บทที่ 6 หลุดพ้น 2
เพราะถ้าพ่อไม่อยู่ตรงนี้เธอคงระเบิดอารมณ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เผลอ ๆ คนหน้าด้านสองคนนี้อาจจะแอ้งแม้งอยู่บนพื้นนานแล้ว หรือไม่ก็ป่าวประกาศไปทั่วทั้งแฟลต ให้คนอื่นได้รู้ว่าไอ้หัวเกรียนนี่มันชั่วแค่ไหน แต่นี่อะไร เธอโกรธแทบตายแต่ต้องมากระซิบกระซาบคุยกัน
“เราเหงา เหงาจริง ๆ เราอยากมีใครสักคนเคียงข้าง”
“แล้วตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราไปมุดหัวอยู่ที่อื่นหรือไง” เธออยู่ข้างเขาตลอด ไม่ว่าจะทำห่าอะไรก็ให้กำลังใจ แล้วไอ้อีหน้าไหนที่ช่วยมึงติวหนังสือทุกครั้งที่สอบ หา! ไอ้บ้า!
ไหนจะส่งข้าวส่งน้ำดึก ๆ ดื่น ๆ อีก ตัวอยู่เหนือก็จริงแต่อยากกินอะไรก็สั่งให้ กำลังใจอีกเป็นกระบุงก็คอยส่งให้ตลอด ทีอย่างนี้ล่ะไม่รู้จักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเธอบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว เราขอโทษ...” รวิกรไม่มีอะไรจะพูดจริง ๆ เพราะแต่ละคำที่ออกจากปากตอนนี้ มันก็คงไม่ต่างอะไรจากการพูดให้ตัวเองพ้นผิด “ผมขอโทษครับท่าน”
ซึ่งเขาคงไม่อยากยื้อความรักครั้งนี้ต่อไปด้วย อย่างไรแล้วก็คงจำเป็นต้องจบกัน หากแต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือคนที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลังคิดคำนึงต่างหาก เพราะที่ผ่านมาบิดาของเธอไว้ใจเขามาตลอด ไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยสนับสนุนในบางเรื่องบางราวด้วยซ้ำ และการทำอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการหยามเกียรติท่าน
“ผมขอโทษที่ทำให้คิดเสียใจ” รวิกรทั้งหวาดกลัวทั้งรู้สึกผิด ทั้งยำเกรง สิ่งที่เขาทำหลังจากการพูดประโยคนั้นออกมา คือการคุกเข่าลงไปต่อหน้าสองพ่อลูก “แต่ผมคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้”
“พี่ริว! อย่าทำแบบนั้น... ขอโทษทำไมเราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา”
หากคนที่แผดเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ กลับเป็นคนที่นั่งอยู่ในห้องต่างหาก และทันทีที่เห็นว่าแฟนหนุ่มของตัวเองนั่งคุกเข่า ยกมือไหว้ คนที่มองเข้ามาก็เกิดเป็นความโกรธเคืองอย่างหนัก ไม่แคร์แล้วว่าตอนนี้ตนนั้นก็มีส่วนผิด กลับคิดอะไรตื้น ๆ ด้วยการวิ่งเข้ามา หมายจะเอื้อมมือไปกระชากหรือทำอะไรสักอย่าง
“กรี๊ด!”
“หนูอย่า!”
แต่กลับกรีดร้องออกมาแทบไม่ทัน รวิกรเองก็เอ่ยปากห้าม... เขาไม่อยากให้แฟนสาวต้องเข้าไปใกล้ตัวอันตรายอย่างคิดคำนึง และภาพที่เห็นก็เป็นอย่างที่คิดไว้ เพราะยังไม่ทันได้ประชิดตัว คนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูก็ยกเท้าขึ้นมา เอียงองศาที่พอเหมาะพอดีกับใบหน้าของคนที่พุ่งเข้ามา
ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคิดคำนึงเลย... ก็อีแค่ผู้หญิงที่สูงไม่ถึงร้อยหกสิบ คิดสั้นไปแล้วที่ตั้งใจเข้ามาประทุษร้ายคนที่สูงเกินกว่าเกณฑ์ ซ้ำยังเคยเรียนเทควันโดมาจนถึงสายดำ
“คิด... อย่านะ เราขอล่ะ” รวิกรรีบลุกขึ้นทันทีทันใด จากนั้นก็เดินเข้าไปปกป้องคนของตัวเอง ในลักษณะที่รักมาก ห่วงมาก “เราขี้ขลาดเองที่ไม่กล้าบอกเลิก เราไม่กล้าพอที่จะพูดคำนั้น”
“แต่กล้านอกใจ กล้ามีคนอื่น... กล้าที่จะโกหกหน้าด้าน ๆ ในทุกวัน”
ไม่น่ามีพ่อมาด้วยเลย...
