บทที่ 9 On the rock 3

“คิดรู้สึกผิดนิด ๆ ที่ตัวเองโล่งใจ... มันเลยหาเหตุผลไม่ได้ว่าควรร้องไห้เพราะอะไรกัน”

“ไม่แปลกหรอก บางคนไม่เหมาะกับคำว่าเลิก แต่เป็นคำว่า ‘หลุดพ้น’ มากกว่า...” ระหว่างพูด ชายหนุ่มก็ยกเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นจิบ รู้สึกแปลก ๆ ที่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนตรงหน้า ทั้งที่ปกติเธอจะหลีกเลี่ยงทุกครั้ง “เธออาจจะกำลังหลุดพ้นจากอะไรบางอย่างที่เกาะแข้งเกาะขามาตั้งนาน อันที่จริงก็โล่งใจแหละ แต่แค่ไม่ชิน”

“แต่มันจุกที่อก...”

“เดี๋ยวมันก็หาย” ไม่ต้องอธิบายหรอก ความรู้สึกของคนเราเป็นอะไรที่ซับซ้อน “ยิ่งหาคำตอบ เธอยิ่งไม่เจอ... บางอย่างเลือกตัดทิ้งน่าจะง่ายกว่า”

ก็จริง... หัวสมองอันเชื่องช้าพยายามคิดตาม หากท้ายที่สุดก็ถอนหายใจออกมาแล้วหยิบเหล้าที่เหลืออยู่ในแก้วมากระดก จนมันเหลือแค่น้ำแข็งก้อนกลม ๆ ก้อนใหญ่อยู่ในนั้น วางมันลงอย่างเบามือ เป็นท่าทางที่สวยงาม และบอกตัวเองให้ทนไปก่อน พอถึงจุดหนึ่งเธออาจจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่ข้างในได้

ด้านติณณ์เอง เมื่อเห็นว่าเธอทำอย่างนั้นเขาก็เอาบ้าง...

เบาใจว่าอย่างน้อยคิดคำนึงยังมีสติ ต่อให้เป็นคนอกหักเธอก็ไม่ฟูมฟาย ร้องไห้ หรือเลือกที่จะทำอะไรวู่วาม การได้เห็นเธอนั่งจ้องแก้วเหล้า พร้อมกับคิดสะระตะอะไรไปด้วย มันก็คงคล้ายกับการอยู่กับตัวเอง เพื่อพิจารณาอะไรบางอย่าง

ถือว่ายังดีอยู่ ถือว่าเธอเองก็รู้จักดูแลตัวเองเหมือนกัน ใช่ว่าจะมาเมาหัวราน้ำ

“เฮ้ย...” หากไม่นานชายหนุ่มก็ต้องอุทานเสียงหลง จากที่เชยชมหญิงสาวในอกด้วยความภาคภูมิใจ เขาก็ต้องรีบเอื้อมมือไปคว้าขวดเหล้าที่กำลังถูกคนเป็นเจ้าของเทลงไปในแก้วอีกครั้ง เทเป็นน้ำเลยนะนั่น

จากนั้นก็คว้ามันมาอยู่ในมือ และหันไปมองหน้าเธออย่างไม่เชื่อสายตา “ทะ เธอ... กินคนเดียวเหรอ”

ในมือของเขาตอนนี้มีขวดเหล้าแบบกลมที่พร่องไปกว่าสองในสาม ซึ่งก่อนหน้านี้ติณณ์ไม่เห็นเนื่องจากมันซ่อนตัวอยู่ด้านหลังป้ายเมนูที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคิดคำนึง จึงได้แต่คิดว่าอย่างน้อยเธอก็ละเลียดกินไปแค่แก้วเดียว คงไม่เมาอะไรมาก

แต่นี่อะไร แม่นี่ซัด On the rock เกินกว่าครึ่งขวดเพียงลำพัง แทบกุมขมับตอนที่ใบหน้างามหันมาพยักขึ้นลง เพื่อเป็นคำตอบให้กับคำถาม ช้า ๆ เนิบ ๆ กว่าจะงัดขึ้นมาได้ก็ทำเอากลั้นหายใจตาม

“คิดไม่เมาหรอกค่ะ”

ไม่เมาก็บ้าแล้ว... ท่าทางยังดูปกติก็จริง เนื้อตัวก็โงนเงนเล็กน้อยก็ใช่ แต่รู้แล้วว่าทำไมเธอถึงกล้าคุยกับเขาเป็นตุเป็นตะ โดยที่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเหมือนทุกครั้ง “พอแล้ว ไม่ต้องกินแล้ว”

