บทที่ 8 ตอนที่ 8 ศตวรรษเป็นมาเฟียแก่
ตอนที่ 8 ศตวรรษเป็นมาเฟียแก่
กลางห้องโถงโอ่อ่าใหญ่โต สุดท้ายแดนดินก็ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาค้นในตัวคฤหาสน์ ศตวรรษเดินมาตามทางบันไดกลางตัวคฤหาสน์ทั้งที่ยังสวมชุดคลุมอาบน้ำอยู่
“บุกเข้ามาในบ้านกูยามวิกาลแบบนี้ ไม่กลัวข้อหาบุกรุกบ้านคนอื่นหรือไง”
“สวัสดีครับเฮียเสือ ลูกน้องคุณไม่ได้บอกเหรอครับ ว่าพวกผมมีหมายค้น”
“โทษที พอดีอายุมากแล้ว เลยหลง ๆ ลืม ๆ” มาเฟียใหญ่เจ้าของคฤหาสน์เดินเข้ามาหาสารวัตรนำทีม สายตาเรียบนิ่งชวนขนหัวลุก รอยสักเสือคำรามที่โผล่พ้นขอบเสื้อคลุมอาบน้ำยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขามมากกว่าเดิม สองขายาวก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านายตำรวจหน้าตาคมเข้ม ก่อนพูดต่อ
“แต่ถ้าพวกมึงทุกคนหาของที่ต้องการไม่เจอ กูควรจะทำยังไงกับพวกมึงดี”
“ถ้าไม่เจอ พวกผมก็ต้องขออภัยที่มารบกวน แต่ถ้าเจอ คุณก็เตรียมตัวโดนข้อหาลักพาตัวเจ้าหน้าที่พนักงานได้เลย” พันตำรวจโทไกรภพ วิเชียรชัย หัวหน้าทีมสืบสวนของเมฆินทร์ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เขาได้รับข่าวว่าลูกน้องตนเองโดนพาตัวออกจากผับไปตั้งแต่สามวันที่แล้ว รู้ทั้งรู้ว่าลูกทีมอยู่ที่ไหน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอหมายค้น จะให้บุกเข้ามาในตัวคฤหาสน์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ระบบความปลอดภัยของที่นี่ค่อนข้างแน่นหนา มีทั้งกำแพงที่สูง กล้องวงจรปิด แถมในป่ารอบตัวคฤหาสน์ก็ดันมีกับดักระเบิดอีก
แต่หากถามว่าทำไมถึงรู้ว่าที่นี่มีกับดักระเบิด นั่นก็เพราะเคยมีสายสืบเหยียบกับดักนั้นตายมาแล้ว ตอนหนีออกจากคฤหาสน์แห่งนี้
“ถ้าคิดว่าเจอก็เอาสิ เชิญ” ศตวรรษผายมือไปทางบันไดด้านหลังอย่างท้าทาย
สารวัตรส่งสัญญาณมือให้ลูกทีมปฏิบัติหน้าที่ นายตำรวจกองปราบหลายคนพากันไปตรวจค้นทุกซอกทุกมุมในคฤหาสน์
สามชั่วโมงต่อมา
‘ว.หนึ่งเรียกว.สอง ตอนนี้ค้นหาครบทุกห้องแล้ว ยังไม่เจอตัวผู้กองเมฆินทร์เลยครับ ทราบแล้วเปลี่ยน’
เสียงเครื่องมือสื่อสารกรีดร้อง สารวัตรไกรภพหน้าเสีย แม้ว่าจะค้นหาเท่าไรก็ยังไม่พบสิ่งแปลกปลอมอย่างพวกยาเสพติดเลย ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างระวังตัว ไม่แปลกที่จะอยู่ในสังคมมาเฟียได้นานเป็นสิบปีแบบนี้
ศตวรรษนั่งรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในห้องโถงชั้นล่างสุด สารวัตรไกรภพสั่งให้ตำรวจชั้นผู้น้อยค้นหาอย่างละเอียดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยอมถอนกำลังออกไป
นายตำรวจหัวหน้าทีมรอลูกน้องมารวมตัวกันตรงกลางห้องโถง ซึ่งศตวรรษก็ไม่ได้ไปไหน เขานั่งรออยู่ตรงโซฟามุมห้องที่อยู่ในโซนสำหรับรับแขก
“กูคิดว่าพวกมึงจะค้นบ้านกูยันเช้าเสียอีก” ศตวรรษพูดแดกดันไกรภพที่เดินเข้ามาลา สารวัตรหนุ่มค้อมหัวขอโทษ ในใจเป็นห่วงลูกน้องตนเอง เขาไม่อยากเสียตำรวจน้ำดีคนนี้ไป
“ต้องขอโทษที่มารบกวนด้วยนะครับ ผมไม่เจอตัวลูกน้องของผม อาจจะเป็นความผิดพลาดของทางเรา ยังไงคืนนี้ก็คงต้องขอตัวลา ราตรีสวัสดิ์ครับเฮียเสือ”
“ครับ ราตรีสวัสดิ์”
ขบวนเจ้าหน้าที่ตำรวจพากันออกไปจากคฤหาสน์ ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง ศตวรรษก็ลุกขึ้นไปแต่งตัวบนห้องนอนของตนเอง เขาเดินลงมาในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนสีดำ เป็นชุดที่ดูเรียบง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
“จะไปไหนครับเฮีย” แดนดินถาม
“ไปนอนเฝ้าหมา กลัวมันหนี”
“ที่บ้านพักตากอากาศริมทะเลเหรอครับ” ลูกน้องคนสนิทถามอย่างรู้ทัน
“อืม”
เสียงคลื่นทะเลสาดริมชายหาด เมฆินทร์นอนมองวิวพระจันทร์คืนเดือนหงายผ่านหน้าต่าง เขาตัดสินใจไม่หนีไปไหนแม้ว่าจะมีโอกาสก็ตาม เพราะอยากเข้าใกล้ไอ้เหี้ยเสือให้มากที่สุด และวิธีนี้ก็คงง่ายที่สุดในตอนนี้เช่นกัน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ความง่วงงุนเข้ามาแทนที่ ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม กลิ่นกายของศตวรรษที่แผ่ออกมาจากเสื้อผ้าไม่ได้แย่เลย มันหอมมากจนกล่อมให้หลับได้ในไม่กี่นาที
แอ๊ดดดดด
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน หัวหน้าแก๊งพยัคฆ์ทมิฬเดินทางมาถึงบ้านพักตากอากาศเป็นที่เรียบร้อย ร่างสูงสง่าทอดสายตามองคนบนเตียงกว้าง มุมปากขยับยิ้มอัตโนมัติ
“ยังอยู่อีกเหรอ นึกว่าหนีหายไปแล้ว”
ร่างบนเตียงขยับเปลี่ยนท่าทาง เมฆินทร์พลิกตัวมาจ้องคนที่หน้าประตู แสงจากนอกหน้าต่างทำให้เขาเห็นหน้ามาเฟียแก่ชัดเจน ซ้ำยังทำให้รู้ว่าตอนนี้ใกล้เช้าแล้ว
“ก็อยากโดนเอาก่อนไง” เลือกที่จะพูดยียวนกลับไป
“ยังไม่หลับอีกเหรอ”
“ตื่นเพราะมีตัวเหี้ยเปิดประตูเข้ามาไง” ใบหน้าคมสวยขมวดคิ้วแน่น
“ปากดีไม่เลิกเลยนะมึง”
“แล้วนั่นอะไร เอาโซ่มาทำเหี้ยอะไร” สายตานายตำรวจหนุ่มสังเกตเห็นโซ่และกุญแจข้อมือที่ศตวรรษถืออยู่ เขามองอย่างไม่ไว้ใจ
“ก็จะนอนกับมึง”
“แล้ว...?”
“เอามาล็อกมือมึงไว้ จะได้ไม่ลอบกัดกูตอนหลับ”
“ส้นตีนมากนะ ให้กูนอนดี ๆ บ้างได้ไหมวะ”
“ไม่ได้” ศตวรรษเดินเข้ามาล็อกข้อมือทั้งสองข้าง ตรึงขึ้นไปเกี่ยวตัวโซ่กับหัวเตียงแล้วทิ้งร่างกายลงมานอนเคียงข้าง
“เกลียดมึงฉิบหาย”
“บอกแล้วไงว่านั่นมันเรื่องของมึง”
“น่ารำคาญ ไปนอนที่อื่นไม่ได้หรือไง”
คนแก่กว่าไม่ได้สะทกสะท้านอะไร เขาวาดวงแขนแกร่งขึ้นมากอดช่วงเอวหนา แล้วหลับตาลงท่ามกลางเสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าชายฝั่ง
“นอนได้แล้วไอ้หนูเมฆ ฝันดี”
“ฝันดีพ่องมึงอะ”
“ฝันดีผีจับหัวต่างหาก”
มือหนาล้วงลงไปใต้กางเกงในของเมฆินทร์ ก่อนคว้าแก่นกายแล้วจับเอาไว้อย่างนั้น ทิ้งให้เมฆินทร์หงุดหงิดอยู่ฝ่ายเดียว
วันต่อมา
เมฆินทร์ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความว่างเปล่าข้างกาย อากาศค่อนข้างร้อน ให้เดาก็คงเที่ยงหรือไม่ก็บ่ายโมง ส่วนมือทั้งสองข้างยังโดนล็อกกุญแจเอาไว้แน่น พอลองกระตุกดูก็ไม่สามารถดิ้นหลุดได้แน่นอน
“ตื่นสายขนาดนี้ ไม่นอนยันชาติหน้าเลยล่ะ”
ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเดินเข้ามาแกะกุญแจข้อมือ เมฆินทร์มองอย่างไม่ไว้ใจ
“จะทำอะไรกูอีก”
“ไปกินข้าว” ไม่มีประโยคขยายความใด ๆ พอแกะโซ่เสร็จก็ลากนายตำรวจหนุ่มให้ลงจากเตียงอย่างเอาแต่ใจ แต่เมฆินทร์กลับขืนตัวเอาไว้
“นี่ ให้กูล้างหน้าแปรงฟันก่อนได้ไหม ปากเหม็น กินข้าวไม่อร่อย”
“ได้สิ แปรงสีฟันอยู่บนโต๊ะ” ศตวรรษปล่อยมือจากข้อมือขาวขึ้นรอยแดงของโซ่ตรวนให้เป็นอิสระ สายตามองไปทางโต๊ะวางของที่มีทั้งถุงเซเว่นและห่อเสื้อผ้าแบรนด์เนม
“ของบนโต๊ะนั้นเป็นของมึงทั้งหมด กูสั่งให้คนไปซื้อเมื่อเช้า”
เมฆินทร์ไล่ดูทุกอย่างจนครบ เขาหยิบแปรงสีฟันออกมาจากถุง แล้วหันมาพูดกับมาเฟียตัวโต
“ขอบใจนะไอ้เหี้ยแก่”
ร่างสูงโปร่งเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ หัวคิ้วกระตุกเล็กน้อยกับคำว่าแก่ มาเฟียหน้าโหดไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปหน้ากระจกเงา มองเงาใบหน้าคมเข้มที่สะท้อนอยู่ในนั้น ฝ่ามือลูบหนวดเครา หันซ้ายหันขวาแล้วพูดปลอบใจตนเอง
“ก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย ไอ้เด็กเปรตนั่นก็พูดเกินไป”
อาหารตอนเที่ยงเป็นเมนูหนัก ๆ อย่างพวกต้มยำทะเล ข้าวผัดปู กุ้งก้ามกรามเผากับน้ำจิ้มซีฟู้ด ปลาหมึกผัดไข่เค็ม ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนจะเป็นอาหารทะเล เพราะที่นี่เป็นเขตติดทะเล ร้านอาหารซีฟู้ดจึงหาง่ายที่สุด
“สั่งมาทำไมเยอะแยะวะ สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ”
“รวย” ศตวรรษตอบหน้าตาย
“กูจะแดกให้หมดตัวเลยไอ้เวร” เมฆินทร์พูดประชดประชัน แต่สายตาเป็นประกายกับของดีตรงหน้า โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามเผาสีส้มตัวโต ๆ ในจาน
“ก็กินสิ ใครจับปากมึงไว้ล่ะ”
“ไม่ได้ใส่ไวอากร้าในของกินใช่ไหม”
“เปล่า แต่ก็เป็นคำแนะนำที่ไม่เลว”
ผู้กองเมฆินทร์ชูนิ้วกลางให้คนตรงหน้า ก่อนมือจะหยิบกุ้งตัวหนึ่งในจานมาไว้ใกล้ ๆ แล้วปอกเปลือกอย่างรวดเร็ว จิ้มเนื้อกุ้งกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเปรี้ยวเผ็ดแล้วหันมาจัดการหัวกุ้งที่มีมันเยิ้ม ๆ ต่อ
จากตัวแรกไปตัวที่สอง และตัวต่อไปจนหมดจาน เมฆินทร์แอบหงุดหงิดที่มีน้อย แต่ก็ทำได้แค่ตักเมนูอื่นกินต่อ
“ชอบกินกุ้งเหรอ” คนตรงหน้าถาม
“ก็มันอร่อย”
“ไม่กินหอยนางรมบ้างเหรอ อร่อยดีนะ” ในจานของศตวรรษก็มีหอยนางรมเช่นเดียวกัน ใคร ๆ ก็รู้ว่าสรรพคุณของมันคือบำรุงสมรรถภาพทางเพศและศักยภาพของอสุจิ
“ทะลึ่ง ขนาดแดกข้าวยังคิดถึงเรื่องลามก”
“กูแค่ชอบกินหอยนางรม มึงนั่นแหละคิดอะไร” ศตวรรษตอบหน้านิ่งเหมือนอย่างเคย แต่สายตาที่ไร้แววโกหกทำให้เมฆินทร์รู้สึกอายตัวเอง
“ก็หอยนางรมมันช่วยให้เงี่-น จะให้กูคิดอะไรล่ะ”
“อ่อ งั้นกูจะกินเยอะ ๆ ก็แล้วกันนะ” มุมปากหยักกดยิ้มลงไป มือหนาหยิบแก้วน้ำบลูฮาวายขึ้นมาจิบ แล้วตักยำหอยนางรมใส่จานเพิ่มอีก สายตาเหลือบมองเมฆินทร์ตักอาหารอย่างอื่นเพิ่ม แต่สายตาไม่ได้ดูมีความสุขเท่าตอนกินกุ้งเผา “มึงอยากกินกุ้งอีกไหม”
“ถามทำไม จะซื้อให้กินหรือไง”
“ถามก็ตอบ”
“อยาก แม่งโคตรอร่อย อร่อยวัวตายควายล้ม อร่อยจนไม่คิดว่าจะมีของแบบนี้อยู่บนโลก” ผู้กองเมฆินทร์เล่นใหญ่ไปงั้นแหละ ที่จริงก็แค่เป็นสาวกกุ้งคนหนึ่ง
“อืม” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา มือหยาบกร้านหยิบมือถือเครื่องหรูขึ้นมาโทรหาลูกน้องคนสนิทที่น่าจะรออยู่ด้านนอก
[ฮัลโหล มีไรครับเฮีย]
“ซื้อกุ้งเผามาเพิ่มอีกสิบจาน ไม่สิ ยี่สิบจานเลยดีกว่า”
[ฮะ!? อะไรนะครับ]
“ซื้อกุ้งมาเพิ่มยี่สิบจาน หูหนวกหรือไง” พูดจบก็กดตัดสายไปเลย เมฆินทร์ได้แต่นั่งมองแบบอึ้ง ๆ มือยังตักของกินเข้าปากแต่ก็งงไม่หยุด “เป็นอะไร ทำท่าตกใจอะไรขนาดนั้น”
“ถ้ากูไม่หลงตัวเองจนเกินไป กูจะคิดว่ามึงจีบกูอยู่”
“มึงหลงตัวเอง กูซื้อเพราะอยากกินกุ้งเหมือนกัน เลยสั่งมาเพิ่ม”
“อ๋อเหรอครับ”
“สั่งมาน้อย กินไม่ทันหมาแถวนี้”
“ใครหมาวะ พูดดี ๆ นะโว้ย”
“มึง”
“ค__เถอะ”
“หมาเมฆ”
“พ่องตาย”
“ไอ้หมาเมฆ ฮ่า ๆ โกรธเหรอ” ศตวรรษหัวเราะออกมา เป็นครั้งแรกที่เมฆินทร์เห็นผู้ชายคนนี้หัวเราะ
“กวนตีนกูมันสนุกนักเหรอ”
“มาก”
“ไม่คุยด้วยละ กินข้าวดีกว่า หิว” คนเด็กกว่าตั้งอกตั้งใจกินข้าวไม่พูดไม่จา ศตวรรษมองแล้วได้แต่ถามเสียงขัน
