บทที่ 4 เรื่องน่าอาย
“แฮ่ก..แฮ่ก”
การจูบแสนเร่าร้อนจบลง ส่วนฉันได้แต่หายใจหอบอยู่แบบนั้น ใบหน้าหล่อของเขามองฉันก่อนจะเลียริมฝีปากตัวเองแล้วมองหน้าฉันอีกครั้ง
“หึ เด็กชะมัด แค่จูบธรรมดาเธอยังหอบแฮกขนาดนี้ ไม่เคยมีใครบอกหรือไงว่าเวลาจูบเขาห้ามกลั้นหายใจ”
"ฉะ ฉัน..." ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ลิ้นรสกลิ่นบุหรี่อ่อน ๆ ยังเจือจางอยู่ภายในริมฝีปาก
หัวใจยังคงเต้นระส่ำกับประสบการณ์จูบครั้งแรกในชีวิต มันทั้งตื่นเต้น ทั้งสับสน หัวสมองขาวโพลนไปหมด ทั้งยังรู้สึกแค้นใจไม่หายที่ลงทุนทำถึงขนาดนี้ยังโดนคนตรงหน้าดูถูก
“กลับไปนอนเถอะไป"
เขาทำท่าจะเดินจากไปอีกครั้งแต่ฉันก็คว้าเอาไว้ก่อน
“มีอะไรอีก?” เขาเอ่ยถามฉันด้วยสีหน้าที่ดูไม่พอใจนิดๆ แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจก่อนจะเอ่ยอะไรบางอย่างกับเขา
บางอย่างที่ตัวฉันเองก็ไม่คิดว่าจะพูดมันออกไปง่ายๆ แบบนี้
“งั้นไปนอนกับฉันไหม จะได้รู้ว่าฉันไม่ได้จืดชืดอย่างที่พี่คิด”
.....
พอนึกเรื่องบ้า ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนออกทั้งหมดก็ตามด้วยเสียง
“กรี๊ดดดดดดดดด!!!”
ใช่...ฉันจำได้ทั้งหมดแล้ว
“แกเป็นบ้าอะไรเนี่ยนาบีหูฉันจะแตก!”
ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความอับอายนี่ฉันเป็นฝ่ายรุกผู้ชายก่อน แถมยังชวนเขามามีอะไรกันด้วยเนี่ยนะ
บ้าไปแล้วยัยนาบีแกพึ่งจะเข้ามหาวิทยาลัยเองนะเว้ย พอขึ้นปุ๊บแกก็ทำตัวใจแตกถึงขนาดนี้เลยเหรอ
จะเป็นลม…
...
“เลียตรงนั้นอีกหน่อยสิ..”
“ทำแรงกว่านี้ได้ไหม..”
“นายกำลังทำให้ฉันคลั่ง..”
....
ยิ่งนึกถึงเรื่องน่าอายเมื่อคืนยิ่งปวดหัว
“พ่อจ๋าแม่จ๋า หนูขอโทษT^T” ฉันได้แต่โทษตัวเองในใจ คือฉันจะไม่อะไรเลยเว้ย ถ้าเมื่อคืนมันจะไม่ใช่ครั้งแรกของฉัน แถมยังเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เขาเป็นรุ่นพี่อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับฉัน
โอยยยย จะบ้าตาย ทำไงดีวะเนี่ย
“แกเป็นอะไรของแกนาบีดีดดิ้นไปมาอยู่ได้” ยัยฌิรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ เพราะตอนนี้ขนาดเข้ามาในคลาสเรียนและกำลังเรียนอยู่แท้ ๆ แต่ฉันก็คิดถึงแต่เรื่องเมื่อวานไม่ยอมหยุด แถมยังมีแต่ภาพ18+ อยู่ในหัวเต็มไปหมด
“ฮื่อฉันจะทำยังไงดีพวกแกT^T” ฉันพูดพร้อมกับอยากจะร้องไห้ออกมา
“มีเรื่องอะไรกัน ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า?”
เสียงของยัยคาเรนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องเรียนเอ่ยทักก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้ามาสุมหัวกับพวกเรา
“คือเรื่องมันเป็นแบบนี้..” ฉันเอ่ยขึ้นเสียงเบา
โชคดีที่ตอนนี่เป็นเวลาพักเบรกพอดีฉันเลยเล่าออกมาได้ แถมเพื่อนๆ ฉันก็ยังพร้อมใจกันขยับเข้ามาสุ่มหัวเพื่อฟังใกล้ ๆ อีก
“เมื่อวานฉันพลาดมีวันไนต์กับผู้ชาย”
“เฮ้ยยยย ยัยนาบี!”
ทั้งสามคนประสานเสียง ฉันมองเพื่อนหน้าสาวทั้งสามคนที่พร้อมใจกันเรียกชื่อฉันโดยพร้อมเพรียง
“พวกแกอย่าเพิ่งจ้องฉันกันแบบนั้นดิ เครียดอยู่เนี่ย”
“บ้าไปแล้วแก แล้วแกจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับผู้ชายคนได้ไหม”
“จำได้ดิ ทำไมจะจำไม่ได้ พวกแกจำรุ่นพี่ที่พวกไอ้ตินชวนพวกเราไปดูแข่งรถไหม” นั่นเป็นข้อมูลที่ฉันกับเพื่อนรู้ รู้ว่าเขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย นอกจากนั้นชื่อแซ่อะไรไม่รู้เลย
“หา ผู้ชายคนนั้นเหรอ” ฌิรินทำหน้าตกใจ ในขณะที่สไมล์ถอนหายใจออกมา พลางทำท่าลุกขึ้นยืน
“งั้นพวกเราก็เดินไปถามพวกไอ้ตินจบ ๆ ไป พวกมันรู้จักพี่เขาแน่”
“เฮ้ยอย่า! พวกแกจะบ้าเหรอสไมล์ ขืนไปถามพวกมัน ฉันอายตายห่า”
ฉันรีบห้ามพวกนาง ก่อนที่เรื่องราวไปกันใหญ่ เรื่องแบบนี้น่าอายจะตายไปรู้ถึงไหนอายถึงนั้น
“อ้าว แล้วแกจะรู้ได้ไงว่าเขาเป็นใคร”
“อ่า ฉันคิดว่าพี่เขาน่าจะเรียนคณะวิศวะ”
“คณะวิศวะ?”
ถามว่ารู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เพราะฉันจำได้รางๆ ว่าเห็นเขาใส่สร้อยเกียร์อยู่ และตอนที่เขาเคลื่อนไหวอยู่บนตัวฉัน เกียร์ของเขาก็เคลื่อนไหวไปมาจนติดตา
“งั้นถ้ามีเกียร์ ก็ต้องเรียนคณะวิศวะแหละ”
ฌิรินกอดอก ในขณะที่คาเรนยังคงเงียบกริบไม่แสดงความเห็นใด ๆ ออกมา ก่อนที่สไมล์จะนึกอะไรออกแล้วทำหน้าตาตกใจ
“เชี่ย คณะวิศวะมอ.เราด้วย โคตรเชี่ยเลยนะแก”
“ทำไมอะ” ฉันหันไปถามอย่างสไมล์ด้วยสีหน้าตื่นไม่แพ้กัน
“แกบ้าไปแล้วเหรอยัยนาบี แกไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่องผู้ชายคณะวิศวะของมหาลัยเรารึไง!”
ยัยสไมล์พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังจนฉันเริ่มวิตก
“ขะ …ข่าวอะไรอะ” ฉันเอ่ยถามซึ่งตอนนี้ความกังวลของฉันมันนำหน้าไปแล้ว
“แกเคยได้ยินข่าวที่มีผู้หญิงโดนผู้ชายคณะนั้นแอบถ่ายตอนมีเซ็กส์แล้วเอาไปปล่อยลงเน็ตปะ”
“เชี่ยย…” ทั้งฉันยัยคาเรนและฌิรินต่างสบถออกมาพร้อมกันทันที
“ไม่ใช่แค่นั้นนะยังมีพวกที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคแต่ก็ยังหลอกสาวไปนอนให้ติดโรคตามพวกมันอีกด้วย” มาถึงตรงนี้ฉันก็เกิดความเครียดขึ้นมาทันที
“และที่แย่ที่สุดคือไรรู้ปะ?”
“ไรวะ”
“ท้องไง!”
