บทที่ 5 ตอนที่ 5 ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน
ตอนที่ 5 ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน
“เดี๋ยวนี้เฮียชอบแนวนี้เหรอครับ” แดนดินถามเจ้านายที่ยืนจ้องชายร่างผอมสูง เมฆินทร์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีดำยืนสลบไสล ร่างกายถูกพันด้วยโซ่ติดกับเสากลางห้องห้องหนึ่งในคฤหาสน์ บริเวณลำคอมีรอยแดงจ้ำขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดจากการบีบเค้น และบนใบหน้าของมาเฟียรุ่นใหญ่ก็มีปลาสเตอร์ปิดแผลแปะอยู่เช่นกัน
ศตวรรษไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่ก็ไม่ได้หนังเหนียวจนถึงขั้นไม่มีแผล
“ก็เพิ่งรู้สึกว่ามันน่าค้นหาดี”
“เขาไม่ได้เป็นเกย์นะครับ” คนเป็นลูกน้องแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“อันนั้นกูรู้แล้ว” ชายผิวสีแทนเดินเข้าไปหาเมฆินทร์อย่างย่ามใจ ฝ่ามือลูบใบหน้าเรียวแล้วดันคางให้เชิดขึ้น เวลาหลับนั้นดูไร้พิษภัยเหลือเกิน
“แล้วข้อมูลที่กูให้ไปหาเพิ่มล่ะ มีไหม” ศตวรรษเอ่ยขึ้นในขณะที่สายตายังไม่ละไปจากเมฆินทร์
“ได้ข้อมูลตามทะเบียนราษฎร์มาครับ เป็นเด็กกำพร้า เรียนไม่ค่อยเก่ง สมัครงานมาแล้วหลายที่ แต่ก็ไม่มีใครรับเข้าทำงาน จนมาขอทำงานที่กาสิโนของเฮียนี่แหละครับ”
“จริงเหรอ คนธรรมดาอย่างมันเนี่ยนะ มันอยากจะมาฆ่ากูทำไม”
“เดี๋ยวผมให้สายไปสืบมาเพิ่มอีกครับ อาจจะเป็นนักฆ่ามืออาชีพปลอมประวัติมาก็ได้ เพราะพวกผมตรวจเจอเครื่องดักฟังในชุดเด็กเสิร์ฟด้วย”
“อืม ตรวจดูให้ดีว่ามันเป็นใคร” นิ้วโป้งหยาบกระด้างลูบริมฝีปากเนื้อนิ่มไปมา ก่อนสอดเข้าไปเขี่ยลิ้นในปาก สายตาคู่คมจ้องไม่กะพริบ จนกระทั่งเปลือกตาสีไข่ปรือขึ้นมา
“ครับ”
“แต่ไม่ว่ามันจะเป็นใครมาจากไหน ถ้ามันไม่ได้มาดี สุดท้ายมันก็ต้องตายอยู่ดี”
เมฆินทร์ตื่นขึ้นมาเต็มสองตา เขาสะบัดใบหน้าออกจากฝ่ามือแข็งกระด้างด้วยสายตาเกลียดชัง “มึงจะทำอะไรกูวะ ไอ้เหี้ยเสือ”
“ทำไมเรียกกูแบบนี้ล่ะ ไม่เห็นรื่นหูเหมือนเมื่อวานเลย” มาเฟียแก่เลิกคิ้วสูงอย่างยียวน
“ก็มึงมันเหี้ย” เมฆินทร์ตะคอกเสียงแข็ง ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยสักนิด ขนาดตัวเองถูกจับมัดด้วยโซ่อยู่แท้ ๆ
“เกลียดกูมากนัก ระวังได้กูเป็นผัวนะไอ้หนู”
“แหวะ กูจะอ้วก คนอย่างกูยอมตายดีกว่าต้องเสียศักดิ์ศรีความเป็นชายแล้วอ้าขาให้มึงเอา”
“อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธกูสิ กูจะให้เวลามึงคิดสักสามคืน แล้วค่อยมาให้คำตอบ”
แดนดินยืนมองเจ้านายต่อรองด้วยความพยายาม ปกติคนอย่างศตวรรษไม่จำเป็นต้องลดตัวลงมาทำเรื่องแบบนี้ แค่กระดิกนิ้วเลือกว่าอยากได้คนไหน คนคนนั้นก็พร้อมเปลื้องผ้าให้เชยชมจนกว่าจะเบื่อ
“กูไม่เอามึงทำผัวแน่ ๆ ไอ้เหี้ยเสือ...”
ฟอด!
เมฆินทร์พูดยังไม่ทันจบ ใบหน้าคมเข้มโน้มเข้าไปหอมที่พวงแก้มเมฆินทร์แรง ๆ ถึงกลิ่นจะไม่ได้หอมหวานมากนัก แต่เขากลับรู้สึกสนุกเสมือนกำลังเล่นกับเหยื่อตัวหนึ่ง
“อีกสามวันมาเอากันนะจ๊ะ เมียจ๋า” เสียงทุ้มต่ำออกไปทางล้อเลียน ถึงใบหน้าจะนิ่งไร้อารมณ์ แต่สายตากลับยียวนชวนให้หมั่นไส้
“ไอ้สัด!” เมฆินทร์ด่ากลับอย่างคนหัวเสีย แต่คนตรงหน้าก็ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้าน หนำซ้ำยังยกยิ้มยั่วโมโหก่อนจะหันหลังเดินออกไป
“จะไปตายที่ไหนก็ไปซะ ไอ้สันดานหมา” เสียงชายหนุ่มตะโกนด่าไล่หลัง เล่นเอาแดนดินมือขวาคนสนิทสะดุ้งตามไปด้วย ชายทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องนั้น การ์ดที่ยืนเฝ้าด้านหน้านำแม่กุญแจมาล็อกประตูเพื่อความแน่นหนา
สายตาลูกน้องคนสนิทอย่างแดนดินเห็นไหล่กว้างของเจ้านายสั่นเล็กน้อย โสตประสาทได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาพอให้สงสัย
“เฮียดูสนุกนะครับ ระวังจะตกหลุมรักเหยื่อตัวเอง”
“ไม่มีวัน” มาเฟียหน้าโหดสวนทันควัน เขารู้ว่าลูกน้องแซวเล่น แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
วันต่อมา...
ศตวรรษออกไปทำงานกับลูกน้องตามปกติ กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองสามทุ่ม มาเฟียร่างสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเดินนำทางขึ้นไปยังห้องขังจำเลยหน้าหล่อ
ภายในห้องไม่ได้เปิดแอร์ไว้ทั้งที่มีเครื่องปรับอากาศ ร่างผอมสูงที่โดนมัดด้วยโซ่ตรวนอยู่กับเสายืนหลับด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
สายตาคมกริบเหลือบมองจานอาหารที่วางอยู่กับพื้น ไม่มีอะไรพร่องลงไปเลยแม้แต่แก้วน้ำ ถึงมือของเมฆินทร์จะถูกมัดไว้ แต่ก็คงไม่มีใครใจร้ายใจดำเอาข้าวมาตั้งไว้เฉย ๆ แบบนี้
“ทำไมข้าวกับน้ำยังดูเหมือนไม่เคยมีใครแดก ไม่มีใครป้อนมันเหรอ” ศตวรรษเอ่ยถามน้ำเสียงติดดุ
“มีครับเฮีย แต่เด็ก ๆ ที่เฝ้าหน้าห้องรายงานว่ามันไม่ยอมอ้าปากกินข้าวเลย คนของเราก็เลยวางจานข้าวเอาไว้ให้ เผื่อมันจะหิวแล้วเรียกให้เข้ามาป้อนข้าว”
“พยศสินะ”
“ประมาณนั้นครับเฮีย”
“มึงจะไปไหนก็ไป เดี๋ยวกูจัดการไอ้เด็กนี่เอง”
“ครับเฮีย” แดนดินก้มศีรษะแล้วหันหลังเดินออกจากห้องขังจำเลยไป
ศตวรรษหันมาให้ความสนใจกับของเล่นตรงหน้า ร่างสูงก้มลงไปหยิบขวดน้ำขึ้นมาเปิดฝา แล้วเทใส่หัวเมฆินทร์
สายน้ำเย็นไหลจากศีรษะลงมาถึงช่วงลำตัว เสื้อสีขาวแนบลงไปกับผิวกายจนเห็นเนื้อหนังรำไร ใบหน้าขาวสภาพทรุดโทรมเงยหน้าขึ้นมามองคนที่เอาน้ำราดหัวตนเอง
“เอาน้ำราดหัวกูทำเหี้ยอะไร”
“ก็แค่อยากให้มึงตื่นมากินข้าว” คนแก่กว่าโยนขวดน้ำลงกับพื้น
“กูไม่กิน” เมฆินทร์ค้านหัวชนฝา
“มึงต้องกิน” ศตวรรษหยิบจานข้าวผัดเย็นชืดขึ้นมา ตักข้าวในจานจ่อที่ปากชายหนุ่มอายุน้อย เมฆินทร์หันหน้าหนีไปทางอื่น
“กูบอกว่าไม่แดกไง”
“แดกเข้าไปเดี๋ยวนี้”
“กูไม่แดก อย่ามาบังคั-- อื้อ!”
