บทที่ 9 ตอนที่ 9 ค่ำคืนที่ฝนตกหนัก

ตอนที่ 9 ค่ำคืนที่ฝนตกหนัก

มาเฟียใหญ่เดินทางจากบ้านพักริมทะเลกลับไปยังแอ่งโคราช เพราะบิดาบุญธรรมโทรมาบอกว่าอยากเจอ เขาก็เลยลงทุนตีตั๋วกลับไปหาทันที

การเดินทางบ่อยเป็นเรื่องปกติสำหรับศตวรรษ เขาชินชากับการทำงานหนักเป็นทุนเดิม แต่อาการอ่อนเพลียแสดงออกมาเป็นสีคล้ำใต้ขอบตาให้ได้เห็นชัดเจน

“ช่วงนี้งานหนักเหรอลูก ดูอ่อนเพลียนะ” อภิเชษฐ์เอ่ยปากถามลูกชายบุญธรรมของตนเอง หลังจากยกอำนาจแก๊งมาเฟียให้ศตวรรษได้ไม่กี่ปี ลูกน้องก็รายงานมาตลอดว่าคนตรงหน้าทำงานหนักมากแค่ไหน

“ช่วงนี้กำลังเปิดบริษัทใหม่ ก็เลยยุ่งนิดหน่อยครับ”

“อ่อ จะเลิกทำธุรกิจตลาดมืดจริงเหรอ อุตส่าห์ทำมาตั้งหลายปี ลูกค้าเก่าก็เยอะ”

“ทำสิ่งที่มันถูกกฎหมายก็น่าจะดีอยู่แล้วนี่ครับ”

ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ตลอดเวลาสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาอยู่กับพ่อบุญธรรมที่เป็นหัวหน้ามาเฟีย พอท่านแก่เขาก็รับช่วงต่อเท่านั้นเอง หากแต่สิ่งที่แปลกไปคงเป็นเรื่องธุรกิจด้านอื่น

เขาขยับขยายอสังหาริมทรัพย์บนดิน สร้างโรงงานอื่น ๆ เพิ่ม ทยอยลงทะเบียนบ่อยขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งการค้าถูกกฎหมาย เลิกผลิตยาเสพติดเพิ่มและระบายของเก่าออกให้หมด จะได้ไม่เข้าเนื้อจนเกินไป

ใด ๆ ก็ตาม ในกาสิโนแต่ละที่ ยังมีชั้นใต้ดินให้บริการโสเภณีกับแหล่งพี้ยา ต่อให้ธุรกิจจะขาวสะอาด แต่ในการเจรจาธุรกิจของชนชั้นสูงต้องมีเครื่องบรรณาการเพื่อให้ง่ายต่อการเจรจา

“จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ระวังตัวไว้ก็พอ พ่อยกแก๊งของพ่อให้ลูกดูแล ต่อให้ลูกพยายามเลิกยุ่งกับวงการมาเฟีย แต่มันก็ยังมีเจ้ากรรมนายเวรคอยจองล้างจองผลาญอยู่ดี”

“เรื่องนั้นมันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วครับ” ศตวรรษแค่ยิ้มธุรกิจ เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้รักเขาเหมือนลูกแท้ ๆ ต่อให้เขามีลูกในสายเลือดของตัวเองอยู่แล้วก็ตาม “แล้วช่วงนี้คุณสิงห์เป็นไงบ้างครับพ่อ เป็นผู้เป็นคนบ้างยัง”

“อย่าไปพูดถึงเลย โตจนมีครอบครัวแล้วแต่ยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถ้ามันเก่งมีฝีมือมากกว่า พ่อคงยกพยัคฆ์ทมิฬให้มันดูแลไปแล้ว แต่ดูสภาพไม่น่าไหว”

“ถ้าพ่อจะยกให้เขาเมื่อไรก็แค่บอกผมครับ ผมพร้อมจะคืนตำแหน่งนั้นให้เขา” ศตวรรษคิดมาเสมอว่าตำแหน่งสำคัญแบบนั้นควรเป็นของสิงหราช ทายาททางสายเลือดของอภิเชษฐ์

“ไอ้เจ้าสิงห์มันคุมคนไม่ได้หรอก อารมณ์ร้อน ตัดสินใจอะไรก็ไม่เด็ดขาด สู้ให้แกไปดูแลต่อ จะเอาคนของพ่อไปทำอะไรก็ได้ พ่อไม่ติดอยู่แล้ว” เขาเป็นห่วงลูกน้องของเขามากที่สุด อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เป็นแก๊งอันธพาลเล็ก ๆ มีลูกมีหลานจนเปลี่ยนช่วงต่อ คนเก่าคนแก่บางคนก็ยังเลือกที่จะอยู่กับพยัคฆ์ทมิฬ แม้จะเปลี่ยนมือคนดูแล แต่ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนไปเป็นบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจ แทนที่จะเป็นแก๊งมาเฟียแอ่งโคราช

“ไม่รู้สิครับ เผื่อวันหนึ่งเขาเก่งมากพอ ผมพร้อมจะคืนคนให้ แต่ขอแค่บริษัทที่ผมสร้างยังเป็นของผม”

“เฮ้อ! ต่อให้พูดแบบนั้นก็เถอะ ผู้ชายอายุสามสิบกว่าแบบเจ้าสิงห์ พ่อเห็นแววตั้งนานแล้ว ว่ามันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” ชายวัยชราเอ่ยอย่างปลงตก 

“กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอครับพ่อ อ้าว! พี่เสือสวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายเดือน นึกว่าโดนอริฆ่าตายไปแล้ว” ผู้มาใหม่วัยสามสิบห้าปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงทักทาย ชายหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลาเอาการ มือยกขึ้นมาไหว้ศตวรรษผู้เป็นพี่ชายบุญธรรม แต่สายตาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก

“เจ้าสิงห์ลูก พูดกับพี่เขาดี ๆ หน่อย อย่างน้อยพี่เขาก็อายุมากกว่าแกนะ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยตักเตือน

“ผมแค่หยอกพี่เสือเล่นขำ ๆ เองครับพ่อ แต่อาจจะใช้คำพูดที่แรงไปหน่อย ไม่ถือสากันนะครับ” สิงหราชหันไปถามด้วยใบหน้ากวนประสาท

“อืม” ศตวรรษตอบเพียงเท่านั้น เขาไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับน้องชายต่างสายเลือดคนนี้ 

“เห็นไหมครับพ่อ พี่เขาใจดีจะตาย คงไม่โกรธน้องชายขี้เล่นอย่างผมหรอก” ชายหนุ่มหย่อนก้นลงมานั่งข้างศตวรรษ วาดช่วงแขนคล้องลำคอพี่ชายบุญธรรมราวกับสนิทสนมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน

อภิเชษฐ์เห็นลูกชายบุญธรรมไม่พูดไม่จาอะไรก็แอบกังวลนิดหน่อย ชายชราอย่างเขาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับศตวรรษมานานหลายปี บุกน้ำลุยกระสุนปืนกันมาก็เยอะ แค่มองตาก็รู้ถึงไส้ในว่ากำลังคิดอะไรอยู่

คนหนึ่งก็ลูกในไส้ อีกคนก็ลูกชายคนโปรด จะให้ไม่กระอักกระอ่วนใจได้อย่างไร

“แล้วช่วงนี้ลูกกับครอบครัวเป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่าเมียหอบลูกหนี ง้อสำเร็จหรือยังล่ะ” ชายอาวุโสเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยแทนการนั่งพร่ำสอนทั้งสองคน พวกเขาไม่ใช่เด็กแล้ว จะให้มากอดคอดีกันง่าย ๆ ก็คงเป็นไปได้ยาก

“ยังหรอกครับ เมียผมมันเล่นตัว”

“เขาเล่นตัวหรือคุณสิงห์ไม่แก้ไขนิสัยตัวเองให้ดีขึ้น” ศตวรรษถามเสียงเรียบ ใบหน้าค่อนข้างไร้อารมณ์จนน่าโมโห

“นี่มึงหาว่าปกติกูนิสัยแย่เหรอ”

“เล่นชู้ มีบ้านเล็กบ้านน้อย ธุรกิจที่ทำเป็นชิ้นเป็นอันก็ไม่มี ผลาญสมบัติพ่อไปวัน ๆ มีตรงไหนที่เรียกว่าดีบ้างล่ะ”

“นี่มึง ไอ้...” สิงหราชกัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล

“อย่า ๆ อย่าทะเลาะกัน เคยกินข้าวหม้อเดียวกันแท้ ๆ ทำไมจ้องจะตีกันตลอดแบบนี้”

“ขอโทษครับพ่อ” ศตวรรษน้อมรับความผิด คนเดียวที่เขาจะเชื่อฟังมีเพียงแค่พ่อบุญธรรมคนนี้เท่านั้น ส่วนทางฝั่งสิงหราชยังคงทำหน้าโกรธเคืองอยู่ “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ มีนัดต้องขึ้นเครื่องไปตีกอล์ฟกับคนสำคัญ”

“แน่ใจเหรอว่าไปตีกอล์ฟ” อภิเชษฐ์ถามอย่างรู้ทัน 

“พ่อคงรู้หมดทุกอย่างแล้ว ไอ้แดนดินมันรายงานใช่ไหมครับ”

“จะมีความรักก็มีได้ แต่ดูคนให้ดี ๆ ดูให้ลึกถึงความเป็นจริง ว่าเขามาเพื่อสนับสนุนหรือทำลายเรา”

“แค่จะเอาเล่น ๆ ไม่ได้รักไม่ได้ชอบอะไรทั้งนั้นแหละครับ ความรักมันเรื่องไร้สาระ”

“ถ้างั้นก็ดีแล้ว ความรักมันเหมือนดาบสองคม ถ้าไม่ระมัดระวัง มันจะบาดมือเอาได้”

“ผมไม่มีวันเจ็บตัวเพราะเหตุผลปัญญาอ่อนอย่างความรักหรอกครับ สบายใจได้”

“งั้นก็เดินทางปลอดภัยนะลูก มีเวลาก็แวะมาหากันบ้าง บ้านก็ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก แต่มาหายากเหลือเกิน”

“งานยุ่งน่ะครับ แต่ยังไงผมจะหาเวลามาเยี่ยม ดูแลสุขภาพด้วยนะครับพ่อ สวัสดีครับ”

“ไปดีมาดีนะลูกนะ” อภิเชษฐ์มองแผ่นหลังกว้างของลูกชายบุญธรรมอย่างภาคภูมิใจ คิดไม่ผิดเลยที่วันนั้นเลือกรับอุปการะมาอยู่ในความดูแล

“พ่อดูรักมันมากกว่าผมอีกนะ” สิงหราชพูดแดกดัน 

“ก็ทำตัวให้มันดีเหมือนพี่เขา ถ้าทำไม่ได้ก็จงอิจฉาต่อไป”

“พ่อ นี่ผมลูกพ่อนะ”

“ลูกแบบแกฉันไม่อยากมีหรอก ถ้ารู้ว่าเกิดมาหัวทึบขนาดนี้ ฉันไม่มีลูกเสียดีกว่า” อภิเชษฐ์ไม่เคยใจดีกับลูกชายตัวเอง และลูกชายของเขาก็ไม่เคยทำอะไรให้ได้ดั่งใจเช่นกัน

“ผมจะพิสูจน์ให้ดู ว่าผมนี่แหละ เหมาะที่จะเป็นลูกพ่อมากกว่าไอ้กาฝากอย่างไอ้เสือ”

“เขาเป็นพี่ชายแก เรียกดี ๆ”

“ครับ ผมจะทำให้พ่อรู้ว่าผมเก่งกว่าพี่เสือ” สิงหราชกัดฟันพูด หากถามว่าเกลียดอะไรมากที่สุดในโลก เขาก็คงจะตอบว่า ‘ศตวรรษ’ คนที่มีตัวตนเพื่อแย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา

ศตวรรษมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาในเวลาฟ้ามืด เพียงเดินทางออกจากสนามบินไปยังบ้านพักตากอากาศ กลิ่นฝนลอยมาตลอดเส้นทาง ก้อนเมฆก่อตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ในเวลาต่อมา

ซ่า ๆ

สายฝนตกลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว ยิ่งเข้าใกล้ทะเล ฝนยิ่งตกหนักเป็นเท่าตัว พอถึงบ้านพักตากอากาศเท่านั้นแหละ สายฟ้าก็ฟาดฟันลงมากลางทะเลราวกับโมโหอะไรสักอย่าง

เปรี้ยง!

แสงสว่างวาบเกิดขึ้นกลางมหาสมุทร ศตวรรษลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปในตัวบ้านพัก มีการ์ดคอยเฝ้าหน้าประตูบ้านและหน้าประตูห้องนอนของเมฆินทร์ ส่วนคนอื่นที่เฝ้าระวังอยู่ด้านนอกก็จำต้องละหน้าที่ไปหาจุดหลบฝนก่อน

ไฟในบ้านพักตากอากาศมืดสนิท แดนดินที่เดินตามหลังมา

“หยุดนะ พวกมึงเป็นใคร” เสียงบอดี้การ์ดคนหนึ่งตะคอกเสียงแข็ง

ศตวรรษและแดนดินโดนใครบางคนประชิดตัวพร้อมปืนพกสั้นจ่อที่เอว ไฟในห้องมืดมิดจนมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร

“เป็นคนที่ให้เงินเดือนพวกมึงไง” ศตวรรษตอบเสียงเรียบ พอเขาอยู่กับลูกน้องก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาไพเราะเหมือนกับตอนอยู่กับพ่อบุญธรรม

ชายหนุ่มสองคนที่เข้ามาล็อกคอเจ้านายถอยร่นออกไป ไฟด้านนอกสว่างวาบจนทำให้เห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ทั้งสองคน

“ขอโทษครับเฮีย พวกผมคิดว่าโจรเข้ามาที่นี่”

สายตาของแดนดินเริ่มคุ้นชินกับความมืด เขาเดินมุ่งหน้าไปยังเสาไฟเพื่อกดสวิตช์ ปากก็อดไม่ได้ที่จะเอ็ดลูกสมุนของตนเอง

“ทำไมไม่เปิดไฟ อยู่มืด ๆ แบบนี้มันอันตราย”

แกร๊ก ๆ

แดนดินกดเปิดสวิตช์ แต่ไฟไม่ติดก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น พอกดสวิตช์อันอื่นก็ใช้งานไม่ได้เหมือนกัน ทำให้ลูกน้องที่เฝ้าบ้านหลังนี้จึงได้โอกาสอธิบาย

“ที่นี่ไฟดับครับคุณแดน ไอ้เฟยมันเลยออกไปหาซื้อเทียน อีกสักพักก็คงกลับมาครับ”

ศตวรรษไม่ได้สนใจลูกน้องของตนเอง เขาเดินมุ่งตรงไปยังห้องนอนของบ้านพักตากอากาศ เพียงเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับความว่างเปล่า

เปรี้ยง!

ท้องฟ้าคำรามเสียงดังสนั่น แสงสีขาวสว่างวาบจนมองเห็นทั่วทั้งห้อง ไม่พบร่างของใครบางคนอย่างที่ควรจะเป็น ดวงตาสีดำทมิฬวาวโรจน์ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น

“หายไปไหนวะ” เขาขมวดคิ้วตั้งคำถาม มือหยิบโทรศัพท์ไอโฟนเครื่องหรูขึ้นมาเปิดระบบไฟฉาย ส่องไปตามซอกมุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นใต้เตียง จนกระทั่งเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้า

“ฮึก...ฮือออ” เสียงสะอึกสะอื้นแผ่วบางราวกับไม่อยากให้เกิดเสียง ชายร่างโตคนหนึ่งนั่งคุดคู้ในตู้เสื้อผ้าเหมือนเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน

“เป็นอะไร มาอยู่ในนี้ทำไม”

“ฮือ ๆ” เมฆินทร์ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า น้ำตาของเขาเปื้อนแขน ร่างกายสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดเจน 

“กูถามว่ามึงเป็นเหี้ยอะไร” มือหนากระชากกลุ่มผมนุ่มอย่างแรง ความเจ็บปวดแทรกซึมไปทั่วทั้งหนังหัว นายตำรวจหนุ่มหน้าหงายขึ้นมา หยาดน้ำตานองหน้า ดวงตาสั่นไหวแบบที่ศตวรรษไม่คิดว่าตนเองจะได้เห็น

“ฮึก กู...กู” ชายหนุ่มเสียงสั่นเครือ

“กูไม่รู้ว่ามึงเป็นอะไรนะ แต่ออกมาก่อน” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงมา แต่มือยังคงจิกหัวอยู่

“กู...กูกลัว”

“กลัวอะไร” คนแก่กว่าขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย

เปรี้ยง! โครม!

เสียงท้องฟ้ากรีดร้องอีกครั้งท่ามกลางคลื่นมหาสมุทรโกลาหล

“อ๊ากกก” เมฆินทร์สะดุ้งเฮือกผวาเข้ากอดขาศตวรรษเอาไว้แน่น ร่างกายนั้นสั่นเทาไร้การควบคุม ภาพคืนวันฝนตกยังคงจำติดตา หัวใจเต้นแรงยามนึกถึงเสียงปืนที่ยิงไปยังร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแม่

“กลัวเสียงฟ้าร้องเหรอ”

“อือ” เมฆินทร์ตอบทั้งน้ำตา หมดสภาพตำรวจหนุ่มผู้เก่งกาจ เขาในตอนนี้ไม่ต่างจากลูกหมาข้างถนนเลย

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ฟ้าร้อง เดี๋ยวฝนตกมันก็หยุด”