“ไม่ค่ะ คิดตั้งใจว่าจะกินขวดนั้นให้หมดแล้วกลับบ้าน”

“จะบ้าหรือไง”

“ไม่บ้าหรอกค่ะ เสียดาย... วันนี้คิดเสียเงินเยอะมาก ขืนออกมากินเหล้าแล้วถือขวดกลับบ้าน พ่อคงได้แพ่นหัวกบาลแยกเป็นสองเสี่ยง”

“แล้วทำไมต้องกินขนาดนี้วะ” จะบ้าตาย... ยัยเด็กนี่ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังจริง ๆ อะไรที่คาดการณ์ไว้ไม่เคยเป็นอย่างที่คิดเลย “พ่อแม่ได้กลุ้มใจตาย มีลูกอย่างนี้”

ประโยคหลังเขาแค่พึมพำกับตัวเอง แต่แม่คนหูดีกลับรีบตอบกลับ

“แม่เสียไปนานแล้วค่ะ แต่พ่อไม่ค่อยห่วงคิดเลย คิดเรียนศิลปะการต่อสู้มาหลายอย่าง เทควันโดก็สายดำ... เคยติดคุกอยู่คืนหนึ่งเพราะทำร้ายร่างกายผู้ชายหน้าร้านเหล้าด้วยค่ะ พ่อเป็นตำรวจ แต่ชอบให้คิดไปนอนคุก เพราะมองว่าคิดน่าจะอันตรายกับคนอื่นมากกว่า”

“มันใช่ที่ไหน ตอนนั้นเธอมีสติ”

“ไม่ค่ะ ถ้ามีสติคิดจะไม่เอาสิ่งที่เรียนมาไปทำร้ายคนอื่น อย่างมากสุดก็ทำได้แค่ป้องกันตัว” คิดคำนึงคุยกับเขาเหมือนคนที่สนิทสนมกันมานาน ลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าติณณ์คือผู้ชายที่แผ่รังสีอำมหิตน่ากลัว คนที่เธอแทบไม่อยากจะเข้าใกล้ “แต่วันนั้นไอ้ควายนั่นฟันหัก คิ้วแตก ต้องเย็บไปหลายเข็มเลยค่ะ ทั้งที่เขาแค่ตะคอกใส่เพื่อนคิดเอง”

เอาเข้าไป... ทีพูดถึงเรื่องนี้กลับมีท่าทีรู้สึกผิด และเบะปากเหมือนคนกำลังจะร้องไห้อย่างไรอย่างนั้น แล้วมันคราวซวยอะไรของเขาที่ต้องมาเจอ ‘คิดถึง’ ในสภาพนี้ สภาพที่ไม่มั่นใจเลยว่าจะลุกขึ้นมาเตะปากเขาหรือเปล่า หากเกิดความไม่พอใจอะไรสักอย่าง

ซึ่งติณณ์ไม่อยากจะยุ่งด้วย ไม่อยากให้ตัวเองต้องเดือดร้อนเหมือนผู้ชายคนนั้น แต่ไอ้ครั้นจะหนีไปก็คงไม่ได้ เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้เธอกินหมดนี่ก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน มีหวังได้นอนข้างถนนแน่นอน

“เอามาค่ะพี่ติณณ์ เอาเหล้าของคิดคืนมา”

ตอนที่เธอสั่งการอีกครั้งติณณ์จึงลอบกลืนน้ำลาย หลายคนพูดถึงคิดคำนึงในแง่นี้เหมือนกัน ด้วยความที่เธอเติบโตมาในแฟลตตำรวจ ไอ้เรื่องพวกนี้มันก็คงจริงอย่างที่หญิงสาวโม้ออกมา อีกอย่าง ‘หน่วยก้าน’ ของเธอก็เหมาะสมกับคำเล่าขานพวกนั้นเหมือนกัน

ดังนั้นเขาจึงกล้า ๆ กลัว ๆ จะยึดเหล้าไว้ไม่ยอมให้กินก็กลัวว่าจะโดนเตะปลายคาง แต่จะให้เธอดื่มต่อก็รู้อีกว่าไม่ควรทำอย่างนั้น ท้ายที่สุดติณณ์จึงทำใจกล้าหน้าด้าน เอี้ยวตัวเข้าไปกระซิบกระซาบ “งั้นพี่ขอกินด้วยได้ไหม”

คิดคำนึงนิ่งไปครู่หนึ่ง ใช้เวลาพิจารณาชายหนุ่มอยู่ชั่วแวบ ใจหนึ่งก็เสียดาย แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าอย่างไรเขาก็เป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน จึงได้แต่แลตามอง หากไม่นานก็ยอม “ก็ได้ค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป