บทที่ 3 ลีออน x ชีต้า 3 - วันซวย
ครืดดด ครืดดด
ฉันล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าที่กำลังสั่นอยู่ออกมาและดูเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอก็
“แม่ฉันโทรมา” เมื่อรู้ว่าปลายสายที่โทรมานั้นคือใครก็เอ่ยบอกกับเพื่อนทั้งสองก่อนจะหันซ้ายเลขวาหลบสายตาอิพี่กายเดินออกมาคุยโทรศัพท์ที่ด้านหลังร้าน
"ค่ะ แม่"
(วันนี้นอนบ้านเพื่อนเหรอลูก) เสียงปลายสายที่นุ่มนวลหวานละมุน เข้าใจฉันดีทุกอย่างนี้คือเสียงของแม่ฉันเอง
"ค่ะ ไม่ต้องทำกับข้าวรอนะ พรุ่งนี้ตอนเช้าก็ด้วย กลับอีกทีก็คงจะเย็น ๆ" วันนี้วันศุกร์หรรษาแทนที่ฉันจะได้อยู่ทานข้าวกับแม่ และพรุ่งนี้วันเสาร์ฉันก็กลับเย็นอีก แต่ท่านชินและเข้าใจฉันแล้วล่ะ เพราะเราอยู่กันแบบนี้มาตั้งแต่ฉันจบเข้ามหาวิทยาลัยจนกระทั่งใกล้จะรับปริญญา ซึ่งระหว่างเรียนฉันก็ทำงานพิเศษเสริมออกมาหาเงินใช้เองมาตลอด
และมันยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ เปิดโลกใหม่แก่ฉัน รวมถึงเรื่องผู้ชายด้วย ฮ่า ๆ ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ชอบการมีวันไนท์กับคนที่ชอบและแค่กับคนที่ถูกชะตา
(พรุ่งนี้แม่หยุด เย็นซื้อกับข้าวเข้ามาด้วยแล้วกัน) แม่ฉันก็ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศเหมือนกันนี้แหละ มีวันหยุดเสาร์และอาทิตย์พักผ่อนอยู่บ้าน และเป็นประจำเช่นเดิมทุกวันอาทิตย์คือวันของเราสองแม่ลูก
"ได้ค่ะ แล้วตอนนี้กินข้าวหรือยัง"
(กินแล้วกำลังจะเข้านอน อย่าดื่มเยอะจนขาดสติล่ะ)
"ลูกแม่คอแข็งจะตาย หายห่วง"
(ที่ห่วง ห่วงคนอื่นไม่ใช่เธอ)
"แม่อ่า นี้ลูกแม่นะ"
(ฮ่า ๆ นอนละนะ ไม่โทรไปก็ไม่โทรมาหรอก)
"ตัดพ้อเหรอเรา ไลน์บอกแล้วไม่อ่านเองช่วยไม่ได้นะคะ แล้วล็อคบ้านปิดประตูเรียบร้อยแล้วใช่ไหม"
(เรียบร้อยแล้วค้า)
"แม่นอนเถอะ พรุ่งนี้ตื่นสาย ๆ เลยนะ" ฉันกับแม่เราอยู่กันแบบเพื่อนเพราะแม่ฉันเลี้ยงฉันมาแบบนี้ และท่านก็ยังสาวยังสวยในวัยสี่สิบกลาง ๆ
(ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วย)
"จ้า" คุยกับแม่เสร็จก็ก้มหน้ากดวางสาย
"เชี้ยละ พี่กาย เอาไงวะ" แต่พอเงยหน้าขึ้นสายตาทอดมองไปด้านหน้าเท่านั้นแหละ
หุ่นบึก ๆ ของอิพี่กายก็เข้ามาในสายตาพอดีแป๊ะ ๆ นางกำลังเดินมาทางนี้แต่โชคดีนะที่นางยังมองไม่เห็นเราเพราะตรงนี้มันเป็นลานจอดรถที่ไฟไม่สว่างมากเท่าไหร่
เอาไงดีวะนังชีต้า คิดสิ คิด…
ตอนนี้ฉันได้แต่หันซ้ายหันขวา หาที่หลบและหาหนทางรอด
รู้สึกตัวเองล่กไปหมด นี้ขนาดยังไม่ได้เป็นอะไรกันนะเนี้ย ฉันยังทำตัวเป็นโจรวิ่งหนีตำรวจใจเต้นแรง ตุบ ตุบ อย่างกับคนทำผิดฆ่าคนตายมายังไงยังงั้น