คิดคำนึงกลับมายืนท่าเดิม ระหว่างนั้นก็เข่นเขี้ยวในใจ ถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากให้ท่านหายไป ในระหว่างที่เธอกำลังกระทืบคนสองคนที่อยู่ตรงหน้า แต่เพราะว่าจำเป็นต้องรักษาเกียรติของท่าน เพราะไม่อยากให้คนที่อับอายเป็นฝ่ายของตัวเองมากกว่า เช่นนั้นแล้ว ต่อให้โกรธจนตัวสั่น แต่หญิงสาวก็ยังสามารถเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เราขอโทษ”
“ก็เลิกแล้วกันไป...” ท้ายที่สุดคิดคำนึงจึงสรุปออกมาอย่างง่ายดาย อันที่จริงหากไม่นับเรื่องเสียใจก็ไม่มีอะไรที่ยากหรอก เพราะเธอกับเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกันสักอย่าง ทั้งทางพฤตินัยหรือนิตินัยก็ไม่เคยเฉียดใกล้ และอันที่จริง... หลายปีมานี้เธอเองก็ยอมรับว่าเตรียมใจ ไม่รู้เหมือนกันว่ายังเสียเวลาอยู่กับมันไปทำไม ในเมื่อหาความดีสักข้อเธอยังหาไม่เจอ
“เราก็ไม่อยากรั้งคนที่ไม่รักเราไว้กับตัวหรอกนะ แต่เรื่องมันจะจบง่ายกว่านี้ถ้าริวบอกเราตรง ๆ ไม่ต้องลักกินขโมยกินเป็นคนขี้ขลาด”
“เราขอโทษจริง ๆ เราไม่หวังให้คิดให้อภัยหรอก แต่เรายังอยากเป็นเพื่อน...”
“ตัดขาด” ช้างไม่มีโอกาสให้เด็กหนุ่มได้พูดจบ เมื่ออีกฝ่ายตั้งท่าจะพิรี้พิไรต่อ เขาก็เลือกที่จะพูดแทรกออกไป เอื้อมมือไปคว้าลูกสาวที่กำลังโกรธจนเนื้อตัวสั่นออกมาให้ห่าง จากนั้นก็แทนที่ตัวเองเข้าไปเผชิญหน้า ก่อนที่คิดคำนึงจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่เพราะคำพูดของรวิกร “อย่ามายุ่งกับคิดอีก... ส่วนเรื่องงานของเธอ ฉันคงต้องแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาที่ฉัน ‘สนิท’ ด้วย ว่าเราไม่เกี่ยวข้องกัน ถ้าเรื่องแค่นี้เธอยังไม่กล้าพอ ฉันก็ไม่อยากยุ่งกับเธอในเรื่องอื่น ให้ตัวเองเสียชื่อ”
“ท่านครับ...” สายตาของรวิกรวิงวอน
“ก็แค่กันไว้ เผื่อเธอทำอะไรผิดจะได้ไม่เดือดร้อนถึงฉัน อีกอย่าง เผื่อท่านสงสัยด้วยว่าเอ็นดูที่เธอเป็นเธอ หรือเอ็นดูเพราะเราสองคนรู้จักกัน”
มึงตายแน่... สายตาของคิดคำนึงส่งไปให้อดีตแฟนหนุ่ม หลังจากที่พ่อบังเกิดเกล้าพูดออกไป พ่อของเธอนั้น ต่อให้ไม่ได้เป็นนายตำรวจยศใหญ่ ไม่มีเส้นไม่มีสายเหมือนชาวบ้าน แต่เพราะการทำงานที่ซื่อตรงมาตลอดชีวิต ทำให้ท่านมีคนหลายคนนับหน้าถือตา และผู้บังคับบัญชาของรวิกรในตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ซึ่งคิดคำนึงรู้ว่าพ่อก็ขู่ให้น่ากลัวไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้คิดจะใส่สีตีไข่รวิกรไปในทางเสียหายหรอก ความจริงท่านก็แค่อยากให้เธอกับคนแบบนี้เลิกแล้วต่อกัน แค่ติดแหง็กกับมันมาตั้งสิบกว่าปี จนมดลูกแห้งขอดก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจริงจัง เท่านี้ก็เสียเวลามากพอในสายตาของคนเป็นพ่อแล้วล่ะ
“ไปคิด... กลับบ้าน” พอพูดจบ อดีตนายตำรวจก็เอ่ยชวนลูกสาวกลับบ้าน แต่คิดคำนึงก็คือคิดคำนึง... สงบสติอารมณ์ได้มาจนถึงขนาดนี้ก็นับว่าเก่งแล้ว ทั้งที่ลูกมีทั้งฝีมือ มีทั้งฝีปาก แต่การกระทบกระทั่งอีกฝ่ายไปเหยาะ ๆ แหยะ ๆ อย่างนั้น ก็ถือว่าเป็นบุญหัวของรวิกรมัน
เช่นนั้นแล้ว ยามเมื่อลูกหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเพื่อร่ายมนตร์อีกครั้ง คนเป็นพ่อจึงไม่ห้าม ได้แต่รับฟังดัวยความหนักอึ้ง คิดในสเตปต่อไปล่วงหน้าว่าลูกจะจัดการความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนี้อย่างไร
“งั้นเราก็ขอให้สมหวังกับรักครั้งใหม่นะริว...” ก่อนจะไปคิดคำนึงก็ถือโอกาสเอ่ยลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่เพียงเท่านั้นยังทำหน้าตาเหมือนเศร้าโศกเสียใจ... อวยพรให้ทั้งคู่โดยดี แต่น้ำเสียงที่ใช้กับคล้ายดั่งการสาปแช่ง “ขอให้พวกเธอได้อยู่ด้วยกันอย่างที่ใจหวัง ขอให้ไม่มีใครมาพรากจาก ขอให้ชั่วกัลปาวสานก็ตัดขาดกันไม่ได้... และขอให้แม่คนนี้รักเธอ หลงเธอ เธอเองก็จงตั้งใจทำเพื่อหล่อนแบบโงหัวไม่ขึ้นตลอดไป แต่ขอให้ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้ จงมีแต่ความวิบัติฉิบหาย อย่าให้ได้พบเจอแต่ความสุข นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
