บทที่ 1 เด็กชายเมฆินทร์สู่ผู้กองเมฆินทร์

เด็กชายเมฆินทร์ อัครวิมานสกุล เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเศรษฐีตระกูลเก่าแก่และร่ำรวย ครอบครัวของเด็กชายตัวน้อยวัยหกขวบอบอุ่นมากจนใครหลายคนอิจฉา แต่แล้วทุกอย่างต้องมาพังลงในพริบตาเพียงเพราะมีบุคคลปริศนาบุกเข้ามายังบ้านหลังนี้

ในค่ำคืนที่ฝนตก สายฝนโปรยลงมาไม่ขาดสาย พ่อของเด็กชายเมฆินทร์ไม่อยู่บ้านในค่ำคืนนี้ เพราะต้องบินไปดูงานที่ต่างประเทศหลายวัน ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมชั้นบนสุดของคฤหาสน์มีเสียงงัดประตูด้วยเหล็กดังขึ้น เด็กชายยังคงไม่หลับเพราะกำลังเล่นเกมในโทรศัพท์จนถึงเที่ยงคืนท่ามกลางความมืด

“คุณแม่ครับ คุณแม่ตื่น มีเสียงอะไรไม่รู้ที่ประตูอ่า หนูกลัว” เมฆินทร์ที่กำลังเล่นเกมอย่างสนุกสนานตกใจจนโทรศัพท์หล่นหลุดมือ ยิ่งได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ก็นั่งเนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

“อื้มมมม...” เยาวเรศ มารดาวัยสามสิบของเจ้าหนูน้อยปรือตาขึ้น เธอยังตื่นไม่เต็มตาด้วยซ้ำ

“มะ แม่ครับ”

“มีอะไรเหรอเมฆ ทำไมไม่นอนอีก” หญิงสาวงึมงำเสียงแผ่วตามประสาคนง่วงนอน แต่ลูกชายตัวเล็กกลับชี้มือไปที่ประตูห้องนอน

แกร๊ก

“เหมือนมีคนจะเปิดประตูเข้ามาเลย พ่อกลับมาแล้วเหรอครับ” เมฆินทร์ถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะในใจตอนนี้กลัวว่าจะเป็นผีที่เคยดูตามทีวีบ่อย ๆ

เยาวเรศมองไปยังบานประตูห้องนอน หญิงสาวเห็นลูกบิดสีทองหมุนไปมา ดวงตาของเธอเบิกกว้างอย่างไม่เข้าใจ สัญชาตญาณบ่งบอกว่ากำลังมีภัยอันตราย

“ไม่ใช่พ่อหรอกลูก พ่อเขากลับมาเดือนหน้า” เธอตอบลูกเสียงเบาเพราะเกรงว่าบุคคลภายนอกจะได้ยิน พร้อมทั้งรีบร้อนลุกจากเตียงนอนก่อนที่ประตูจะถูกสะเดาะกลอนสำเร็จ หญิงสาวหน้าสวยในชุดนอนสายเดี่ยวรีบอุ้มลูกเอาไว้ในอ้อมอก

“แม่จะพาหนูไปไหน” เด็กน้อยถามออกไปเสียงสั่นเครือ

“...” เยาวเรศไม่ได้ตอบคำถามของลูกชาย เธอกวาดตามองรอบ ๆ ห้องหาที่ซ่อนให้ลูกของตนเอง ดวงตาเริ่มชินความมืด จะให้แอบใต้เตียงก็อันตรายเกินไป ทำอย่างไรดีนะ

ปัง! ปัง!

เสียงปืนสองนัดดังสนั่นลั่นคฤหาสน์ แต่เสียงฟ้าผ่าด้านนอกหน้าต่างก็ดังมากเช่นกัน จนอาจจะทำให้ผู้คนที่อยู่ในละแวกนี้หูอื้อกันได้

“แม่ครับ นั่นเสียงปืนใช่ไหม เหมือนในเกมที่ผมเล่นเลย” ถามออกไปด้วยความสงสัยตามประสาเด็กไร้เดียงสา เยาวเรศไม่กล้าพูดอะไรในตอนนี้ ขนาดตอนลูกชายพูดออกมา เธอยังกลัวโจรหน้าประตูได้ยินเลย

ในขณะที่เยาวเรศกำลังคิดว่าจะพาเมฆินทร์ไปหลบซ่อนที่ใดสักแห่ง สายตาก็เหลือบไปเห็นตู้เสื้อผ้าพอดี เธอรีบอุ้มลูกไปไว้ในตู้เสื้อผ้าภายในห้อง ก่อนนั่งยอง ๆ กระซิบข้างหูเพื่อบอกลูกรักด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างคนหวาดกลัว

