บทที่ 4 XXX KINDLE : CHAPTER 3 [100%]
XXX KINDLE
3
ผมจับจ้องสีหน้าของนาราที่ยังคงสีหน้านิ่งเฉย แต่ตัวของเธอสั่นไปหมด ที่เธอพูดมันถูกจริงๆ นั่นแหละ สำหรับเราสองคนในตอนนี้เป็นแค่ศัตรูกันเท่านั้น
“แน่ใจเหรอว่าเธอไม่มีศัตรูที่ไหน บางทีอาจจะเพราะมีข่าวไปยั่วผัวชาวบ้านเขา เมียหลวงเขาอาจจะแค้นเธอก็ได้นะ ทำไมต้องเป็นฉัน?”
“ที่นาราชุดหลุด ไม่ใช่เพราะพี่หรือไงคะ?” นาราเบือนหน้าหนีผมที่ขยับเข้าไปใกล้เธอเรื่อยๆ “มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย”
“พี่ดื้อจริงๆ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”
“...”
“แต่ก็ช่างเถอะค่ะ นาราเข้าใจว่าทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นกับนาราตอนนี้เป็นเพราะฝีมือของพี่” ผมมองสบตากับนาราที่จับจ้องผมอีกครั้ง “นารารู้ว่าตัวเองเรียกร้องอะไรจากพี่ไม่ได้อีกแล้ว แต่ขอแค่พี่กรรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นสักนิด เพราะนาราไม่อยากปิดบังพี่อีกต่อไปแล้ว”
“ไม่อยากปิดบัง? หึ ทำไมตอนนั้นถึงไม่พูดล่ะ ไปขอร้องไอ้ขุนทำไม มันเป็นผัวเธองั้นเหรอ”
“...”
“ฉันหรือมันที่เป็นผัวเธอนารา ตอนนั้นอะ ฉันหรือมัน!” ฝ่ามือของผมบีบต้นแขนนาราแน่นขึ้น เธอบิดหน้าไปมาด้วยความเจ็บปวด
“นาราขอโทษ นาราขี้ขลาดเกินไปที่จะบอกพี่เรื่องนี้... พี่ขุนเตือนนาราแล้วให้บอกพี่ แต่นาราเอง นาราเองที่ไม่กล้าพอ” ใบหน้าสวยน้ำตาไหลอาบแก้ม ผมกดร่างเธอให้จมกับโซฟา ใช้หัวเข่ากดท้องเธอจนดิ้นไปมา
“นะ นาราเจ็บ!”
“เจ็บให้มากกว่าฉัน เธอเห็นอะไรบนตัวฉันบ้าง! เห็นหรือเปล่าว่าการกระทำของเธอ ทำให้ฉันเป็นแบบนี้!” ผมชี้ไปตามร่างกายแกร่งของตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยแผล ทั้งรอยจิกข่วน ทั้งรอยเอาเข็มขัดตีตัวเอง ทั้งรอยมีดที่ข้อมือทั้งสองข้าง รอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะใคร ถ้าไม่ใช่ยัยเลวคนนี้!
“ฮึก” เธอสะอื้นก่อนจะเลื่อนฝ่ามือมาสัมผัสร่างกายของผม “นาราไม่ได้ตั้งใจ นาราไม่ได้ต้องการให้พี่เป็นแบบนี้ นาราขอโทษ”
“ขอโทษ? ขอโทษแล้วมันหายหรือเปล่า ความรู้สึกของฉันที่เสียไป มันหายไปหรือเปล่านารา!”
กึด
“อึก นะ นาราเจ็บพี่กร...” หัวเข่าของผมกดลงที่หน้าท้องแบนราบ ฝ่ามือก็คว้ามือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือหัว จนเธอแอ่นตัวแนบชิดกับร่างกายของผม “ฉันไว้ใจเธอ ฉันดูแลเธออย่างดี แต่ทำไม? ทำไมต้องทำลายฉันขนาดนี้ด้วย”
“พี่กร ฮึก”
“เพราะฉันมันจน พ่อแม่เธอไม่ชอบ หรือยังไง? คบฉันไว้ทำไม เพราะว่าอะไร? หรือเพราะผู้ชายที่พ่อแม่เธอหาให้มันแก่ หรือยังไง!”
“เพราะนารารักพี่กร!” เธอตะคอกใส่หน้าผมที่นิ่งไป คำว่ารัก? เหอะ คำว่ารักงั้นเหรอ ไม่หรอก... ผมเลิกเชื่อคำๆ นี้มานานแล้ว ผมส่ายหน้าไปมาจนเธอมองผมด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น
“นารารักพี่กรที่เป็นพี่กร ไม่เคยมองว่าพี่จนหรืออะไรเลยสักนิด”
“...”