มือหนาลูบเส้นผมนุ่มให้เมฆินทร์ใจเย็นลง สัมผัสนั้นส่งไปถึงคนที่กำลังสั่นกลัว แต่แทนที่จะสงบลง นายตำรวจหนุ่มกลับผละออกเมื่อนึกได้ว่าไอ้เวรนี่แหละที่ทำให้เขากลัวคืนฝนตก

“เป็นบ้าอะไรอีก”

“อย่ามายุ่งกับกู ฮือ ๆ ออกไป”

“น่ารำคาญ”

ร่างสูงก้มลงไปช้อนร่างเมฆินทร์ขึ้นมาในท่าเจ้าสาว แล้วพาไปที่เตียงขนาดใหญ่ สายตาคู่นั้นที่เคยกล้าหาญมองศตวรรษอย่างไม่ไว้ใจ

“มึงจะเอากูเหรอ”

“กูลงเครื่องมาเหนื่อย ๆ อยากนอนพัก มึงเองก็เลิกคิดมาก คืนนี้กูยังไม่ทำอะไรหรอก”

“กูไม่เชื่อ” น้ำตาของผู้กองหนุ่มยังไหลออกมาเรื่อย ๆ ร่างกายยังคงสั่นเป็นลูกนก

“อย่าอ่อนแอแบบนี้ได้ไหม กูไม่ชอบ”

“กูไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ อื้ออออ”

เปรี้ยง! ซ่า ๆ

สายฟ้าฟาดลงมาพร้อมพายุฝน ริมฝีปากหยักประกบกลีบปากนิ่มก่อนที่จะได้ยินเสียงกรีดร้อง มือสากอีกข้างรั้งช่วงเอวอีกฝ่ายให้เบียดเข้าหา รสจูบไม่ได้หอมหวานใด ๆ มันยังคงรุนแรงเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าสามารถทำให้เมฆินทร์สงบได้ 

“ไม่เป็นไร” คำพูดปลอบประโลมจากคนโตกว่า

“ฮึก ๆ”

“มันไม่มีอะไรเลย” มือใหญ่เคลื่อนขึ้นมาเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าหล่อเหลา ก่อนลูบหัวทุยแล้วรั้งเข้ามากอดเอาไว้จนจมอก

เมฆินทร์สับสนจนทำตัวไม่ถูก ความหวาดกลัวในใจถูกลบล้างด้วยการกระทำที่ไม่คิดว่าจะได้รับ แต่ยังไงเขาก็ยังไม่เลิกเกลียดผู้ชายคนนี้อยู่ดี

“ขอบคุณ” แต่ขอบคุณที่ทำให้คืนฝนตกมันไม่ได้แย่ที่สุด

“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหม”

“ไหนบอกว่าจะไม่เอากู”

“ไม่ได้จะเอา แค่จูบ”

“ขอจูบมึงจนกว่าจะพอใจได้ไหม”

“...” นายตำรวจหนุ่มเงียบ เขาเม้มปากสีธรรมชาติของตนเอง ทั้งที่รสจูบเมื่อกี้ยังตราตรึงอยู่บนริมฝีปากด้วยซ้ำ

“เงียบทำไม ไม่ได้เหรอ”

“ไอ้สัด จะจูบก็จูบ รอแม่มึงตัดริบบิ้นเหรอ”

คนตัวสั่นปากดีโดนจูบอีกครั้ง คราวนี้เรียวลิ้นร้ายกาจสอดเข้าไปควานหาน้ำหวานอย่างเอาแต่ใจ เนิ่นนานตั้งแต่ฝนตกหนักจนฝนซา ร่างกายตระกองกอดกันแลกเปลี่ยนอุณหภูมิ เมฆินทร์รู้สึกชาที่ปากยามผละออกจากกัน เจ็บจี๊ดนิด ๆ ยามโดนจูบอีกครั้งอย่างตั้งใจ 

ไม่รู้ว่าจูบนี้นานแค่ไหน แต่น้ำตาบนใบหน้าผู้กองเมฆินทร์เหือดแห้งไปแล้ว ดวงตาหวาดหวั่นปิดลงแล้วปล่อยใจไปตามความรู้สึกแสนอันตราย ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็ตอนศตวรรษหยุดจูบ พร้อมเอามือเกลี่ยกลีบปากบวมเจ่อ

“น่ารักดี”

จุ๊บ!

สัมผัสร้อนผ่าวแตะลงมาที่กลางหน้าผากเพียงชั่ววินาทีเดียว อ้อมแขนกว้างโอบกอดชายรูปร่างบึกบึนพอกันเข้ามาใกล้ชิด

“นอนได้แล้วไอ้หนูเมฆ”

“อือ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป