บทที่ 2 EP 2 : “At my worst”

แกร๊กกกกกก...ทันทีที่เท้าผมแตะเข้าไปที่พื้นห้อง เสียงของคนที่ผมรักก็เอ่ยทักทายขึ้นทันที

“กลับมาแล้วเหรอ...” ผมเดินตรงไปหาเขาที่ขณะนี้กำลังยันตัวเองขึ้นมาจากเตียง แต่หลับตาพริ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ยื่นหน้ามาหาผม ที่กำลังโน้มตัวลงไปจุ๊บที่ปากเขาเบา ๆ แล้วเลื่อนไปหอมแก้มฟอดใหญ่อีกหนึ่งที

“นอนต่อเถอะ” ผมขยี้หัวเขาให้มันฟูฟ่องกว่าเดิมก่อนจะมองเขาด้วยความเอ็นดู และจับแขนพีทขึ้นมาดูด้วยความงง ๆ “ไปเดินชนอะไรมาอีกแล้วเนี่ย” ผมลูบรอยช้ำนั้นพลางขมวดคิ้วแน่น

“ก็ปกติปะวะ” พีทพูดออกมาอย่างสบาย ๆ เขาซุ่มซ่ามอยู่เรื่อย ชอบเดินชนโน่นนี่ จนเขียวช้ำไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าได้เป็นรองหัวหน้าตระกูลหลักมาก่อนได้ยังไง ไอ้ความเซ่อซ่านี่ที่หนึ่งเลย

“ระวังด้วยมึงอ่ะ อยู่เฉย ๆ ก็มีแผลได้” ผมส่ายหน้ายิ้ม ๆ

“เดี๋ยวพาเวนิสไปนอนที่ห้องก่อน หาววว...” พีทหาวปากกว้างแล้วบิดขี้เกียจไปมา ก่อนจะลืมตาเต็มที่แล้วชะงักไปนิดเมื่อเขาจ้องนาฬิกาหัวเตียงพร้อมคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ผมเองก็ไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไงเลยแสร้งทำเป็นเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว ปลดเสื้อเชิ้ตและกางเกงออก

“งานเยอะเหรอ” พีทว่าเสียงเรียบ

“ใช่ บริษัทยุ่ง ๆ ” ผมทอดถอนหายใจแผ่วเบาด้วยความลำบากใจ

“ก๊งเหล้ามาด้วยนี่มึงอ่ะ กลิ่นหึ่งเลยนะ” ผมเหลือบสายตามองพีทที่กำลังอุ้มเวนิสที่หลับปุ๋ยกลับไปนอนห้องตัวเอง จริง ๆ ผมก็เตรียมใจมาระดับหนึ่งแหละว่าพีทมันจะโกรธผมเพราะนี่ก็ปาไปเที่ยงคืนแล้ว นับวันผมก็ยิ่งกลับดึกขึ้นเรื่อย ๆ ผมทำตัวน่าระแวงเองนั่นแหละ เลยทำให้พีทมันคิดมากรึเปล่าก็ไม่รู้

“พีท…” ในเมื่อผมสำนึกได้ ผมก็ตั้งใจว่าจะหันไปขอโทษเขาแต่ก็เจอกับสภาพเขายืนบ่นฟ้าบ่นอากาศทำตัวติ๊งต๊องแบบฉบับเขาอยู่

“อิจฉาโว้ยยยยย!!! วันหลังก็หัดชวนกูด้วย เปรี้ยวปากจะแย่ แม่ง!!! ไอ้พลกับไอ้อาร์มไปเที่ยวก็ไม่ชวนกู รอบหน้าถ้าไปแดกเหล้าแล้วกูไม่ได้ไปด้วยอีกนะ กูจะสาปพวกมึงรายตัวเลย คอยดู!” เขาเดินหน้าบึ้งตึงออกไปข้างนอกพร้อมกับเสียงอาลัยอาวรณ์เรื่องเหล้าไม่หยุดปาก ผมไม่รู้หรอกว่าพีทไม่คิดมากจริงไหม หรือเขาทำแค่ให้ผมสบายใจ แต่เขาไม่ค่อยโทรจิก ไม่ค่อยคิดเล็กคิดน้อย ไม่ค่อยใส่ใจอะไรมาก เหมือนเขามั่นใจในตัวผมมาก และผมก็กลัวเขาจะผิดหวังมากเช่นกัน

“นอนลืมตาทำซากอะไรอยู่! ตีหนึ่งละไม่ง่วงรึไง” หลังจากผมอาบน้ำเสร็จผมก็นอนรอพีทให้กลับมาที่ห้อง พอมันมาถึงมันก็เอาตัวเองยัดลงไปกับผ้าห่มและผมค่อย ๆ สอดแขนเข้าไป เขาก็หันหน้ามานอนกกอยู่ระหว่างอกผม

“ขอโทษนะที่กลับดึก” ผมว่าพลางประทับริมฝีปากลงบนศีรษะมันแผ่วเบา

“งานเยอะนี่ เห็นไอ้พลว่าช่วงนี้พอร์ชก็กลับดึก” พีทพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่ใส่ใจ แต่กลับเป็นผมที่รู้สึกลำบากใจขึ้นมา

“พีท…”

“อื้อ...” พีทขยับตัวเล็กน้อยส่งเสียงตอบรับผม

“สามสิ่งที่มึงรักมากที่สุดในชีวิตมีอะไรบ้าง”