“ต่อให้พี่กรไม่ใช่ลูกชายของเจ้าสัวอินทรี นาราก็รักผู้ชายธรรมดาๆ คนนั้นที่ชื่อว่ามังกร ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรืออะไร นาราก็รักเขา” ผมกัดปากตัวเองแน่น “หยุดพูด”
“ฮึก คำว่ารักของนารามีให้ผู้ชายที่ชื่อว่ามังกร... ผู้ชายที่แสนดีของนารา”
“บอกให้หยุด!”
“ผู้ชายที่ชื่อมังกร อยู่ในใจของนาราเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน”
“ฉันบอกให้หยุด!”
กึด
“โอ๊ย! ฮือๆ โอ๊ยเจ็บ...” หัวเข่าของผมกดกระแทกลงไปที่หน้าท้องของนาราจนเธอกรีดร้องออกมา ส่ายหน้าไปมาด้วยความเจ็บปวด ความเจ็บปวดของเธอมันทำให้ผมรู้สึกดี ใช่ รู้สึกดีมากจริงๆ ไม่มีความสงสารเลยสักนิด
“ไอ้มังกรหน้าโง่คนนั้นมันตายไปแล้ว จำไว้ซะ!”
“ฮึก”
“มันตายไปพร้อมกับการโกหก การหลอกลวงของผู้หญิงที่มันรักสุดหัวใจ! และตอนนี้มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว ไอ้มังกรที่เทิดทูนความรัก มันไม่มีอีกแล้ว เธอจำไว้ด้วย”
“พี่กร... นาราเจ็บ”
“เจ็บสิดีเพราะฉันชอบที่เธอทรมาน ทรมานให้เหมือนกับที่ฉันเคยเป็น นารา!” ผมยกยิ้มมองใบหน้าสวยที่ส่ายหน้าไปมา พยายามลุกขึ้นให้ได้เพราะผมกดข้อมือเธอไว้ไม่ให้ขยับ แถมยังกดหัวเข่าลงกระแทกกับหน้าท้องของเธอที่แทบจะหายใจไม่ออกแล้ว ริมฝีปากบางกัดกันแน่น จนผมขยับหัวเข่าออก นาราตัวงอทันทีที่ผมปล่อยท้องให้เธอเป็นอิสระแต่ทว่าข้อมือทั้งสองยังคงถูกกอบกุมไว้
“ฮึก นารายอมรับผลของการกระทำของตัวเอง ถ้ามันทำให้พี่กรยกโทษและให้อภัย นาราก็ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่พี่จะทำต่อจากนี้”
“...”
“แต่นาราขอ... เรื่องงาน นาราต้องหาเงิน”
“มีสิทธิ์ขอร้องฉันด้วยเหรอ? ไม่ยักรู้นะว่าคนอย่างเธอมีสิทธิ์ต่อรองกับฉันด้วย” ใบหน้าของผมโน้มเข้าไปใกล้นาราที่เบือนหน้าหนี และมันยิ่งทำให้ผมหงุดหงิด รวบข้อมือเธอด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็เลื่อนมาบีบปลายคางมนให้หันมาสบตากับผม
“มองฉัน! มองคนที่เธอเคยทำร้ายให้เต็มสองตา อย่าเบือนหน้าหนี”
“นาราไม่อยากมองหน้าพี่กร... เพราะมันทำให้นารานึกถึงแต่เรื่องเก่าๆ”
“...”
“ทางที่จะไม่ทำให้นารานึกถึง คือการไม่มองสบตากับพี่กร ถึงแม้แววตาในตอนนี้จะไม่ใช่ตอนนั้น” ผมกลอกตาไปมาอย่างสมเพช “ความจริงเธอควรจะลืมๆ มันไปนะ เพราะฉันยังลืมเธอไปแล้วเลย”
“นาราจะลืมได้ยังไง ในเมื่อ...” เธอเม้มริมฝีปากตัวเอง เพราะอาจจะกลัวว่าผมจะทำร้ายเธอหนักกว่าเดิม ถ้าพูดคำว่ารักที่ผมไม่อยากฟังและต่อให้ฟังก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว
“แค่นี้ยังน้อยไปนารา เธอจะต้องเจอหนักกว่านี้แน่”
“พี่จะทำอะไร?”
“ทำอะไรก็ได้ ทำให้เธอเจ็บปวด... และเหลืออยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้” ผมผละออกจากตัวเธอ มองร่างบางที่เป็นอิสระยกมือกอบกุมหน้าท้องของตัวเอง “อยู่โดยไม่เหลือใครให้พักพิง ทรมานให้ตายทั้งเป็น เหมือนที่ฉันเคยเป็นมาหลายปีไง”
ผมเท้าเอวมองนาราที่ไม่พูดอะไร เธอลุกขึ้นเผชิญหน้ากับผม แววตาที่เคยมีความสุข รอยยิ้มที่ผมเคยเห็น ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว ก็เหมือนกับผม
ที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วในความทรงจำ ทั้งอดีตหรือจะปัจจุบันก็ตาม!
“ไสหัวไปรอรับชะตากรรมที่ฉันจะกำหนดให้เธอได้แล้ว...”
“มังกร” น้ำเสียงหวานๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของฟ้ารุ่งที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเดินตรงเข้ามาหาผม เธอโอบกอดผมพลางลูบไล้ไปตามร่างผมด้วยความกระหาย สายตาของนารามองผมด้วยความเจ็บปวด ใช่เธอกำลังเจ็บปวดที่เห็นผมอยู่กับผู้หญิงคนอื่น
เจ็บให้มากนะ! เพราะตอนที่ผมเห็นเธอกับไอ้ขุน มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย
“อ้อนแบบนี้ สงสัยไม่อยากลุกจากเตียง”
“ก็แบบนั้นล่ะ... อยากให้มังกรอยู่ในตัวฟ้าทั้งวัน ทั้งคืนเลย” ผมโอบกอดเอวบางและตวัดไปที่เตียงนอน หันไปมองนาราที่หันหน้าหนี เดินกุมท้องออกไป
“นารา ช่วยปิดประตูให้ฉันทีนะ มังกรเขาชอบเสียงดังอะ” ฟ้ารุ่งตะโกนบอกเธอที่เดินออกไป ก่อนที่ประตูจะปิดลง ตามด้วยผมที่บรรเลงรักกับฟ้ารุ่งอย่างดิบเถื่อนและรุนแรง ชนิดที่หล่อนแทบจะกระอักตาย หล่อนเป็นพวกมาโซ *มาโซคิส ความสุขหรือความพึงพอใจทางเพศเมื่อได้รับความเจ็บปวดกับตัวเอง หล่อนชอบให้ผมกระทำหล่อนแรงๆ หรือบางทีตามร่างกายก็จะมีแต่รอยตบ รอยแดงที่ผมกระทำ
หลังจากที่จัดการฟ้ารุ่งจนสลบไปจนค่ำ ผมก็ออกมาจากสนามแข่งรถมานั่งกินเหล้าอยู่ที่บ้าน มองทีวีที่ตอนนี้นารากำลังออกแถลงข่าวอยู่ สีหน้าของเธอก็ดูดีเวลาอยู่หน้ากล้องหรือต่อหน้านักข่าว ผมหยิบบุหรี่มาจุดสูบพ่นควันออกไปทั่วห้อง
: ตอนนี้ข่าวเรื่องการขายตัวของคุณถูกระงับไปแล้ว คุณนาราคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้างครับ?
นาราต้องขอโทษทุกท่านนะคะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนารา แต่เรื่องนี้นาราไม่รู้จริงๆ ค่ะว่าใครเป็นคนทำ แต่ที่แน่ๆ นาราไม่ได้ทำแบบนั้นแน่นอน
: แต่ก่อนมีเรื่องขายตัวออกมาบ่อย คุณเองก็ไม่ได้สนใจแต่คร่าวนี้ถึงกับเอารูปคุณไปลงในเว็บนั่น คุณคิดว่าคนทำเขาต้องการอะไรคะ?
ผมจับจ้องนาราที่เงียบไป เธอกวาดสายตามองนักข่าว ผู้จัดการเธอก็สะกิดให้รู้สึกตัว รอยยิ้มปรากฏขึ้นถึงแม้ยิ้มนั่นจะเป็นยิ้มที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
นาราไม่รู้หรอกค่ะว่าเขาต้องการอะไร แต่... ถ้าเขาทำแล้วรู้สึกดีก็ทำไปเถอะค่ะ นาราไม่เป็นไร
: คุณนาราไม่คิดจะแจ้งความเหรอครับ?
แจ้งไปก็เท่านั้นล่ะค่ะ ในสื่อออนไลน์จับมือใครดมไม่ได้
: งั้นข่าวเรื่องนี้เคลียร์แล้วนะครับ มาถึงข่าวคุณโซลกับคุณนารา คบกันอยู่จริงใช่ไหมคะ?
ไม่จริงค่ะ ตอนนั้นโซลเขาต้องการช่วยเหลือนาราจริงๆ เราสองคนรู้จักกันแค่อยู่ในวงการเดียวกัน ไม่ได้คุยหรือมีการคุยส่วนตัวเลยสักนิดค่ะ โซลเขาเป็นสุภาพบุรุษค่ะ เห็นนาราโป๊อยู่ก็เลยช่วยให้รอดพ้นจากบรรดานักข่าว
ผมนั่งฟังนาราที่ยังคงสัมภาษณ์แถลงข่าวไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้แบรนด์หลายแบรนด์จะถอนเธอออกไปบางส่วน อันเนื่องมากจากผลพวงจากการที่ผมเอารูปเธอลงเว็บขายตัวไป ผมรู้ดีไงว่าหล่อนต้องหาเงินทุกวัน และถ้าไม่มีงาน ก็จะไม่มีเงิน พอไม่มีเงินคนที่ลำบากคือนารา หล่อนก็จะโดนพ่อกับแม่เลี้ยงด่าทอ ทุบตี
แบบนี้ล่ะที่ผมต้องการ... อยากให้หล่อนเจอแบบนั้นล่ะ เจอจนถึงขั้นทนไม่ไหวและคิดทำร้ายตัวเอง!
ข้อมือของผมพลิกหงายมองรอยแผลเป็นที่ถูกกีดด้วยคมมีดจนลากยาวมาเกือบถึงศอก ตอนนั้นทรมานแค่ไหนกันนะ ไม่รู้สิ แค่อยากตายเท่านั้นล่ะ! หลายปีที่จมอยู่กับเรื่องที่นาราปิดบังมาตลอด หลายปีที่ต้องทำร้ายตัวเอง หลายปีที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ในขณะที่นารามีความสุขกับผู้ชายคนอื่นที่พ่อกับแม่หามาให้
“สำหรับฉัน... เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่พร้อมจะให้ฉันเผาได้ทุกเวลาล่ะ นารา”
-NARA TALK-
“ทำไมวันนี้ไม่ไปทำงาน?”
“พอดีนารามีข่าวฉาว ก็เลยพักงานสามวันค่ะ”
“ข่าวฉาว? อ่อไอ้ข่าวที่มีรูปแกไปลงเว็บขายตัวอะนะ” ฉันพยักหน้ารับกับแม่ที่ถอนหายใจออกมา ท่านทั้งสองเพิ่งกลับมาจากบ่อนแน่เลย ดูจากลักษณะที่หงุดหงิดแบบนี้
“งั้นเอาเงินมา ฉันจะไปหาอะไรกิน ตั้งแต่เมื่อวานยังไม่ได้กินอะไรเลย” แม่กับพ่อแบมือขอเงินฉันที่หยิบแบงค์เทาที่เหลืออยู่ห้าใบ ”เอามาทั้งหมดนั่นแหละ เรื่องมาก!” เงินถูกกระชากออกไปพร้อมกับพ่อแม่ที่เดินออกจากบ้านไป ปกติท่านจะไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะเอาแต่เข้าบ่อนมากกว่า ฉันนั่งมองดูหน้าข่าวของตัวเองที่เริ่มซาไปแล้ว ก็นั่งนึกถึงเรื่องของพี่กรที่เขากระทำกับฉัน ตอนนี้ฉันบอกเลยว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บเท่ากับการที่เขาไปมีอะไรกับผู้หญิงอื่น
สิ่งที่ฉันรับไม่ได้คือตรงนี้ ทั้งที่เรา... เกินเลยกันมาแล้วและเขาก็สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับใคร
ย้อนกลับไป
“พะ พี่กร...”
“พี่ขอนะนารา พี่รักนารา พี่ทนไม่ไหวแล้ว” ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก เมื่อมาถึงห้องพักของพี่กรที่แคบแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันนึกรังเกียจเขา ฝ่ามือหนาเลื่อนปลดกระโปรงนักศึกษาฉันออก พร้อมกับเสื้อ ฝ่ามือร้อนลูบไล้ไปตามร่างกายของฉันที่ร้อนเหมือนกับมือของเขา ริมฝีปากพรมจูบไปตามร่างกายอย่างโหยหา พี่กรมีร่างกายที่สมบูรณ์มากจนฉันหายใจไม่ทั่วท้อง ฉันเองก็หวาดกลัวเพราะนี่มันเป็นครั้งแรก
“ตกลงนะนารา เป็นของพี่นะ”
“...”
“พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้นาราเสียใจ พี่จะมีแต่นาราคนเดียว...” เราสองคนคบกับมาได้ปีหนึ่งแล้ว ไม่เคยทำอะไรเกินเลยมากกว่าจูบและกอด แต่ตอนนี้เราสองคนกำลังข้ามขั้น
“นะ นารา... นารากลัวท้อง”
“พี่ซื้อยามาให้แล้ว ให้พี่นะ นาราจะไม่ท้องจนกว่าเราจะแต่งงานกัน” ใบหน้าและรอยยิ้มที่จริงใจทำให้ฉันพยักหน้าตกลงเป็นของพี่กร เขายิ้มออกมาอย่างดีใจ จับขานวลฉันแยกออกกว้าง ก่อนจะโน้มใบหน้าขึ้นมาบดจูบฉันอย่างร้อนแรง ลิ้นร้อนของเขากวาดเข้ามาในโพรงปาก ดูดกลืนจนฉันแทบจะลืมหายใจ มือร้อนปลดชั้นในฉันออก ลูบไล้ทรวงอกคัพดีที่ใหญ่เกินตัว บีบขยำจนฉันกอดลำคอเขาไว้เป็นที่ยึด ริมฝีปากร้อนไล่ต่ำลงมาที่ลำคอ และต่ำมาถึงยอดอก พี่กรบีบทรวงอกฉันและอ้าปากงับยอดอกของฉันด้วยความร้อนแรง ปลุกเร้าอารมณ์ของฉันให้มีมากขึ้น
“อื้อ พะ พี่กร... นาราเจ็บ”
“อืม” เขาดูดกลืนอย่างกระหาย กลางกายของฉันเริ่มผลิตน้ำหวานออกมาจนพี่กรเลื่อนใบหน้าจากทรวงอก ต่ำไปที่กลางกายของฉัน ใบหน้าหล่อโน้มลงไปกวาดลิ้นเลียจนฉันเบิกตากว้าง ฝ่ามือของเขาจับขาฉันแยกออกกว้างจนเจ็บ
“อ๊ะ พี่กร... นะ นารา ไม่ไหวแล้ว!” ฉันร้อนครางออกมาอย่างสุขสม ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้พี่กรได้กลืนกิน กระทั่งพี่กรยันตัวเองขึ้นถอดกางเกงในสีดำของตัวเองออกไป แท่งร้อนขนาดใหญ่ยาวทำให้ฉันขยับตัวหนี
“พะ พี่กร นารากลัว”
“ไม่ต้องกลัวนะ มันเจ็บไม่มาก พี่สัญญา... เชื่อใจพี่นะ” พี่กรจูบแก้มฉันเพื่อปลอบโยน เขาจับขาฉันพาดหน้าขา สายตาของฉันมองเพดานห้องที่เป็นสีขาวอย่างใจเต้น เมื่อรับรู้ถึงความร้อนชื้นที่แทรกผ่านเข้ามาเรื่อยๆ จนฉันจิกนิ้วลงกับผ้าปูที่นอน
“อึก จะ เจ็บ นาราเจ็บ!” ฉันร้องบอกพี่กรที่ยังคงดันตัวตนเข้ามาเรื่อยๆ จนฉันขยับตัวหนี พี่กรก้มลงจูบริมฝีปากของฉันก่อนจะดันความยาวเข้ามาจะมิด ฉันกระตุกเกร็ง กรีดร้องอยู่ในลำคอกระทั่งพี่กรผละจูบออกไป
“อา... แน่นฉิบ!”
“ฮึก นาราเจ็บ พี่กร นาราไม่ไหวแล้ว” พี่กรกัดกรามแน่น เขาขยับสะโพกช้าๆ เพื่อให้ฉันปรับตัว จนกระทั่งความปรารถนาที่มีต่อกันมันเพิ่มความร้อนแรงให้เราสองคน สาดซัดความต้องการที่มีทั้งหมด ฉันนอนรอรับการกระแทกของพี่กรครั้งแล้วครั้งเล่า ปลดปล่อยตัวเองไม่ต่ำกว่าสามครั้ง แต่พี่กรยังคงขยับตัวตนอยู่ในกายฉันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาพลิกตัวฉันให้คว่ำกับเตียงนอน กระแทกกระทั้นจนเตียงหนากระทบกับข้างห้อง
“ซี้ด... อ๊ะๆ นะ นารา... อา พี่รักเธอ”
“อา อ๊ะ พะ พี่กร นารา... มะ ไม่ไหวแล้ว!” ฉันจับหัวเตียงไว้แน่น ปลดปล่อยตัวเองออกมาอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่พี่กรปลดปล่อยเข้ามาในตัวของฉันอย่างท่วมท้น ความอบอุ่นที่แล่นเข้ามาทำให้ฉันเงยหน้าขึ้น ก่อนจะถูกจับใบหน้าให้หันไปจูบกับร่างสูงที่ยังคงตอกตรึงฉันด้วยแท่งร้อนยักษ์ที่คาอยู่
“พี่รักเธอ”
“นาราก็รักพี่กร” ร่างของฉันถูกพลิกหงาย มองแท่งร้อนขนาดใหญ่ถูกดึงออกไปพร้อมกับความชุ่มฉ่ำตามด้วยเลือดของฉัน ใบหน้าหล่อโน้มขึ้นมาบดจูบ เพิ่มความอ่อนหวานให้ฉัน เพื่อปลอบโยนฉันที่ยังคงเจ็บกลางกายอยู่ ใบหน้าหล่อที่เต็มไปด้วยความห่วงใย และรอยยิ้มที่มีความสุข
“มีความสุขไหม?”