“มาเล่นซ่อนแอบกันดีกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น น้องเมฆห้ามออกมานะคะคนเก่งของแม่ ซ่อนให้เนียนที่สุด อย่าส่งเสียงอะไรออกมาเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“ครับแม่” เด็กชายเมฆินทร์ตอบเสียงใส เยาวเรศหอมแก้มลูกชายเร็ว ๆ แล้วปิดประตูตู้เสื้อผ้าทันที เธอมองซ้ายมองขวาเพื่อหาที่ซ่อนของตนเองต่อ เพราะตู้เสื้อผ้าที่ยัดลูกเข้าไปเมื่อสักครู่มันคับแคบและมีเสื้อผ้าเยอะมากจนผู้ใหญ่ทั้งคนไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในนั้นได้

แอ๊ดดดด

สองขายังไม่ทันก้าวไปไหน อยู่ ๆ ประตูก็เปิดออกพร้อมผู้ชายร่างสูงใหญ่ชุดสีดำใส่โม่งสีเดียวกันก้าวเข้ามา เยาวเรศหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเลวร้ายและรวดเร็วกว่าที่คิด

ปัง! ปัง! เปรี้ยง!

ดวงตาของเด็กน้อยวัยห้าขวบเบิกกว้างจนแทบถลน เจ้าตัวเล็กนั่งอ้าปากค้างสติหลุดอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่คับแคบ หัวใจสั่นไหวเหมือนจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ในดวงตาสะท้อนภาพมารดาของตนเองล้มลงไปกองกับพื้นในตอนที่ท้องฟ้าสว่างวาบ เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้นในวินาทีถัดมา

“ฮึก...”

เด็กชายเมฆินทร์มือชาน้ำตาไหลเต็มสองข้างแก้ม สายตาเพ่งมองมารดาของตนเองที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

ปัง! ปัง!

ชายชุดดำร่างสูงเดินถือปืนพกสั้นเข้ามายิงซ้ำ ที่ช่องว่างระหว่างประตูตู้เสื้อผ้าในความมืด ทำให้เด็กน้อยเห็นทุกอย่างชัดเจน ใจหนึ่งก็คิดอยากจะวิ่งออกไป แต่ความขี้ขลาดทำให้เขาต้องซ่อนแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าตามคำสั่งของแม่ตนเอง

ฆาตกรคนนั้นเดินไปเดินมารอบห้องเหมือนจะหาอะไรบางอย่าง เด็กชายเมฆินทร์นั่งเอามืออุดปาก ไม่กล้าส่งเสียงร้องโวยวายเพราะกลัวชายฉกรรจ์ที่อยู่ในห้องจะได้ยิน

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าผ่าทำให้เจ้าหนูตัวเล็กสะดุ้งเฮือก ลืมแม้แต่จังหวะหายใจ สติขาดกระเจิงไปพร้อมภาพตรงหน้าที่ดับลง

ถ้าหากว่าเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ขอให้มันเป็นเพียงแค่ฝันร้ายเพียงเท่านั้น แล้วแม่เขายังคงตื่นขึ้นมากล่อมจะได้ไหม?

ยี่สิบปีต่อมา...

‘ว.1 เรียกว.2 ขณะนี้มีคดีใหญ่เข้ามา ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนมารวมกันที่ห้องสืบสวนด่วน ทราบแล้วเปลี่ยน’

เสียงวิทยุสื่อสารเครื่องสี่เหลี่ยมอันเล็กสีดำดังขึ้น ทำให้ร้อยตำรวจเอกเมฆินทร์ อัครวิมานสกุล หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกว่า ผู้กองเมฆินทร์ลืมตาตื่นขึ้นมาในขณะที่กำลังนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

“ผู้กองเมฆครับ ผู้กำกับเรียกประชุมด่วน รีบไปกันเถอะครับ เหมือนจะมีงานด่วนแทรกเข้ามา” ดาบตำรวจอายุน้อยเปิดประตูเข้ามาเรียกคนในห้องที่เพิ่งกลับจากการปฏิบัติภารกิจสืบหาฆาตกรฆ่าหั่นศพแถวชุมชนแออัดละแวกนั้น

“เดี๋ยวผมตามไปครับ ขอล้างหน้าก่อนละกัน” ตอบออกไปเสียงเรียบ

“ให้ผมชงกาแฟไว้ให้ไหมครับ เผื่อต้องประชุมนาน”

“ก็ดีครับ ฝากด้วยนะ”

“โอเคครับ”

นายตำรวจชั้นผู้น้อยเดินจากไปแล้ว เหลือเพียงผู้กองเมฆินทร์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปี รูปร่างโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาเป็นที่สนใจของบรรดาสาว ๆ หลายคน

เมื่อเดินเข้ามาในห้องน้ำใกล้ ๆ มือหนายื่นไปเปิดน้ำในก๊อกแล้วควักขึ้นมาลูบหน้าลูบตาจนเปียกชุ่ม ใบหน้าคมสวยดูโทรมคล้ายกับคนอดหลับอดนอนไม่มีผิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังดูหล่อเหลาจนสาวเหลียวหลังมองหากได้เจอ

ก่อนจะเงยหน้ามองบานกระจกที่สะท้อนภาพตัวเอง

นานเท่าไรแล้วนะกับเหตุการณ์ในวันนั้น ที่แม่เขาโดนยิงตายต่อหน้าต่อตา เหมือนเป็นฝันร้ายที่ไม่อาจลืมเลือน แม้ว่าจะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม

แม่เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ถูกใครบางคนฆ่าตายเหมือนผักปลา

มันเป็นเรื่องแย่มากที่คดีแม่ของเขาถูกปัดตกให้เป็นคดีฆ่าชิงทรัพย์ เพียงเพราะคนร้ายเป็นผู้มีอิทธิพลมากและไม่มีใครกล้าเอาผิด แม้กระทั่งตำรวจ ในตอนแรกเมฆินทร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้สารเลวนั่นมันเป็นใคร แต่สุดท้ายพ่อของเขาก็จ้างนักสืบตามหาจนเจอตัวคนร้าย ชายฉกรรจ์ที่คลุมด้วยหมวกไอ้โม่งในคืนฝนตกคนนั้นคือผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในแถบนี้

นายศตวรรษ เอกพิทักษ์ไพฑูรย์ คนที่เป็นฆาตกรฆ่าแม่ของเขาอย่างเลือดเย็น วัยสี่สิบสามปี มีชื่อในวงการมาเฟียว่า เฮียเสือ เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่มีชื่อเสียงเรื่องการค้ายาเสพติดและอาวุธเถื่อน และเหตุจูงใจในการลอบฆ่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องบัดซบสิ้นดี

พ่อของเขาบอกว่ามาเฟียคนนี้แอบชอบแม่ และคงถูกแม่ปฏิเสธจนทำให้มันโกรธแค้นก็เลยฆ่าทิ้ง แม่เขาต้องตายไปต่อหน้าต่อตา ในตอนนั้นเขาขี้ขลาดตาขาวทำให้ไม่กล้าพอที่จะวิ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า ความหวาดกลัวในใจมันทำให้เขารู้สึกเคียดแค้น

เขาภาวนาอย่างยิ่งเพื่อให้ตัวเองได้รับภารกิจเกี่ยวกับคดีของไอ้เหี้ยเสือ เพราะคงมีทางเดียวที่จะได้เข้าใกล้คนอย่างมัน จนถึงตอนนั้นเขาจะฆ่าไอ้เวรนั่นด้วยมือของเขาเอง

นี่อาจเป็นเหตุผลที่เมฆินทร์เลือกจะเรียนต่อในสายตำรวจ จากผู้ชายตัวเล็กต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างหนัก กินแต่ของที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้ตัวใหญ่อย่างที่เห็น เขาต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากกว่าจะถึงวันนี้

เพราะการที่เป็นบุคคลธรรมดาไร้ซึ่งอำนาจไม่สามารถเข้าใกล้ผู้มีอิทธิพลอย่างไอ้เสือได้ ถ้าวันใดวันหนึ่งได้รับภารกิจเกี่ยวกับไอ้เสือ เมฆินทร์ก็จะตอบตกลงอย่างไวโดยไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเอง เขาพร้อมจะตายตามไอ้เวรนั่นที่ฆ่าแม่ของตนเอง อย่างไรเสียเรื่องที่แม่เขาต้องตายมันก็เหมือนเป็นฝันร้ายไปแล้ว และแน่นอนว่าเรื่องนี้พ่อของเขาก็คงจะรู้ดี แม้ว่าครอบครัวจะยังมีธุรกิจพันล้านรอให้เขาบริหารอยู่ แต่ถึงกระนั้นผู้เป็นพ่อก็ไม่เคยห้ามปรามที่เขามาทำงานตรงนี้เลย

