บทที่ 7 On the rock 1
“แช่งอะไรขนาดนั้น เดี๋ยวก็เข้าตัวหรอก” หลังจากที่จบเรื่องราวความรักสิบกว่าปีลงไปแล้ว นับตั้งแต่ย่างก้าวออกจากแฟลต ไปกินข้าว เดินเล่น กระทั่งตอนนี้ก็นั่งหน้าสลอนอยู่บนเครื่องบิน หากคิดคำนึงก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะร้องไห้ฟูมฟายออกมา
ซึ่งถามว่าเสียใจไหม บอกตรง ๆ ว่ารวดร้าวไปหมด แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงร้องไห้ไม่ได้
“อวยพรต่างหาก มันสองคนจะได้อยู่ด้วยกันไปจนตายยังไงล่ะ” อย่าได้แยกจากกันเลย... เกลียดกันแทบตายก็ขอให้ตัวติดกันอย่างนั้น เป็นคู่กรรมคู่เวรกันไปชั่วกาลนาน
“แล้วแกจะไม่เสียน้ำตาให้มันสักแอะเลยหรือไง”
“โอ๊ยพ่อ เสียเงินก็พอแล้วไหม” คนขี้งกทำหน้าหงิก ไม่ค่อยพอใจเท่าไร แค่ค่าตั๋วเครื่องบินไปเช้าเย็นกลับฉบับเร่งด่วน เพียงเท่านี้ก็เสียไปหลายพันแล้ว จะให้มานั่งร้องไห้อีกหรือไง “เสียเงินเป็นหมื่นให้กับเรื่องไร้สาระแท้ ๆ”
“เอาน่า แลกกับความจริงทุกอย่างมันก็คุ้มนะ... จากนี้ไปจะได้เรียนรู้เสียทีว่ารักทางไกลมันไม่เวิร์ก กาลเวลาก็ไม่ช่วยให้คนเรารักกันมากกว่าเดิม”
“แต่หนูก็อยากร้องไห้นะพ่อ แต่มันจุกอยู่ตรงนี้...” มือเรียวสวยชี้มาที่คอหอยของตัวเอง “มันร้องไม่ออก บีบน้ำตาแทบตายก็ไม่ไหลออกมา”
“แกก็อาจจะไม่ได้รู้สึกกับมันตั้งนานแล้วก็ได้”
“นั่นสิ เหมือนต่างคนต่างทำหน้าที่มานานจนชิน ก็แค่โกรธที่โดนหักหน้า แต่ไม่คิดเสียดายผู้ชายสันดานหมาแบบนั้น ซึ่งมันมีแวบหนึ่งที่หนูคิดเหมือนกัน... ถ้าหนูเป็นคนที่เหงาบ้าง ถ้าหนูเป็นคนที่อยากเลิก หนูอาจจะนอกใจมันก่อนก็ได้”
คิดคำนึงสงสัย ตอนที่มองใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น แล้วเธอเห็นถึงความเป็น ‘พิมพ์นิยม’... ตัวเล็กบาง ผิวขาว ปากนิดจมูกหน่อย เป็นอะไรที่ตรงข้ามกับเธอมาก ในขณะที่คิดคำนึงเป็นผู้หญิงตัวสูง โครงใหญ่ โผงผาง หน้าตาก็พอไปวัดไปวา...
เทียบกันแล้วเธอไม่มีอะไรที่ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องการเลย เพราะถ้ามีรวิกรก็คงอยากรักษาเธอไว้ เสียดายเธอบ้าง ทางเธอเองมันก็ต้องมีคนเข้าหา ในระหว่างที่ไม่ได้มีคนรักข้างกายเป็นตัวเป็นตน
แต่นี่อะไร เงียบยิ่งกว่าเป่าสาก ทั้งที่ในชีวิตมีแต่ผู้ชายรายล้อมทั้งนั้น
ซึ่งเธอเข้าใจว่าความยาวนานของกาลเวลา ทำให้คนตาขาวแบบนั้นลำบากใจที่จะพูดออกมา ต่อให้เขาไม่พอใจในตัวเธอ ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะเงียบไว้ ในเมื่อเธอเองก็ไม่ได้พอใจในตัวรวิกรไปเสียหมด หลายปีมานี้รู้เลยว่าอยู่กันได้เพราะความเคยชิน ติดที่ว่าเขาเป็นรักแรกและรักเดียว หาใช่ความเข้าใจที่นำไปสู่การยอมรับกันและกันไม่
“ไม่มีทาง...” หากช้างกลับไม่เห็นเค้าลาง เขามั่นใจว่าลูกสาวไม่มีวันทำอย่างนั้น “เพราะแกมีความยับยั้งชั่งใจ พ่อเชื่อว่าแกจะไม่มองคนอื่นเด็ดขาด ตราบใดที่ยังเกี่ยวข้องกับริวในฐานะคนรัก และอีกอย่าง แกมีความกล้ามากพอ... ต่อให้ไม่มีคนอื่น แต่ถ้าวันหนึ่งที่แกไม่รักมันขึ้นมา แกคงกล้าที่จะบอกความจริงทุกอย่าง”
“ก็จริง พูดอีกก็ถูกอีกครับท่าน เพราะถ้ามันบอกหนูตั้งแต่แรก หนูคงไม่เสียเงินซื้อตั๋วมาที่นี่หรอก” คิดคำนึงสรุปกับตัวเอง ก่อนจะหยิบแขนที่ยังล่ำสันของคนเป็นพ่อขึ้นมากอด ไม่ลืมที่จะซบลงไปอย่างออดอ้อนออเซาะ
“เสียมันไป ไม่เสียใจเท่าเสียดายเงิน... เดือนนี้พ่อเลี้ยงหนูเลย เงินไม่เหลือสักบาทแล้ว”
“เอ้า มันใช่หน้าที่พ่อที่ไหน เรื่องของแกเองแท้ ๆ”
“ก็หนูเป็นลูกรักของพ่อนี่นา ไม่มีหนูแล้วพ่อจะอยู่ยังไง”
“แกคิดเองเออเองทั้งนั้น มันเกี่ยวกันเสียที่ไหน”
“เอ้า ไม่รักหนูแล้วพ่อจะไปรักใคร... ไม่รู้ล่ะ เดือนนี้หนูไม่เหลือเงินแล้ว ยังไงพ่อก็ต้องเป็นคนจ่าย”
“เออ ๆ จ่ายก็จ่าย วันละห้าสิบพอไหม ข้าวสามสิบ น้ำยี่สิบ... ใช่ไหมที่โรงงาน”
มีบาร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังตึกสูงใหญ่ เป็นเพียงตึกแถวเล็ก ๆ ที่ถูกตกแต่งด้วยแสงไฟสีม่วงและชมพู ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงเวทมนตร์อย่างไรอย่างนั้น ด้านนอกของร้าน มีม้านั่งตัวยาวให้คนออกมาสูบบุหรี่กัน และมีประตูบานเล็กที่กรอบด้วยไฟนีออนสีสว่างให้เปิดเข้าไปสู่ภายใน
ติณณ์จอดรถยนต์ของตัวเอง พยายามเพ่งมองว่าผู้คนที่อยู่ในนั้นหนาแน่นหรือบางตา เพราะในสภาวะอารมณ์ที่เหงาจับใจอย่างนี้ เขาอยากนั่งเงียบ ๆ คนเดียว ฟังเสียงดนตรีคลอเคลีย มากกว่าที่จะต้องมานั่งฟังคนพูดกันจ้อกแจ้กจอแจให้วุ่นวาย
และเมื่อเห็นราง ๆ ว่ามีไม่กี่โต๊ะ บริเวณหน้าบาร์ก็มีเพียงแค่สองหรือสามคนเท่านั้น ร่างสูงใหญ่ก็ตัดสินใจก้าวลงจากรถ จากนั้นก็เดินเข้าไปพร้อมกับความเปล่าเปลี่ยวที่สะสมมานาน
ช่วงนี้เขาเหงา... ยอมรับแต่โดยดีว่ารู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง ก็ตอนที่แอบรักดาหวันแล้วอกหักทั้งที่ยังไม่ได้เริ่ม ไม่เพียงเท่านั้นเพื่อนที่สนิทที่สุดอย่างแสนดีหรือสิทธิพัฒน์ จู่ ๆ แต่งงาน มีลูก สร้างครอบครัว
และทิ้งเขาไว้กับผู้ชายห่าม ๆ อีกเป็นโขยง ทั้งที่เพิ่งจะมีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกันไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
ซึ่งการห่างหายของคนสองคน ผู้ที่เป็นเหตุผลของการปฏิเสธบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นของโรงงานขนาดใหญ่ และเลือกที่จะมาทำที่โรงงานขนาดกลางแห่งนี้แทน ส่งผลให้เป้าหมายที่เคยวาดไว้ราง ๆ ดันหายไป...
ต่อให้อายุอานามโตเกินกว่าวัยที่จะงอแงเรื่องเพื่อนกับความรัก แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันทำให้เขาเคว้งหนักได้เหมือนกัน ช่วงหลังมานี้ติณณ์จึงคิดเรื่องเรียนต่อ ออกไปหาประสบการณ์ คิดว่าบางทีมันอาจจะทำให้เขาค้นหาชิ้นส่วนบางอย่างที่หายไปในหัวใจได้