“มากเลยค่ะ”
“จากนี้ไปพี่สั่งห้ามนาราไปยุ่งกับใครที่ไหนนอกจากพี่นะ”
“นาราจะไปยุ่งกับใครได้ล่ะคะ ในเมื่อนาราเป็นแฟนพี่กร” ฉันยิ้มอ่อนให้กับเขา หอบหายใจเหนื่อยเมื่อเขาบีบเค้นทรวงอกของฉันพรมจูบราวกับหวงแหนที่สุด “คนมารุมตอมเยอะ แถมพี่ยังเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้รวย ไม่ได้มีเงิน”
“แต่นาราก็เลือกรักพี่กร เพราะความดีนะคะ”
“...”
“นารารักพี่กรที่เป็นพี่กรค่ะ ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือเงินทอง” ฉันโน้มใบหน้าขึ้นไปหอมแก้มเขาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ “จริงเหรอ?”
“หนึ่งปีที่ผ่านมา ยังพิสูจน์ไม่ได้อีกเหรอคะว่านารารักพี่” เขายิ้มออกมาก่อนจะดึงฉันไปกอดซบอก พรมจูบไปตามหน้าผากของฉันที่ชื้นเหงื่อไม่หาย เพราะห้องพี่กรมีเพียงแค่พัดลมตัวเดียวที่หมุนอยู่
“อย่าผิดคำพูดนะ อย่าเป็นของใคร รักพี่แค่คนเดียวนะนารา... พี่ก็สัญญาว่าจะรักเธอแค่คนเดียว” ฉันพยักหน้ารับ กอดรัดร่างกายแกร่ง “สัญญาค่ะ”
“เธอเป็นเมียพี่แล้วนะ เมียของพี่”
Rrr
ฉันสะดุ้งจากภวังค์เมื่อครั้งที่มีความสัมพันธ์กับพี่กรครั้งแรก นับแต่ตอนนั้นจนถึงวันที่เกิดเรื่อง ฉันไม่เคยให้ใครเข้ามามีส่วนในหัวใจ หรือมีใครมาทำอะไรล่วงเกิน เพราะสัญญาไว้กับเขา... น้ำตาของฉันไหลออกมาก่อนจะเช็ดมันออกไป มองปลายสายที่เป็นเบอร์ของคุณภู
“สวัสดีค่ะคุณภู”
(“นารา เจอกันหน่อยได้ไหม?”) น้ำเสียงห่วงใยของเขา ทำให้ฉันตอบตกลงก่อนจะขึ้นไปแต่งตัวและรอเขามารับ คุณภูมารับฉันที่หน้าบ้านก่อนจะมุ่งตรงไปร้านกาแฟที่เป็นร้านประจำของเขา ปราศจากนักข่าวแน่นอน เขาจิบกาแฟและสบตากับฉันที่นั่งนิ่งอยู่
“คุณโอเคนะ”
“ค่ะ นาราโอเค แค่ถูกพักงานสามวัน เดี๋ยวก็กลับไปทำงานตามเดิมแล้ว” ฉันยิ้มให้กับเขา ไม่อยากให้เขาต้องไม่สบายใจและห่วงฉันมากเกินไป เพราะฉันไม่อยากได้รับความห่วงใยจากใคร เพราะนั่นมันจะทำให้เขาต้องเดือดร้อนและเป็นอันตราย
“รู้ตัวคนปล่อยภาพหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ค่ะ ไม่รู้... จับมือใครดมไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างนาราก็เคลียร์ข่าวแล้ว เหลือแค่ให้ซาลงเท่านั้น” คุณภูพยักหน้ารับ เขาจิบกาแฟด้วยสีหน้าที่ดูว้าวุ่นมากจนฉันจับสังเกตได้ “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูคุณเหมือนมีคำถามในใจ”
“เออ เปล่าครับ ไม่มี”
“ถ้ามีอะไรสงสัย ถามนาราได้นะคะ” ฉันจับจ้องใบหน้าหล่อคมที่คิ้วขมวดกัน ริมฝีปากแดงคล้ำเนื่องจากเขาสูบบุหรี่ หนวดที่ขึ้นมานิดหน่อยบนใบหน้าก็ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่ตามอายุที่ขึ้นเลขสามแล้ว
“คือมันอาจจะงี่เง่า”
“เอ๋?”
“คือผมรู้ว่าตัวเองงี่เง่า ไม่สมกับอายุ แต่ความคิดดูเด็ก”
“คุณภูพูดอะไรน่ะ นาราไม่เข้าใจเลยค่ะ” เขายกมือเกาท้ายทอยตัวเอง ถอนหายใจออกมา “คุณกับนายแบบที่ชื่อโซล ตกลงเป็นอะไรกับครับ?”