เมฆินทร์ขอเดาว่า พ่อของเขาก็อยากให้ไอ้เหี้ยเสือคนนั้นตายไปจากโลกนี้เหมือนกัน

ร่างสูงโปร่งผ่อนลมหายใจ พยายามระงับโทสะที่คุกรุ่นในใจ แม้ไม่เคยเห็นไอ้เสือ แต่เคยเห็นรูปภาพตามหน้าโซเชียลที่บรรดาสาว ๆ ต่างก็กรี๊ดกร๊าดให้กับความหล่อของมัน

“ถุย! กูหล่อกว่าตั้งเยอะ ตัวลายเป็นเหี้ยแบบนั้นเอาอะไรมาหล่อ” เมฆินทร์หมายถึงรอยสักลายเสือตามหน้าอกที่เขาเคยเลื่อนรูปไปเจอตามโซเชียล

ตำรวจหนุ่มพักเรื่องไอ้เสือเอาไว้ก่อนแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วมุ่งหน้าไปตามห้องสืบสวนทันที

เมฆินทร์นั่งรอไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามทุกคนในสำนักงานก็เดินทางมารวมตัวกัน ผู้คนในห้องสืบสวนมีประมาณเกือบสามสิบคน ด้านหน้าห้องมีจอโปรเจคเตอร์ปรากฏเป็นภาพชายใบหน้าคมเข้มที่คุ้นตา ดวงตาคู่นั้นดุดันอย่างกับนักล่า บริเวณหน้าอกของมันสักลายเสือคู่ ส่วนที่นิ้วมือสวมแหวนเพชรสีน้ำเงิน มองปราดเดียวก็จำได้ว่านั่นคือไอ้เหี้ยเสือ หรือที่ใครต่อใครต่างเรียกว่าท่านศตวรรษ หัวหน้ามาเฟียของแก๊งพยัคฆ์ทมิฬ

“คดีนี้เป็นคดีใหญ่ที่สุดของกองปราบเรา เป็นงานยาก เพราะต้องยอมรับว่ามันอันตรายมาก เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมจะไม่บังคับ แต่ผมขอรายชื่อคนที่สมัครใจเข้าร่วมทำคดีนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าจำนวนคนไม่พอ ผมจะคัดเลือกทีหลังว่าคนในทีมจะมีใครบ้าง” ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางประกาศหาอาสาสมัครรับทำคดีใหญ่หนึ่งคดี ซึ่งเบื้องบนสั่งให้จัดการด่วน เพราะมีสายรายงานมาว่าพวกมันจะทำให้เมืองโคราชกลายเป็นเมืองแห่งยาเสพติด นอกจากนี้ยังมีเรื่องการค้ามนุษย์กับอาวุธเถื่อน จึงจำเป็นต้องเร่งจัดการให้เร็วที่สุด

รู้สึกว่ากฎแห่งกรรมจะทำงานเร็วกว่าที่คิด ผู้กองเมฆินทร์ที่นั่งอยู่กระตุกยิ้มข้างมุมปาก และในที่สุดวันที่รอคอยมาตลอดยี่สิบปีก็มาถึง

ไอ้เหี้ยเสือ มึงต้องไม่ตายดี!

Talk :

สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ เปิดฉากตอนแรกกันไปแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับปมความเจ็บปวดในวัยเด็กของน้องเมฆินทร์ แผลใจจากเหตุการณ์ในคืนฝนตกวันนั้น ได้หล่อหลอมให้เด็กชายตัวน้อยเติบโตมาเป็นนายตำรวจหนุ่มผู้มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคุณแม่ที่จากไปอย่างไม่วันหวนกลับ

การเผชิญหน้าระหว่าง ผู้กองเมฆินทร์ กับ เฮียเสือ ศตวรรษ ในภารกิจเดือดครั้งนี้ รับรองว่าเข้มข้น สะใจ และมีเรื่องให้ทุกคนต้องลุ้นตามกันแบบตัวเกร็งแน่นอนค่ะ การรอคอยมานานถึงยี่สิบปีสิ้นสุดลงแล้ว และเกมแค้นครั้งนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ใครที่รอติดตามฉากปะทะคารม การสืบสวนสุดระทึก และปมดราม่าเชือดเฉือนอารมณ์ เตรียมปักหมุดรอชมความมันส์กันได้เลยนะคะ

ฝากทิ้งคอมเมนต์ พูดคุยติชม กดหัวใจ และกดเพิ่มเข้าชั้นหนังสือ เพื่อเป็นกำลังใจสำคัญให้กับไรต์ในการสร้างสรรค์ตอนต่อไปด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ

บทถัดไป