และตอนนี้ฉันก็มาหลบอยู่ที่รถคันสุดท้ายของแถว อิพี่กายก็เดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ นางจะเดินวนรอบลานจอดรถเหรอว่ะเนี้ย
หรือนางจะเดินสำรวจลานจอดรถ ถ้าหลุดโซนนี้ไปโซนอื่นเขาก็จะเห็นเราเพราะโซนอื่นไฟมันสว่างมาก
จะมาวิ่งหนีตำรวจแบบหนังอินเดียไม่ได้นะโว้ย...เอาไงดีวะ
ติ๊ด ติ๊ด
เยส! และแล้วสวรรค์ก็เข้าข้างนังชีต้า เมื่อรถที่ฉันพิงแอบอยู่ จู่ ๆ เจ้าของรถก็กดรีโมทปลดล็อกรถมาจากทางไหนก็ไม่ทราบ
ปัง! จะทางไหนก็ช่างไม่สนแล้ว
คนอย่างฉันแหนะเหรอจะรอขอเจ้าของรถเพื่อขึ้นรถในยามหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้
ไม่พูดพร่ำทำเพลงนังชีต้าตีนไวมือไวก็ขึ้นรถไปเลยสิคะ
"ออกรถเลยค่ะ" และยังมีหน้าออกคำสั่งทั้ง ๆ ที่ยังไม่หันไปมองเจ้าของรถด้วยซ้ำ เพราะตาฉันมัวแต่มองอิพี่กาย
และแล้วรถก็ถอยออกจากซองและเคลื่อนออกจากลานจอดรถโดยที่ฉันเอนเบาะนอนหลบสายตาอิพี่กาย ขอติดรถไปจากตรงนี้ก่อนค่อยขอลงหน้าผับ
"หนีแฟนมาเที่ยว" ในขณะที่รถกำลังต่อแถวแลกบัตรออกลานจอดรถ คนขับหรืออีกสถานะคือเจ้าของรถก็เอ่ยถามออกมาเรียบ ๆ
ฉันตงิดใจสงสัยอยู่นิดหน่อยทำไมเขาพูดเหมือนรู้ว่าฉันหนีอะไร ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิรุจให้น่าสงสัยเลย เปล่าเลยสักนิด...
"ไม่ใช่แฟน คนคุย เรียกงั้นก็ได้ มั้ง" ฉันไม่ได้สับสนในสถานะกับอิพี่กายหรอกนะ แต่จะบอกไปตรง ๆ ก็กลัวจิดูไม่งาม ว่าแค่หวังหลอกฟันเขาอะนะ
"ลงตรงไหน" เมื่อรถแล่นออกจากผับสู่ถนนใหญ่แล้ว ฉันก็ปรับเบาะให้ตรงตามปรกติ
และหันไปมองหน้าผู้ชายเสียงหล่อด้านข้างที่ช่วยชีวิตนังชีต้าไว้ เผื่อนังชีต้าคนนี้จะได้ตอบแทนพระคุณ
และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
คุณพระ! เขาหล่อมาก หล่อแบบ อยากจะรูดซิป ถกกางเกงนางลง และ...ให้บนรถในขณะที่เขาขับรถอยู่จังเลยอะแม่...
"ไล่ลงเลยเหรอ คนหล่อใจร้ายจัง กระเป๋าตังค์ก็ไม่มี เงินก็ไม่ได้พกติดตัวมาสักบาท" แต่มีโทรศัพท์โทรเรียกเพื่อนได้
แต่ไม่ค่ะ... เพราะคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฉันในตอนนี้คือคนที่ส่งสายตาไปมากับฉันในผับเมื่อตอนย้ายโต๊ะไงเล่า
ในผับว่าหล่อแล้ว มาเจอใกล้ ๆ ใจเต้นแรงบอกไม่ถูกเลยอะ แรงแบบชนิดที่ว่าแผ่นดินไหวรุนแรงสึนามิจะเกิดภูเขาไฟจะระเบิด
และใครจะอยากปล่อยให้หลุดมือไป ฉันเลยต้องงัดมารยาหญิงมาใช้แบบเร่งด่วน
"บอกที่อยู่คุณมา ผมจะไปส่ง"
"ไม่ได้ ๆ วันนี้ฉันไม่กลับบ้าน" อะไรกันเขาจำฉันไม่ได้เหรอ หรือเขายังไม่รู้ว่าเป็นฉัน นี้ฉันเอง คนที่นายสบตาหวานส่งให้ไง
"แล้วจะให้ไปส่งที่ไหน" เอะอะไล่อย่างเดียวเลย อย่าบอกนะว่าเป็นพ่อพระ ฉันไม่เชื่อหรอกทรงแบดบอยแถมหล่อซะขนาดนี้
"ห้องนายล่ะ ว่างไหม?