เฮียเสือยัดข้าวช้อนนั้นเข้าไปทั้งที่เมฆินทร์ยังพูดไม่จบ คนเด็กกว่าตกใจตาถลนจึงพ่นข้าวคำนั้นใส่ใบหน้าดุดัน
“ถุย! ก็บอกว่าไม่กินไง เป็นส้นตีนอะไรฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ หรือว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นควายวะไอ้เหี้ยนี่”
ศตวรรษก้มลงไปวางจานข้าวไว้ที่พื้น ขาของเมฆินทร์ไม่ได้ถูกมัดไว้ เขาเลยถือโอกาสถีบไหล่กว้างของมาเฟียรุ่นใหญ่ด้วยความเคียดแค้น จนอีกฝ่ายล้มหน้าหงาย
“โทษที พอดีกูคันตีน อยากเหยียบหน้าตัวเหี้ยแถวนี้” ถึงจะไม่ได้ถีบหน้า แต่ก็สะใจอยู่ไม่น้อย
หัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ทมิฬลุกขึ้นมาบีบคางคนเด็กกว่าด้วยความเหลืออด เมฆินทร์แค่นยิ้มสะใจ
“ชอบจริง ๆ พวกม้าพยศแบบนี้ เดี๋ยวกูจะตีให้เชื่องเหมือนแมวเลย”
ใบหน้าโหดเหี้ยมฉกจูบคนเด็กกว่าอย่างรุนแรง กัดปากล่างย้ำ ๆ จนได้เลือดแล้วดูดเม้มไม่ปล่อยง่าย ๆ พอเมฆินทร์ถอยหนีก็ตามเข้าไปจูบอย่างไม่รู้จักพอ
“จูบกูทำไม ขยะแขยง”
“ไม่อยากให้จูบก็กินข้าวสิ”
“ไม่-กิน” ชายหนุ่มเน้นย้ำทีละคำ ซ้ำยังกระแทกเสียงไม่พอใจ พอเป็นคนที่เกลียดเอามาก ๆ เขากลับไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย ต่อให้โดนมัดอยู่ก็ยังอยากฆ่าไอ้เหี้ยเสือให้ตายคามือ
“งั้นกูจะจูบจนกว่ามึงจะยอมกินข้าว”
“อย่าบังคับกูด้วยวิธีแบบนี้ได้ไหม มันน่าขนลุก”
“ไม่ได้”
จุ๊บ
ศตวรรษจูบปากคนเด็กกว่าแรง ๆ แล้วสอดลิ้นเข้าไปควานหาความหวาน แต่สิ่งที่ได้กลับตรงกันข้ามเสียอย่างนั้น
กึก!
ฟันคมงับลิ้นสากในปากอย่างแรงจนรู้สึกได้ถึงความคาวสนิมในโพรงปาก ร่างหนาถอยหลังไปยืนนิ่ง เมฆินทร์ยิ้มเยาะได้ใจ
“ไอ้เด็กเหี้ย มึงกล้ากัดลิ้นกูเหรอ” ศตวรรษพูดน้ำเสียงลอดไรฟัน
“เจ็บสิท่า ฮ่า ๆๆ สมน้ำหน้าฉิบหาย”
“จะกวนประสาทไม่เลิกใช่ไหม ได้ เดี๋ยวเจอกู”
มาเฟียรุ่นใหญ่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาถอดกางเกงของคนปากดีลงไปกองที่พื้น ตามด้วยกางเกงในสีเข้ม เมฆินทร์เบิกตากว้าง หวาดระแวงจนถึงขั้นต้องยกเท้าถีบอกศตวรรษเอาไว้
“มึงจะทำอะไร”
“ก็จะกระแทกตูดมึง จนกว่ามึงจะยอมกินข้าว”
“มึงหยุดเลยนะ กูไม่เอา”
“ก็แดกข้าวซะ จะดื้อด้านไปทำไม”
“ปล่อยให้กูอดตายไป ดีกว่าโดนมึงจับทำเมียซะอีก”
“แต่ถ้ามึงไม่กินข้าวตอนนี้ มึงก็ต้องตกเป็นเมียกูตอนนี้เลยนะ ไม่กลัวเสียเอกราชเหรอ”
“กูสกปรก กูยังไม่ได้อาบน้ำมาวันหนึ่งแล้ว มึงคงไม่ชอบกินของสกปรกอย่างกูหรอก”
“ก็ไม่แน่ ถ้ามึงไม่ยอมกินข้าว กูอาจจะกลั้นใจทำก็ได้” มือข้างหนึ่งจับขาเรียวที่อกให้ขยับไปพาดเอวสอบ มืออีกข้างลูบไปตามหน้าท้องลอนบาง ไล้ลงไปตามช่วงขาอ่อน บีบแก้มก้นอวบเนื้อแน่นจนเมฆินทร์เริ่มดิ้นอีกครั้ง แต่โซ่ที่รัดอยู่และยังไม่ได้กินข้าวเลย มันทำให้เขาอ่อนแรงมาก จนไม่สามารถดึงขาตนเองออกจากการเกาะกุมได้
“กูจะกินข้าวยังไง มึงเล่นเอาโซ่ล่ามกูไว้แบบนี้”
“เดี๋ยวกูป้อน” นิ้วเรียวกรีดไปตามร่องก้น เมฆินทร์รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เขาแค่อดข้าวประท้วงว่ายอมตายดีกว่าตกเป็นเมียไอ้เหี้ยเสือ ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมาไม้นี้
“เดี๋ยว กูอยากกินเอง”
“เดี๋ยวกูป้อน”
“ก็บอกว่าอยากกินเองไง หูหนวกเหรอไอ้สันดานหมา อึก...” เมฆินทร์เม้มปากแน่น นิ้วสากกดชำแรกรูจีบด้านหลังลงไปโดยไม่ได้บอกกล่าวเลยสักนิด ปากหยักแสนร้ายกาจเอื้อนเอ่ยวาจาต่อมาอย่างเยือกเย็น
“อย่าดื้อกับกูสิไอ้หนู”
“...”
“ให้กูปลดโซ่ให้มึง ก็เหมือนปล่อยหมามากัดตัวเอง กูขอล่ามมึงไว้แบบนี้ดีกว่า ถ้าหิวข้าวก็แค่อ้าปากแล้วกินข้าวที่กูป้อนให้”
“เออ ๆ อยากทำอะไรก็ทำ อย่าเอากูก็พอ”
“ก็แค่นี้”
คนแก่กว่าก้มลงไปหยิบจานข้าวบนพื้น มุมปากกระตุกยิ้มน้อย ๆ พอเงยหน้ามาก็เคร่งขรึมดังเดิม
มือเรียวตักข้าวผัดจ่อปากอีกครั้ง เมฆินทร์อ้าปากงับคำแรกเข้าไป พอกลืนลงคอก็บ่นอุบทันที
“ไม่อร่อย”
“ก็ไม่ยอมกินตั้งแต่แรกเอง ช่วยไม่ได้”
“ไม่อยากกิน”
“แล้ว...?” เฮียเสือตักข้าวคำต่อไปจ่อปาก หัวคิ้วเลิกขึ้นเชิงสงสัย
“ไปซื้อมาให้ใหม่ได้ไหม มันไม่อร่อยจริง ๆ ไม่เชื่อมึงก็ลองชิมดิ” ชายหนุ่มส่งสายตาเว้าวอน ศตวรรษหลุบตามองข้าวผัดเย็นชืดในช้อนอย่างพินิจพิจารณา แต่สุดท้ายก็ยอมตักเข้าปากอยู่ดี “เป็นไง อร่อยสุด ๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ”
“รสชาติห่วยแตก”
“ก็กูบอกแล้ว ใครแม่งจะไปกินลง”
“มึงอยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวให้คนออกไปซื้อให้”
“สปาเก็ตตี้คาร์โบนาร่า”
“เรื่องมากฉิบหาย” ศตวรรษวางจานข้าวผัดรสชาติไม่ได้เรื่องลงกับพื้นที่เดิม เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่เดินออกไปจากห้องขังจำเลย แล้วก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากด้านนอก
“ออกไปซื้อสปาเก็ตตี้กับน้ำเย็น ๆ ให้ไอ้เด็กเวรนั่นที”
“ให้พวกผมไปซื้อใหม่เหรอครับ”
“อืม”
มาเฟียหนุ่มใหญ่กลับขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนที่ห้องนอนของตนเอง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมอาบน้ำสีดำเข้มปักลายไทยนั่งพิงที่หัวเตียงนอน ในมือถือไอแพดเลื่อนดูราคาหุ้นที่ลงทุนเอาไว้
ก๊อก ๆๆ
เสียงเคาะประตูดังสองสามครั้ง ตามด้วยเสียงลูกน้องคนสนิทของตนเอง
“เฮียครับ ๆ ผมขอเข้าไปได้ไหมครับ”
“ก็เข้ามาสิ”
แดนดินปรากฏตัวอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมเอกสารปึกหนึ่ง ศตวรรษได้แต่มองกระดาษใบนั้นด้วยความสงสัย
“มีอะไร แล้วนั่นเอกสารอะไร”
“เอกสารชีวประวัติที่แท้จริงของว่าที่ภรรยาเฮียไงครับ” แดนดินติดเล่นตามประสา มือยื่นกระดาษปึกนั้นให้เจ้านายตนเองได้อ่าน
ศตวรรษไล่ดูกระดาษทุกแผ่น ตั้งแต่ยามเด็กไปจนโต เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นเคย
“ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณเยาวเรศ”
“ใช่ครับเฮีย ลูกของคุณคนนั้น”
“อืม แล้วเป็นตำรวจเสียด้วย โปรไฟล์ดีใช้ได้เลย”
“เฮียจะฆ่าเด็กคนนั้นไหมครับ”
“ไม่ล่ะ กูอยากจับมันเอาให้หนำใจก่อน”
Take :
สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ เดินทางมาถึงตอนที่ห้ากันแล้ว บอกเลยว่าความตึงและความกวนของคู่นี้คือที่สุด! น้องเมฆินทร์ของเราสู้ชีวิตสุด ๆ ถึงจะโดนล่ามโซ่ตรวนและตกเป็นรองอยู่ แต่ปากก็ยังแจ๋วแหววไม่ยอมแพ้ แถมยังหาจังหวะสวนกลับเฮียเสือได้ตลอด งานนี้จากเดิมที่มาเฟียใหญ่อาจจะกะแค่จัดการนิ่ม ๆ แต่ดูทรงแล้วน่าจะต้องปวดหัวกับความพยศของน้องไปอีกนานแน่นอนค่ะ
ส่วนปมในอดีตก็เริ่มแดงขึ้นมาแล้ว เมื่อเฮียเสือรู้ตัวจริงว่าเมฆินทร์เป็นลูกชายของคุณเยาวเรศ งานนี้บอกเลยว่าเกมแค้นและเกมรักกำลังจะเดือดระอุขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เตรียมลุ้นตอนต่อไปกันได้เลยนะคะว่าเฮียเสือจะใช้แผนไหนมาปราบฤทธิ์เดชของตำรวจหนุ่มคนนี้ต่อ!
ฝากกดหัวใจ เพิ่มเข้าชั้นหนังสือ และคอมเมนต์พูดคุยติชมเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