“งอนเหรอ”
“เปล่า ไม่ใช่ผัวเมีย จะงอนทำไม”
“เดี๋ยวก็ได้เป็น”
“แค่ก ๆ พูดทำไมวะ เรื่องนั้นกูรู้อยู่แล้ว อย่าตอกย้ำได้ปะ” เมฆินทร์ถึงกับสำลักน้ำซุปต้มยำ
“ก็แค่พูดความจริง”
“กินเยอะ ๆ นะ จะได้มีแรงเ_ดกับกู”
“ฟัคยูไอ้แก่”
บทสนทนาเป็นแบบนั้นไปเรื่อย ๆ เฮียเสือดูสนุกกับการต่อล้อต่อเถียง อาจจะเป็นเพราะเมฆินทร์เป็นคนโมโหง่าย มันเลยน่าแกล้งไปเสียหมด
รอเพียงไม่นาน กุ้งยี่สิบจานก็เดินทางมาถึง เมฆินทร์ตาลุกวาวกับปริมาณของมัน เขาจัดการฟาดกุ้งบนโต๊ะโดยไม่พูดไม่จา ส่วนอาหารเมนูอื่นก็ปล่อยให้ศตวรรษเป็นคนจัดการ
“เฮียครับ ผมแวะไปเอาตัวอย่างกล่องสินค้าที่โรงงานมาแล้ว เฮียจะลองดูเลยไหมครับ”
“เอามาสิ” ศตวรรษตอบ
เมฆินทร์หูกระตุกกับบทสนทนานั้น สายเลือดตำรวจในกายมันตั้งคำถามไปก่อนแล้วว่าเป็นสินค้าอะไร ไม่ยาบ้าก็อาวุธเถื่อนแน่นอน
ระหว่างที่เขากินอยู่ แดนดินก็เดินถือถุงกระดาษเข้ามา แล้วหยิบกล่องสี่เหลี่ยมหน้าตาหลากหลายออกมา
“รวม ๆ แล้วได้ประมาณนี้ครับเฮีย เฮียชอบแบบไหนเลือกได้เลยนะ เดี๋ยวผมแจ้งโรงงานอีกทีว่าจะเลือกแบบไหน”
“กล่องอะไร ยาบ้าเหรอ เอาขึ้นมาดูต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่กลัวโดนจับหรือไง” เมฆินทร์พูดแดกดัน
“จะจับกุมข้อหาผลิตอาหารเสริมที่มีเครื่องหมายการค้าครบถ้วนเหรอว่าที่เมีย”
“อาหารเสริมอะไร ไอ้ที่วางอยู่นั่นไม่ใช่ยาบ้าเหรอ อย่ามาตอแหล”
“จะคิดว่าเป็นยาบ้าก็ตามใจ ไม่ใช่เรื่องที่กูต้องใส่ใจอยู่แล้ว”
“มึงรู้ตัวไหมว่ากำลังโดนตำรวจเพ่งเล็งอยู่” หมายถึงทางกองปราบฯ ที่ไม่เกี่ยวกับแค้นส่วนตัวของเขา
“รู้”
“แล้วทำไมถึงผลิตยาโจ่งแจ้งแบบนี้ แถมยังมีโกดังอาวุธเถื่อนบนเขาอีก ไม่กลัวกฎหมายเลยหรือไง”
“อาวุธเถื่อนที่ไหน ไปรับข่าวอะไรมาอีก”
“พูดตามตรงนะ กองปราบส่งกูเข้ามาหาหลักฐานเกี่ยวกับคดียาเสพติดและอาวุธเถื่อน สายบอกว่ามึงเป็นผู้ค้ารายใหญ่”
“ข่าวปลอม กูออกจากตลาดมืดมานานแล้ว จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ กูบังคับความคิดใครไม่ได้อยู่แล้ว”
“จริงเหรอ” เมฆินทร์ถามอย่างไม่แน่ใจ สายตาเพ่งมองไปยังกล่องสี่เหลี่ยมบนโต๊ะ รายละเอียดข้างกล่องเป็นวิตามินกับแร่ธาตุทั้งนั้น
“มีสมองก็คิดเอาเอง แต่ถ้าไร้สมองก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดแค่ว่าคืนนี้จะอ้าขาให้กูกว้างแค่ไหนก็พอ”
“พ่องตายไอ้เหี้ยแก่”
คิ้วคมกระตุกอีกครั้ง แดนดินที่อยู่ตรงนั้นขำพรืดออกมา แต่ก็โดนเจ้านายส่งสายตาไม่พอใจจนต้องเก็บอาการ
“กูไม่ได้แก่”
“ครับ ๆ ลุงเสือไม่แก่เลย สี่สิบสามแล้ว ไม่แก่เลยเนอะ ฮ่า ๆๆ”
“หัวเราะไปเถอะ เดี๋ยวคืนนี้จะพิสูจน์ให้ดูว่ากูไม่แก่”
“ยังไง”
“รอดูคืนนี้ละกัน”
