทางมาที่นี่ตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อมาพบภาพที่ชายหนุ่มคนรัก กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับ ‘คนอื่น’ ไม่ต่างอะไรจากสามีภรรยา ทั้งที่เมื่อคืนเขายังบอกรักเธออยู่ เป็นห่วงเธอเหมือนคนที่ยังรักกันมาก
ทั้งที่ความจริงเขากลับซ่อนแม่นี่ไว้ในแฟลตตำรวจ... ห้องที่เธอโอนเงินมาช่วยตกแต่งมันเสียใหม่
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดจากการที่จู่ ๆ เธอก็เอาความสงสัยที่มีอยู่น้อยนิดไปปรึกษากับพี่ ๆ ในวงเหล้า เพราะเมาหรือโง่ก็ไม่ทราบ เธอจึงตัดสินใจพูดออกไปทั้งที่พวกมันล้อเล่นกับเรื่องนี้แทบเป็นแทบตาย หากทันทีที่เกิดเป็นความเคลือบแคลงใจ ทันทีที่เกิดความสงสัย คิดคำนึงก็ไม่เก็บความในใจไว้อีกต่อไป ท้ายที่สุดทุกคนที่ได้รับฟังก็ผลักดันเธอมาถึงจุดนี้
จุดที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องของรวิกร... มองดูชายหนุ่มที่เธอรักกับหญิงสาวอีกคนที่ดูเหมือนจะไม่สำนึกความผิดใด
“คิด... ฟังเราก่อน”
“ว่าไง” เพราะคิดคำนึงไม่ได้ตั้งท่าโวยวายหรือฟูมฟาย จึงเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้มีช่องแก้ตัว แต่ท่าทางของเธอมันก็ช่างน่ากลัว เพราะมันนิ่งมาก นิ่งเกินไป ราวกับเธอไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างไรอย่างนั้น
“เราเหงา...”
“งั้นแม่นั่นก็คนแก้เหงาเหรอ... เหงาหรือเงี่ยน บอกมา”
“คิด”
คิดคำนึงตั้งใจจะปะทะ อยากจะด่าทอออกมาเป็นคำหยาบคาย แต่พูดไปแค่เท่านั้นคนที่เดินทางมาด้วยกันก็ส่งเสียงเตือนสติ เธอจึงสามารถนิ่งได้ แม้ว่าสถานการณ์มันจะเหี้ยสุด ๆ ก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้น ดวงตาเฉี่ยวสวยก็ยังเท้าเอวมองคนรักหนุ่มอย่างเอาเรื่อง ไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่สายตาไปยังผู้หญิงในห้อง ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แม่นั่นก็ยังมีอารมณ์นั่งไขว่ห้าง เล่นโทรศัพท์ ไม่สนใจสถานการณ์... ชัดเจนว่าไม่แคร์ ชัดเจนว่าหน้าด้าน และชัดเจนมาก ๆ ว่าทำไมทั้งสองคนถึงทำเรื่องแบบนี้ได้
คนที่นอกใจกับคนที่ยุ่งกับคนของคนอื่น...
ศีลมันคงไม่สูงไปกว่ากัน
“ว่ายังไง บอกเหตุผลของเธอมาสิ” เมื่อถูกตักเตือน น้ำเสียงของคิดคำนึงก็กลับมาปกติอีกครั้ง
แม่งเอ๊ย... เธอไม่น่าชวนพ่อมาเลย