“ระ เรื่องนี้เหรอคะ”
“คือผมรู้ครับว่าคำถามมันงี่เง่ามาก แต่ผมดูถ่ายทอดสดเมื่อวานและเขาแบบยังไงดีล่ะ คือผม...” ฉันยกยิ้มออกมาพร้อมกับขำไปด้วย คุณภูชะงักใบหน้ามองฉันที่ยังคงขำอยู่ “คุณขำอะไร? ผมจริงจังนะ”
“ก็คุณถามนาราด้วยสีหน้าที่ดูกังวลมาก นาราก็เลยขำน่ะค่ะ”
“นารา”
“โอเคค่ะ นารากับโซลเราไม่ได้เป็นอะไรกัน เขาเป็นสุภาพบุรุษนะคะช่วยนาราในยามที่คับขัน เขาน่ารักและเป็นคนดีค่ะ” คุณภูที่ได้ฟังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “จริงนะครับ”
“จริงสิคะ เขาเป็นน้องนารานะคะ อายุแค่ยี่สิบสองเอง ห่างกับนาราตั้งสองปี”
“คุณไม่ชอบเด็ก”
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่เพราะอายุแต่อยู่ที่ความเข้าใจกันมากกว่า อย่างน้อยโซลก็ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าผู้ใหญ่บางคนที่ไม่กล้าถามนะคะ”
“คุณกำลังแขวะผมใช่หรือเปล่าเนี่ย?” ฉันมองใบหน้าหล่อที่ยิ้มกว้างก่อนจะยื่นมือมายีศีรษะของฉัน แต่ก็แค่นี้ล่ะ เพราะเขาไม่เคยแม้แต่จะล่วงเกินฉันเลย เท่าที่รู้จักกันมา มีแค่ยีผมและจับมือให้กำลังใจแค่นั้น
“นาราเปล่านะคะ แต่คุณภูทำให้นาราคิดแบบนั้นนี่นา” เขาส่ายหน้าไปมา มองสบตากับฉันอีกครั้ง “ถ้าพักงานแบบนี้... คุณก็ว่างน่ะสิ”
“ก็คงจะใช่นะคะ” คุณภูยิ้มออกมา “งั้นไปเที่ยวกันดีมั้ย?”
ฉันเบิกตากว้างมองเขาที่เอ่ยปากชวนฉันไปเที่ยว ใช่ มันเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมาเลยนะ เขาไม่เคยชวนฉันเที่ยว นอกจากชวนมากินข้าวหรือพูดคุยเรื่องงานอะไรทำนองนี้ “เออ นาราว่าไม่เหมาะมั้งคะ”
“อะไรที่ว่าไม่เหมาะ ผมแค่อยากเห็นคุณให้ความสุขตัวเองบ้าง...”
“คุณภู”
“คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณทำงานหนักมากแค่ไหน ทำทุกวัน ทุกเวลา แทบจะไม่เหลือเวลาให้ผม เออ... หมายถึงเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว” คุณภูก้มหน้ามองแก้มกาแฟ ใช้ช้อนคนไปมา “ขอโทษด้วยนะคะ แต่นาราไม่มีเวลาไปเที่ยวหรือไปพักผ่อนหรอกค่ะ”
“ทำไมครับ?”
“ก็เพราะนารามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ นาราไม่ได้รวย ไม่ได้มีเงินเก็บมากมาย เงินที่ได้มาก็ต้องเก็บ อีกส่วนก็ต้องไว้ใช้จ่าย... งานที่รับเงินมากก็จริงแต่ก็ต้องใช้ทุกวันนี่คะ” อันที่จริงเงินมีนะถ้าฉันเก็บ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเงินที่ได้มาแทบจะหมดไปเพราะการใช้จ่ายของพ่อแม่และการเอาเงินไปเข้าบ่อนมากกว่า
“คุณกำลังต่อว่าผมอยู่หรือเปล่าเนี่ยนารา”
“ปะ เปล่านะคะ นาราแค่...”
“ผมเข้าใจครับ ว่าคุณต้องทำงานหนักเพื่อใครและเพราะอะไร?” คุณภูยิ้มอ่อนส่งมาให้ก่อนจะจับมือฉันที่วางอยู่บนโต๊ะกุมไว้แนบแน่น “เอาไว้เราสองคนค่อยไปเที่ยวกันนะ ผมอยากไปเที่ยวกับคุณจริงๆ ผมอยากเห็นคุณยิ้ม”
“คุณภู”
“คุณรู้ไหมนารา เวลาคุณยิ้ม... มันทำให้โลกสดใสแค่ไหน” ฉันเบิกตากว้างทันทีกับคำพูดของคุณภู
‘นารารู้เปล่า ว่าเวลาที่นารายิ้มมันทำให้โลกสดใสแค่ไหน’
ไม่มีคำตอบหรืออะไรใดๆ เลยในตอนนั้น คำพูดของพี่กรพุ่งเข้ามาแทงหัวใจของฉันอย่างจัง เขาเคยบอกว่าเวลาฉันยิ้มมันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขาและโลกสดใส แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้น ฉันไม่เคยยิ้มได้อย่างจริงใจเลยสักครั้ง มีแต่ตอนทำหน้าที่ของตัวเองคืองาน แต่หลังจากนั้นรอยยิ้มของฉันไม่เคยปรากฏอีก จะมีก็แต่ตอนที่ตัวเองรู้สึกสบายใจอย่างเช่นเมื่อกี้ที่ขำขันไปกับท่าทางของคุณภู
“นารา”
“...”
“เฮ้ นาราครับ คุณร้องไห้ทำไม?”
“เอ๋? มะ ไม่มีอะไรค่ะ” ฉันที่รู้สึกตัวยกมือเช็ดน้ำตาตัวเองที่ไหลตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ คุณภูยื่นผ้าเช็ดหน้าสีดำส่งมาให้ “ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า? ถ้าผิดต้องขอโทษด้วยนะครับ”
“เปล่าค่ะ คุณภูไม่ได้ทำอะไรผิด นาราแค่เครียดนิดหน่อย” รอยยิ้มที่อ่อนแรงถูกส่งไปให้เขาอีกครั้ง คุณภูถอนหายใจออกมาก่อนจะเรียกพนักงานมาเช็คบิล เขาลุกขึ้นคว้าข้อมือฉันให้เดินออกจากร้าน
“คุณภูจะพานาราไปไหนคะ?”
“ไปในที่ที่ทำให้คุณสบายใจครับ” ฉันมองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำฉันไปที่รถ คุณภูขับรถตรงออกไปโดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะพาไปที่ไหน
รถหยุดจอดสถานที่แห่งหนึ่ง เขาจูงมือฉันตรงไปทางริมน้ำที่เป็นท่าเรือ ก่อนที่เขาจะจ่ายตั๋วค่าเรือและพาฉันลงไปนั่ง “คุณภูคะ จะพานาราไปที่ไหนคะเนี่ย?”
“เป็นเรือท่องเที่ยวครับ ครึ่งชั่วโมง เขาจะวนให้ดูสถานที่ที่เราไม่ได้เห็นในมุมมองของการขับรถ แต่จะมองเห็นในแง่ของภาพกว้างๆ”
“...”
“ลมเย็นของแม่น้ำ กับกลิ่นของแม่น้ำ วิวเมืองอาจจะทำให้คุณหายเครียด เรื่องที่เกิดขึ้นได้” คุณภูยิ้มและสวมชุดชูชีพให้กับฉัน ใบหน้าหล่อยิ้มกว้าง ยกมือบีบแก้มฉันให้กว้างขึ้น
“ยิ้มนะครับ ผมเชื่อว่าคุณต้องผ่านมันไปได้” ฉันค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะมองเรือที่แล่นออกไป มันจริงอย่างที่คุณภูพูดไม่มีผิด การได้สัมผัสกับลมเย็นของแม่น้ำ ทั้งกลิ่นและวิวเมืองริมฝั่ง มันทำให้ฉันคิดอะไรได้หลายอย่าง ตอนนี้ฉันจะมาอ่อนแอไม่ได้ พี่กรอาจจะทำอะไรที่มันร้ายแรงมากขึ้น และตัวฉันควรจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้
ฉันหันไปมองใบหน้าหล่อคมที่กำลังหันมองไปอีกข้าง เขาคือคนดีมากเลยนะ ฉันรู้ว่าเขาคิดยังไงกับฉัน แต่ว่าฉันไม่มีค่าพอที่จะยืนเคียงข้างกับเขา คนอย่างเขาต้องได้เจอผู้หญิงที่ดีกว่า ไม่ใช่คนอย่างฉัน... ที่ไม่สามารถเปิดใจรับใครได้ทั้งนั้น คุณภูหันมาสบตากับฉันที่ส่งยิ้มให้อยู่ ฝ่ามือแกร่งเลื่อนมาเกี่ยวเส้นผมของฉันเหน็บข้างใบหู รอยยิ้มที่อบอุ่นของเขาทำให้ฉันรู้สึกดีใจที่นอกจากพี่ขุนแล้ว เขาก็ยังอยู่เคียงข้าง... แต่ฉันจะไม่มีวันยอมให้เขาต้องมีจุดจบหรือเจออะไรแบบพี่ขุนอีก
ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นกับคนดีๆ แบบพี่ขุนและคุณภูอีกเป็นอันขาด
“ขอบคุณนะคะสำหรับทุกอย่าง”
“ยินดีเสมอครับ” เขาโค้งศีรษะให้เล็กน้อย เราสองคนมาถึงฝั่งในเวลาต่อมา คุณภูก็มาส่งฉันที่บ้านเพราะเขาต้องไปจัดการเรื่องเพชรที่นำเข้าจากฝรั่งเศส ฉันกำลังหมุนตัวเข้าบ้านก็ต้องตกใจที่ข้อมือถูกคว้าไว้ก่อน
“อ๊ะ!”
“ขอคุยด้วยหน่อยสินารา?”
“คุณ... ฟ้ารุ่ง”