“รวมนอนกับกินไหมวะ” พีทหลับตานิ่งว่าออกมาอย่างขำ ๆ

“หึหึ งั้นกูถามใหม่” ผมกระชับกอดให้แน่นขึ้นแล้วเอาขาเกยก่ายเข้าไปที่ตัวเขา

“มึงไปอ่านหนังสือจิตวิทยาอะไรมารึเปล่า กูเดินเข้าป่าแล้วตะโกนร้องให้คนช่วยก็ได้” พีทว่าออกมางัวเงีย ประโยคนั้นทำให้ผมหลุดขำออกมา

“หึหึ มึงนี่ท่าจะเพี้ยนจริง ๆ ด้วยสินะ”

“ไม่ดีเหรอวะ ดูโง่ดี” ผมหุบยิ้มฉับกับคำพูดของเขา ก่อนพีทจะว่าต่อ “โง่มาเดินวนในห้องสี่เหลี่ยม ๆ เหมือนเดิม กูเนี่ยนะ!! บ้าไปแล้วแน่ ๆ ” พีทว่าออกมาขำ ๆ แต่ผมไม่ขำด้วย มันเหมือนไปสะกิดใจอะไรผมบางอย่างทำให้ผมแทบไปต่อไม่ถูก “จะถามอะไรล่ะ กูจะหลับละนะ”

“อ่อ…มึงง่วงก็หลับไปก่อนเลย” ผมก้มลงไปสูดดมกลิ่นกายเขาอีกครั้ง

“ไม่เอาอ่ะ มันค้างคา” พีทเงยหน้าแล้วหรี่ตาขึ้นมามองผม

“…กูแค่อยากรู้ว่า...คนที่มึงรักมากที่สุดในชีวิตมีใครบ้าง”

“…” พีทเงียบไปสักแป๊บ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ “มีหลายคนเลยว่ะ”

“เช่นใครบ้างล่ะ”

“แค่ตากับยายก็ปาไปสองอันดับละ” พีทพูดอย่างไม่คิดอะไร

“แล้วมึงรักใครบ้างล่ะ”

“ก็ทุกคนอ่ะ ทุกคนที่รักกู หวังดีกับกู” พีทก็คือพีท มองโลกในแง่ดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยคิดร้ายกับใคร หนักแน่น ใช้ความดีกับรอยยิ้มเข้าสู้ทุกปัญหาแบบนี้มาตลอดเลยนะ

“มึงเป็นนางงามเหรอ..”

“ก็คำถามมึงส่งมาอ่ะ”

“เอางี้...ในชีวิตนี้มึงตายแทนใครได้บ้าง”

“ไม่ได้!!! กูตายแทนใครไม่ได้ ภาระกูเยอะ ไหนจะมึง ไหนจะเวนิส ไหนจะมาเก๊า ฉิบหายรอบตัวกูมีแต่คนบ้า...หนีจากคนบ้ามาเจอคนบ้า อีกอย่างถ้ากูตายทั้งมึง! ทั้งคุณหนูแทนคุณ ได้อาละวาดฆ่าล้างโคตรไอ้คนที่ทำกูแน่! หรือไม่จริง” พีทเท้าแขนแล้วยันหัวตัวเองขึ้นมา ผมยิ้มบาง ๆ ให้เขากลับไป คนที่เขาพูดชื่อทั้งหมดนั่นแหละเป็นคนที่เขารักมากที่สุด ไม่ว่าจะผม เวนิส มาเก๊า หรือแม้แต่แทนคุณ

“รู้ได้ไง”

“รู้ ก็มึงรักกูไง...ใช่ไหม” พีทยื่นหน้ามาใกล้ ๆ ผม จนผมยื่นกลับแล้วขโมยจุ๊บริมฝีปากเขาหนึ่งที

“รักมาก” ผมเน้นย้ำคำให้เขารู้ว่าผมพูดออกมาจากใจจริง

“อื้ม...ถ้ารักกูมากหยุดประสาทแดกซะนะ นอนได้แล้ว!!!” พีทล้มตัวลงนอนแล้วเบียดตัวเข้ามาในอ้อมกอดผมอีกครั้ง ผมเบี่ยงตัวไปปิดสวิทซ์โคมไฟแล้วหันมากอดเขาแนบแน่นไม่ให้ห่างไปแบบนั้นไว้ทั้งคืน

- [รุ่งเช้า] -

“จะบ้าเหรอพีท!!!” ผมแหกปากดังลั่นโต๊ะอาหารเมื่อจู่ ๆ ผมก็ได้ยินเรื่องน่าเหลือเชื่อออกจากปากคนรักของผมต้อนรับเช้าวันใหม่

“นะมึง กูไปแป๊บเดียว” พีทยกมือขึ้นพนมพลางไหว้ปะหลก ๆ ผม ให้เมตตาปรานีมันสักครั้ง

“มึงก็เอามันไปด้วยสิ” ผมว่าพลางเหล่มองไอ้ตัวปัญหาที่นั่งทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไม่รู้ร้อนรู้หนาวส้นตีนไรเลย

“มึงจะบ้ารึไง!!! คราวที่แล้วมึงจำไม่ได้เหรอวะ กว่าจะพาเวนิสกลับบ้านได้เกือบโดนชุบแป้งทอด ปะแป้งไว้ซะขาว แถมยังใส่เครื่องทองมิหนำซ้ำยังพาไปตั้งโชว์ไว้ที่ศาลหน้าปากซอย ชาวบ้านแห่มาขอหวยกันนึกว่าตุ๊กตาลูกเทพ เวนิสร้องไห้จ้าคุณหนูก็ไม่ยอมให้กลับ บอกว่ารอให้ได้เลขเด็ดก่อน ใครจะกล้าพาไปวะ แค่เอ่ยชื่อว่าแทนคุณลูกกูก็สั่นงั่ก ๆ แล้วน่ะ ขวัญเอ้ย ขวัญมานะลูกนะ” ผมหันไปมองไอ้เวนิสในอ้อมกอดไอ้พีทที่มันดูหลอน ๆ ไปจริง ๆ เออ...จริง ๆ กูเห็นใจมึงแหละ ถึงกูจะไม่ชอบขี้หน้าเวนิส แต่การที่อยู่กับแทนคุณได้เป็นวัน ๆ ถือว่าจิตแข็งอยู่นะ หรือมันเป็นบ้าไปแล้ววะ แม่งเอ้ย!

“แต่จะให้กูพาไปที่ทำงานด้วยมันก็เกินไปหน่อยไหม” ผมยังสรรหาเหตุผลสารพัดเพื่อให้พีทมันยอมจำนน

“มันไม่มีอะไรเกินไปกว่าการอยู่กับคุณหนูแล้ว มึงถ้าเวนิสโตไปแล้วเพี้ยนทำไงวะ กูใจสลายเลยนะ เห็นแก่กูละกัน เอ้า!” ไอ้พีทลุกขึ้นจากเก้าอี้อุ้มเวนิสที่แต่งตัวดีกว่าทุกวัน กำลังจะยื่นให้ผม

“ถ้ามึงอยู่ด้วยแทนคุณมันไม่กล้าทำอะไรเวนิสหรอก”

“น้อยไปสิ กูเกือบโดนจับแต่งเป็นนางกวักแล้ว บ้า! บ้าขึ้นทุกวัน!! อ่ะ! เอาไป” พีทพยายามยัดเยียดเวนิสให้ผม

“งั้นมึงก็ไม่ต้องไปหาแทนคุณ อยู่บ้านกับเวนิสนี่แหละ”

“โอ๊ะ! มึงพูดเหมือนมึงไม่รู้จักคำว่าแทนคุณอ่ะเวกัส! ตายยยยยย นี่มันเกินโควต้าที่กูจะปฎิเสธเขาได้สามครั้งแล้ว ถ้ากูไปครั้งนี้ กูจะปฎิเสธเขาได้อีกสามครั้ง โอ๊ย รับ ๆ ไป เดี๋ยวกูไปสายก็บ้าอีกอ่ะ” พีทพยายามสุดชีวิตที่จะยัดเยียดไอ้เด็กผีให้ผม

“มาเก๊ามึงเอาไปมหาวิทยาลัยได้ป่ะ” สิ้นเสียงคำผม มาเก๊าที่กำลังดื่มนมอยู่ มันแทบสำลักพรวดออกมา

“จะบ้าเหรอเฮีย ไปเร็วเดี๋ยวสาย!” ผมถอนหายใจ พยายามหาทางออกให้กับเรื่องนี้ บอดี้การ์ดที่มีอยู่ก็น้อยด้วย ลำพังจะฝากไว้กับแม่บ้านไอ้พีทก็ไม่ไว้ใจ ญาติที่มีอยู่ก็สติไม่สมประกอบ ชีวิตนี้กูพึ่งพาใครได้บ้างวะเนี่ย

“อันนี้นม กูเทใส่ขวดให้หมดละ ถ้าลูกร้องอย่าลืมจับผ้าอ้อมเช็คดูด้วยนะแล้วเปลี่ยนด้วย”

“กูทำไม่เป็นหรอกนะ” ผมรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“เปิดยูทูบ! ลองดู ไม่ยากเกินความสามารถมึงหรอก”

“โอ๊ยพีท! กูทำไม่ได้หรอก!...” ก่อนที่ผมจะผลักเวนิสกันไปกันมามากกว่านี้จู่ ๆ โทรศัพท์ผมก็เข้า พีทเห็นดังนั้นจึงอุ้มเวนิสและหันไปเช็กของในตะกร้าต่อ

‘Porsche’ ผมกำลังจะกดรับสายแต่หางตาผมดันไปเห็นพีทมองมาที่หน้าจอเข้าพอดี

“อื้ม ว่าไง”

[กูไม่ค่อยโอเค] เสียงสั่นของพอร์ชทำให้ผมรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี ผมจึงลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้แม้แต่สายตาของพีทที่มองมา

“เดี๋ยวรีบไป” ผมกดวางสายและหันไปหาพีทที่ส่งเวนิสมาให้ “ก็ได้วะ แต่ถ้ามันเป็นอะไรอย่ามาโทษกูละกัน”

“กูเชื่อใจมึง” พีทส่งตะกร้าให้ผม หอมแก้มเวนิสซ้ายขวาและไม่ลืมที่จะกอดผมไว้หลวม ๆ แล้วโบกมือลา ไอ้เวนิสมองตามพีทตาละห้อยและเริ่มเบ้ปากร้องไห้กระซิก ๆ แต่ยังดีที่มีมาเก๊าขึ้นรถมาด้วยทำให้เรียกความสนใจมันไปได้ไม่น้อย

บอกเลยว่าหนังชีวิตของผมจะเริ่มถ่ายทำตั้งแต่มาเก๊าถึงมหาวิทยาลัย ฉิบหายกันไปข้างหนึ่งอ่ะ วันนี้กูจะใช้ชีวิตยังไงวะ ปกติทนมองหน้ากันยังไม่ถึง 10 นาทีมันก็ร้องเป็นบ้าเป็นหลังแล้ว ผมรู้ว่าไอ้เด็กนี่มันเกลียดขี้หน้าผมอย่างกับอะไรดี หรือว่าครั้งนี้จะยอมสงบศึก อ่อนข้อให้มันสักนิดดีไหมวะ เห้ออ!!! พีทนะพีท หาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ

“ผมไปนะเฮีย เวนิสว่าง่าย เฮียแค่ทำหน้าทำตาให้เป็นมิตรอ่ะ บายยยย” มาเก๊าพอให้พรผมเสร็จมันก็หายไปพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันจนแทบอยากจะตัดพี่ตัดน้องกับมัน

“มา…มะ…มะ” ฉิบหายแล้วเริ่มร้องเรียกมาเก๊าแล้ว มันเริ่มรู้ตัวแล้วว่าที่นี่มีแค่ผม มันหันซ้าย หันขวา มองรอบรถไปทั่ว ก่อนจะเริ่มเคานต์ดาวน์ในใจ

ห้า...สี่...

“ปะ…ปะ…ป๊า…พิ....ปะ....”

สาม...สอง...หนึ่ง...

“ว้ากกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!” โอ๊ยยยยยยย!!!!!! ผมยกมืออุดหูแทบไม่ทัน ร้องเสียงหลงขนาดนี้ไปเดอะสตาร์ไหมล่ะมึงน่ะ เอาวะ! สักหน่อย เพื่อชีวิตสงบสุข ก่อนอื่นต้องทำหน้าเป็นมิตร ส่งยิ้มให้มันสักหนึ่งที

“แฮ้…” ผมยิ้มจริงใจที่สุดในชีวิตหวังว่ามันคงจะเห็นใจผมบ้าง แต่...

“ว้ากกกกกกกก!!!!!!!!!!!” น้ำตาไหลเป็นพรวน มันคงคิดว่ารอยยิ้มเมื่อกี้คงเยาะเย้ยมันสินะ นี่กูก็ยิ้มกว้างที่สุดในชีวิตกูแล้วนะ เอาไงดีวะ โอ๋ละกัน

“มา ๆ ๆ โอ๋ ๆ ๆ ” ผมยกมันขึ้นมาจากคาร์ซีท แล้วตบตูดมันเบา ๆ แต่.....

“ว้ากกกกกก!!!!!” ไอ้เวนิส! มันจิกหัวผมแล้วอาละวาดทั้งถีบทั้งดิ้น แหกปากจนผมต้องวางมันลงที่เดิม

“กูไม่ได้จะฆ่ามึง!!! กูจะโอ๋มึง! โอ๊ยยยยยยย!!! อย่าดิ้นนนน! เดี๋ยวมึงก็ตกเบาะหรอก” ผมพยายามดึงตัวมันไว้แต่ตอนนี้เวนิสตกอยู่ในสภาวะทิ้งตัว มันดิ้นกระแด่ว ๆ ลงกับพื้น จนผมแทบประสาทเสีย

“คุณเวนิส...เดี๋ยวพาไปหาป๊าพีท ไม่ร้องนะครับ” ไอ้นพที่ขับรถอยู่หันมาพูดแว็บหนึ่ง พอมีคำว่าป๊าพีท มันชะงักไปเล็กน้อย และดิ้นต่ออย่างที่ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้

“โอ๊ยยยยยยย!!! ไอ้นพ! จอด!!!!”

“จอดทำไมครับคุณเวกัส”

“เอางี้! มึงมานี่!!! มาดูมัน เดี๋ยวกูขับรถเอง เอาให้เงียบนะมึง หนวกหู”

“จะดีเหรอครับ”

“ดี!!! วันนี้นัดคุณชาวล์ไว้ด้วย เดี๋ยวไม่ทัน” ผมกับไอ้นพเปลี่ยนที่กันกลางทาง ไม่นานเสียงเวนิสก็ค่อย ๆ เงียบลงแต่ยังมีสะอึกสะอื้นอยู่เป็นระยะจริง ๆ ไอ้นพก็ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย รอดแล้วกู!!

พอมาถึงบริษัทผมก็ยัดไอ้นพและเวนิสเข้าไปในห้องทำงานโดยตอนนี้มันกำลังกินนมและผล็อยหลับในอ้อมแขนของไอ้นพ โล่งใจไปหน่อย ผมเลยรีบปลีกตัวมาทำธุระส่วนตัวอย่างร้อนรนเพราะรู้ว่ามีคนคนหนึ่งกำลังไม่สบายใจ

..

.

- [ดาดฟ้า] -

“เวกัส...” พอร์ชพอเห็นผมมันก็เรียกชื่อแล้วหันไปสูบบุหรี่มวนที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ต่อด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“...” ผมลูบหลังพอร์ชอย่างแผ่วเบา เพื่อเป็นการปลอบประโลม

“ทำไมกูอ่อนแอจังเลยวะ” พอร์ชหันหน้ามามองผมแววตาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ทุกอย่างเอาไว้

“เพราะ...เรากำลังเอาความรู้สึกไปลงกับมัน” ผมกอดไหล่ไอ้พอร์ชเบา ๆ

“แต่เราไม่รู้สึกไม่ได้....เพราะนั่น...” พอร์ชกำลังจะพูดต่อผมจึงสวนขึ้นมา

“ความรักทำให้คนอ่อนแอ ทำให้สูญเสียตัวตน”

“ขออยู่แบบนี้สักพักนะ” พอร์ชวางหน้าผากลงบนไหล่ผมแล้วถอนหายใจมาเฮือกใหญ่ มือผมลูบแขนมันเบา ๆ เพื่อคลายความกังวล เราต่างคนต่างอยู่ในจุดที่เข้าใจกันและกัน และหันหลังกลับไปไม่ได้แล้ว ผมปล่อยให้ลมเย็นปะทะใบหน้าแล้วหลับตานิ่ง เสมือนปล่อยอะไรก็ตามไว้ข้างหลังอย่างน้อยเพียงแค่ไม่กี่นาทีตรงนี้ มีแค่ความสบายใจก็พอ...

ปึก!!! และช่วงเวลาเห็นความเงียบ ไม่มีแม้แต่ความวุ่นวายก็วูบดับลง ผมกับพอร์ชสะดุ้งตัวออกห่างจากกันอย่างรวดเร็ว

“คุณเวกัส...” ไอ้นพอุ้มเวนิสขึ้นมาด้วยท่าทางแตกตื่น ผมพยายามทำตัวปกติที่สุดเหมือนขึ้นมาดูดบุหรี่อย่างเคย ๆ

“อ้าว! พีทมาเหรอวะ” พอร์ชหันหน้ามาถามผม มันคงเห็นเวนิสและคิดว่าพีทคงต้องอยู่ที่นี่

“เปล่า เขาฝากกูเลี้ยง”

“อ่อ…ดีละ” พอร์ชว่าแล้วดับบุหรี่ลงอย่างว่องไว ก่อนจะเปิดประตูลงไปยัง

ชั้นล่าง

“อึก…อึก” เสียงสะอื้นของเวนิส พร้อมกับปากที่เบะจนคว่ำ มองไปรอบ ๆ ด้วยความหงอยเหงา

“มันเป็นอะไรของมันอีก เมื่อกี้จะหลับแล้วไม่ใช่เหรอ” ไอ้นพทำท่าจะยื่นเวนิสให้ผมลูกเดียว

“คุณเวกัสเอาไปเถอะครับ” ไอ้นพคะยั้นคะยอ

“ทำไม เดี๋ยวกูอุ้มมันก็ร้องอีก” ผมยืนเท้าเอวไว้หลวม ๆ มองไอ้สองคนนี้ด้วยความไม่เข้าใจ

“เอาไปเถอะครับ นี่ผมยังไม่ได้ไปเช็กชื่อเลย วันนี้เวรไอ้อาร์มตรวจด้วยมันเข้มนะครับ มันจ้องจะเล่นผมอยู่” ไอ้นพยังคงดันเวนิสมาให้ผม หลังจากพีทมาอยู่กับผม พอร์ชก็ขึ้นเป็นตระกูลรองเรียนรู้งานต่าง ๆ ในบริษัทอาร์มก็ได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าบอดี้การ์ดของตระกูลหลักแทน

“มึงก็เอามันไปเช็กชื่อด้วยสิ” ผมว่าตัดรำคาญ

“นะครับ เอาคืนไปเถอะครับ อ่ะ! ผมไปละ” ไอ้นพดึงมือผมให้รับเวนิสไว้

“อ่ะ ๆ มึงดูเนี่ย เดี๋ยวมันก็ร้อง” ผมว่าแล้วมองหน้ามัน ที่ตอนนี้ปากคว่ำจนไม่รู้จะคว่ำยังไงแล้ว ผมนี่เตรียมนับถอยหลังในใจเลย

“…ไปละครับ”

“ไอ้นพ!!!” ผมทำท่าจะเดินตามแต่ก็ต้องชะงักเมื่อแปลกใจนิดหน่อยที่ไอ้เวนิสมันมองหน้าผมราวกับว่า มันกำลังประสบปัญหาอะไรอยู่ ไม่ร้องเหรอวะ ปกติมึงต้องโชว์พลังเสียงแล้วนะ แล้วนั่นมองกูตาแป๋วเลย โอะ! มาไม้ไหนวะเนี่ย “เป็นไรอีกอ่ะมึงอ่ะ!!” มันจ้องผมนิ่ง แววตาเหมือนกำลังเรียกร้องความช่วยเหลือ

“โอ๊ยยย!!! กลิ่นไรวะ แมวแม่งมาขี้แถวนี้แม่บ้านไม่ขึ้นมาดูเลยไง” ผมทำจมูกฟุดฟิดเมื่อกลิ่นมันเริ่มลอยมาตามลมเรื่อย ๆ “แล้วนี่มึงพกฮีสเตอร์ส่วนตัวมาอ่อ เท่ว่ะใส่มาในแพมเพิสด้วย ล้ำสัด ๆ ” ผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ตูดไอ้เวนิส นึกชมไอ้พีทในใจ มันเป็นแม่ที่ดีนะ เลือกสิ่งดี ๆ ให้กับลูก ก้าวทันโลก มองการณ์ไกล “ไปดีกว่า เหม็นขี้แมว!” ผมก้าวเท้าเดินแล้วยกมือขึ้นอุดจมูกแต่ไม่ทันจะไปถึงไหนร่างก็นิ่งราวกับถูกสตัฟฟ์เอาไว้ เมื่อกลิ่นขี้แมวที่ว่ามันกลับชัดเจนที่ปลายจมูกผม

“ชัดเลย! มึงขี้!!!” ผมว่าออกมาเมื่อผมถึงบางอ้อเวนิสก็น้ำตาคลอไปพร้อม ๆ กัน โอ๊ยยย!!! โทษแมวอยู่ตั้งนาน มึงเองอ่ะ! แล้วก็ไม่พูด!

“ไม่บอกละวะ!”

“อึก…ปะ…” เวนิสส่งเสียงไม่เป็นคำออกมา

“มัวอมอะไรไว้อยู่ละมึงอ่ะ เดี๋ยวกูก็ให้มึงอยู่กับไอ้ขี้ทั้งวันเลย...หุ้วว...ไอ้นพ! ไอ้เวรเอ้ย ชิ่งกูเลยนะ!!” ตอนนี้ผมหาตัวไอ้นพไม่เจอ บอดี้การ์ดทั้งหมดถูกไอ้อาร์มเรียกคุมระเบียบ ป้าแม่บ้านก็ไร้เงา พาลจะใช้พวกเลขาก็ดูทำงานยุ่งอยู่ บางทีผมก็มีความเกรงใจคนอื่นอยู่บ้างอ่าครับ ตอนนี้ไม่ใช่ลูกรองประธาน แต่ก็เป็นแค่คณะกรรมการ จะให้วิ่งเอาลูกชายที่ขี้แตก ไปขอความช่วยเหลือก็ขายหน้าแย่ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริง!!! ไอ้เวนิสเลยได้มานั่งกระพริบตาปริบ ๆ อยู่ในอ่างล้างหน้า เอาวะกู! ฮึบเดียว!!

“ถอดแพมเพิสเป็นไหม ?” ผมถามมันพลางกรอกตาไปมา พีทบอกว่าไงนะให้เปิดยูทูป ลองพิมพ์ไปละกัน ‘วิธีเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก’ อ่ะ! ผมวางโทรศัพท์ไว้ตรงกระจกด้านหน้า ตามุ่งมั่นมองแพมเพิสไอ้เวนิสสลับกับมองหน้าจอแล้วคอยเลื่อนเข้าเลื่อนออกให้คลิปหยุดเพื่อดูวิธีซ้ำ ๆ

“แอ้!!…”

“อย่าเร่งกูดิ มือใหม่มึงเข้าใจไหม หัดให้โอกาสคนบ้าง” ผมค่อย ๆ ลอกเทปกาวตามคลิปเดะ ๆ

“อุ้ววว! เชื้อไม่ทิ้งแถวดี...ว่าแต่มึงก็จัดหนักเหมือนกันนะเนี่ย ถึงกลางหลังเลยเหรอ ? อาบน้ำใหม่ไหมมึงอ่ะ” ผมทำไปบ่นไป ขี้ไอ้เวนิสก็เหม็นฉิบหาย

“แหวะ!!...” เวียนหัวสัด! เกิดมากูไม่เคยล้างขี้ให้ใครเลย มึงคนแรกเลยนะ ภูมิใจซะ!! แหวะ!!

“มึงกินไรเข้าไปอ่ะเวนิส...ก็เห็นมึงแดกแต่นมกับซีรีแล็ค แม่ง! ทีหลังอย่าแดกเยอะนะ” ผมหยิบแพมเพิสม้วน ๆ ตามคลิปแล้วทิ้งลงถังขยะ ก่อนจะจับไอ้เวนิสแช่น้ำอยู่ในอ่างล้างหน้านั่นแหละ จนขี้ไหลลงท่อไปหมด ผมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแพมเพิสให้มันด้วยความทุลักทุเล แปะผิดแปะถูกก็ช่างแม่ง! ใส่ ๆ ไปเถอะ ปะแป้งด้วยซะหน่อยอ่ะ หอม ๆ

Trrrr………..

‘Porsche’ ผมกดรับสายพร้อมกับเอาไหล่ดันโทรศัพท์เอาไว้ ส่วนมือก็กำลังใส่เสื้อผ้าให้เวนิส

“คุณชาวล์มารอละ”

“อื้ม กำลังไป” ผมกดวางสายแล้วแต่งตัวให้เวนิสแบบลวก ๆ ก่อนจะปาดเหงื่อตัวเอง แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความระอา

..

.

- [ภายในห้องรับรอง] -

“มึงเอามาทำไมวะน่ะ” พอร์ชมองไปที่เวนิสที่เนื้อตัวขาวโพลนด้วยแป้งหอมฟุ้งไปทั่วห้อง นั่งข้าง ๆ ผมเล่นรีโมตแอร์ด้วยความสนุกสนาน

“กูไม่รู้จะเก็บไว้ไหนอ่ะ” ผมมองด้วยความท้อแท้หัวใจ แล้วหันไปส่งยิ้มให้ลูกค้าคนสำคัญ

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ผมก้มหัวเป็นเชิงสำนึกผิดที่การประชุมครั้งนี้ดูไม่เป็นทางการนัก

“ไม่เป็นไร ลูกคุณเหรอ น่ารักดีนะ” คุณชาวล์ หนุ่มชาวรัฐเซียท่าทางดูดีมอง

เวนิสด้วยความเอ็นดู

“ครับ”

“หน้าตาเหมือนกันเลย” เวนิสกำลังจะเบะร้องอีกครั้ง แต่...ผมเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว ผมยัดโทรศัพท์ส่งให้มัน มันมองด้วยความตื่นตะลึง พร้อมรีบคว้าเข้าไปกอดด้วยความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง

“ปะ..ปะ” ใช่ครับ ผมเปิดรูปไอ้พีทให้มันดู ผมเพิ่งคิดแผนนี้ได้เมื่อกี้เลย ดูไปนะ อย่าร้องนะ!

“เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” พอร์ชว่าแล้วเริ่มแนะนำตัวอย่างเป็นทางการให้กับคู่ค้ารายใหม่ได้รู้จัก

“สินค้าเรามีหลายประเภท หรือหากจะสั่งทำก็ได้ ที่เป็นเฉพาะแฟมิลี่ของคุณ อยากได้ผิวสัมผัส หรือกระสุนรูปแบบไหน เราสามารถออกแบบและส่งแบบจำลองเสมือนจริงให้ดูก่อนได้เลย” ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ คุณชาวล์ก็ดูสนใจทุกอย่างเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตอนพอร์ชกับผมหยิบตัวอย่างปืนขึ้นมาวางเรียงราย เพื่อเช็กวัสดุและรายละเอียดต่าง ๆ

“ส่วนทางด้านโน้นจะเป็นพวกออฟชั่นเสริมต่าง ๆ ลองไปดูไหมครับ พวกเก็บเสียงเลเซอร์...เวนิส” ระหว่างที่ผมเดินไปอีกโต๊ะและกำลังเสนอขายสินค้าหางตาก็เห็นเวนิสปีนลงจากโซฟา แล้วไปหยิบปืนกระบอกทดลองขึ้นมาเล่นหน้าตาเฉย

“คุณชาวล์สามารถเลือกได้เลยนะครับ” ผมเดินไปดึงปืนออกจากมือเวนิส แล้วอุ้มมันขึ้นมา

“ว้ากกกกกกกกกก!!!!!!!” พอมันเริ่มส่งเสียงผมก็หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโซฟามาส่งให้มันแต่คราวนี้มันขว้างทิ้ง

“ไม่ร้องนะลูก” ผมกัดฟันพูดสุดฤทธิ์ ไอ้เวนิสพยายามลงจากอ้อมอ้อมแขนผม แต่ผมพยายามพยุงไว้ มันหยิบกระสุนปืนขึ้นมาละเลงลงกับพื้นมั่ว ๆ “ไม่เล่นนะลูก” ผมมองมันด้วยความเคียดแค้นแล้วแกะมือมันที่ถือลูกกระสุนไว้ออก

ทีนี้ละก็....

“อ๊ากกกกก........!!!!!!!” มันดิ้นพล่าน ทิ้งตัว จิกหัวผมมั่วซั่วไปหมด โอ๊ยยยยย

ไอ้ฉิบหาย!!!!

พอร์ชเห็นสถานการณ์ไม่ดีเลยดึงความสนใจจากคุณชาวล์ไปทั้งหมด

“ว้ากกกกกกกกกกก!!!!!!!”

“อยากได้รถบังคับไหม เงียบ ฮึบไว้! เดี๋ยวไปซื้อให้เลย รถคันใหญ่ ๆ บังคับได้ด้วย” ผมเขย่าตัวมันไปมา มันเหมือนฟังผมพูดรู้เรื่อง มันหยุดร้องไปได้แล้วดิ้นอีกเล็กน้อย ให้ผมปล่อยลงไปกับพื้น เป็นจังหวะเดียวที่แม่บ้านเอาอาหารว่างมาเสิร์ฟ

“เห้อ...พอดีเลยระหว่างดูสัญญา ทานขนมไปด้วยนะครับ” ผมรับถาดแม่บ้านมาเพื่อบริการคุณชาวล์อย่างดี และคิดว่าเวนิสมันคงคลานไปทั่วพื้นเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะเห็นมันอยู่ในหางตาแว็บ ๆ

“อันนี้อร่อยนะครับ เป็นช็อกโกแลตในเครือบริษัทของเราลองชิมดูครับ” ผมหยิบช็อกโกแลตยื่นให้คุณชาวล์และคิดว่าอีกอันจะให้เวนิสเอาไว้คาบเล่น มันจะได้ไม่ส่งเสียง และเมื่อทันทีที่ผมหันไป...

“เว….เวรแล้ว!!!” ไม่ทันที่ผมจะพูดชื่อมันจบผมก็ลุกพรวดจากโซฟา เมื่อหันไปข้างหลังไม่เจอแม้แต่เงาไอ้เวนิส ผมหน้าถอดสีทันที และทั้งห้องก็เงียบกริบเหมือนกำลังจะถามว่าไอ้เด็กเวรที่วุ่นวายอยู่ด้านหลังเมื่อกี้มันหายไปไหน

“มึงดีลต่อเลย เดี๋ยวกูมา” ผมไม่รอให้ใครถามอะไรมาก รีบก้มหัวขอโทษ

คุณชาวล์และเดินดุ่ม ๆ ออกจากห้องไปทันที

“เวนิส!” ผมร้องเรียกเวนิสเสียงเบา ๆ พร้อมกับสายตาที่สอดส่องไปทั่ว

“เวนิสสส” ผมเปิดประตูห้องน้ำ และเดินดูไปเรื่อย ๆ

“หาอะไรเหรอคะคุณเวกัส”

“เห็นเด็กไหมครับ”

“ไม่เห็นเลยค่ะ อย่าบอกนะคะคุณเวนิสหาย” ป้าแม่บ้านเอามือทาบอกด้วยความตกใจ ก่อนผมจะยกมือห้ามเป็นเชิงบอกไม่ให้กระโตกกระตาก แต่แล้ว...

“โอ๊ยยยยยย คุณเวนิสหาย!!! ช่วยกันหาเร็ว!!!! ตายแล้ว ตกบันไดไปแล้วมั้งเนี่ย

เร็ว ๆ ๆ รีบเลย!” แล้วทั้งชั้นแม่ง! ก็วุ่นวาย แตกตื่น ชุลมุนไปหมด

“ฉิบหายแล้ว!”

“คุณเวนิส!!!” ก่อนที่มันจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ ผมรีบเปิดห้องน้ำ และมุดดูตามโต๊ะทีละจุด แถมเปิดลังเปิดตู้มั่วซั่วไปหมด อย่าให้เจอนะ กูจะตีให้หลังแอ่น โทษฐานทำคนวุ่นวายไปทั้งบริษัท ไม่ต้องทำมาหาแดกกันละกู

Trrrr…….

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นจนผมสะดุ้งจนตัวโยน เชี่ยขวัญอ่อนอยู่ด้วยกู! ขอให้ไม่ใช่ ขอให้ไม่ใช่ ขอให้ไม่ใช่ ผมเดินไปหลบตรงหลังตู้พร้อมกับแทะเล็บตัวเองด้วยความเครียดไม่กล้าแม้แต่จะดูหน้าจอโทรศัพท์ตอนนี้ว่าใครโทรเข้ามา

“ทำไงดีวะกู!! ทำใช้คืนก็ไม่ได้ด้วย แม่มึงเอากูตายแน่!!!” ผมยีหัวตัวเองจนผมยุ่งเหยิง ก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดและหลับตากดสาย โดนไม่มองหน้าจอให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย

[เป็นไงบ้างงง ลูกโอเคไหม] นั่นไงใจกูหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลย อะแฮ่ม!!! พยายามปกติไว้เวกัส! กัดฟันสู้หน่อยสิวะ

“โอเค๊!!! สบายดีเลย เรียบร้อยทุกอย่าง”

[เปิดกล้องสิ๊! ขอดูลูกหน่อย] ผมอยากกระโดดตึกตายก็วันนี้ อยากเข้าไปเอาปืนลูกซองมายิงตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด มือผมสั่น นิ้วค่อย ๆ เลื่อนไปยังไอคอนรูปกล้อง แล้วกดเปิดมันพลางสีหน้าที่ยิ้มอย่างโคตรมีพิรุษ

“เสร็จธุระแล้วเหรอ”

[ลูกล่ะ...? ] พีทมองซ้ายมองขวา

“อยู่ข้างน๊อกก เล่นกับพนักงานอยู่ โอ๊ยย ส่งเสียงมีความสุขขขข” ปกติ! สิวะ

ไอ้เวกัส!!!

[เหรอ…งั้น...]

“ไปคุยงานต่อก่อนนะ ไม่ต้องห่วง ๆ สบายมาก ๆ ” ผมยิ้มกลบเกลื่อนจนลืมไปว่ามันเกินจริงไปกว่าปกติที่เป็นอยู่มาก

[ขอโทษนะ...มึงดูเหนื่อยอ่ะ แต่อีก 5 นาทีกูจะถึงบริษัทแล้วพอดีคุณหนูจะเข้าไปหาคุณท่านอ่ะ]

“…..” ผมเบิกตาโพลงอย่างลืมตัว ก่อนจะปรับสีหน้ายิ้มแย้ม

[ทำไมทำหน้างั้นวะ ไม่ดีใจเหรอ]

“ดีใจสิ รีบมานะ คิดถึง!”

[โอเค เจอกัน บาย] ทันทีที่สัญญาณโทรศัพท์ตัดสัญญาณชีพจรของผมก็ขาดไปด้วย เข่าผมอ่อน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนกำลังจะตาย ก่อนผมหักห้ามความกลัวแล้วรวบพละกำลังด้วยความกล้า วิ่งบ้าไปทั่วชั้นเลย

“เวนิสสสส!!!!!!!!” ไม่ต้องรักษาภาพพจน์มันแล้ว ปกติกูก็อยู่ของกูเท่ ๆ แล้วเชียว มึงทำลายภาพพจน์กู ไอ้เด็กเวร!!!

“ห้านาที ห้านาที เวนิส!!!!!!!!! เวนิสส!!!” กูให้อภัยแล้วกลับมาเถอะ ผมไล่เปิด

ทุกอย่าง แม้แต่บันไดหนีไฟ พลางมองนาฬิกาไปด้วย สติผมเลือนลาง เหมือนมองไม่เห็นอะไร นอกจากทางไปสวรรค์และนรก คิดอะไรไม่ออก ทั้งจะเดินไปที่ห้องควบคุมดูกล้องวงจรปิด ก็ไกลฉิบหาย บริษัทเหี้ยนี่ก็ใหญ่สัด!!!

แล้วห้านาทีของผมกำลังจะหมดลง พร้อมกับเรี่ยวแรงที่แทบคลานไปตามบันไดแต่ละชั้น นับถอยหลังการมีชีวิตอยู่ดีไหม ? อีก 5 วินาทีที่เหลือ ผมควรจะเดินสั่งเสียกับใครสักคนดีกว่า เผื่อตายโหงขึ้นมา แล้วยังไม่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ เห้อออ....กูเอ้ย!

ผมทรุดนั่งลงกับบันไดขั้นล่างสุดแล้วเอาหัวพิงราวไว้ด้วยความสิ้นหวัง ก่อนรองเท้าของใครสักคนจะปรากฏตรงหน้าผม พร้อมกับสัญญาณชีพจรอีกครั้ง

..

.

- [ห้องทำงานเวกัส] -

“กลับมาแล้ววว” เสียงใสเอ่ยพร้อมขึ้นกับรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนหน้า

“ชู่วววว!!! ลูกกำลังจะหลับ นอนนะครับ” ผมนั่งป้อนนมเวนิสอยู่ตรงโซฟาแล้วตบตูดมันไปด้วย แต่กูอยากให้เห็นใต้เสื้อผ้ากูมากว่าเหงื่อไหลถึงตีนแล้ว

“เวววว..นิส ไปตกอะไรมาอ่ะ” สารภาพเลยครับว่าผมล้างเวนิสไม่ทัน สภาพมันเหมือนกับโดนคนยิงขีปนาวุธใส่ เลอะเทอะไปหมด สิ้นสภาพ

“เล่นซนอะดิ เป็นขวัญใจของพี่ ๆ ในชั้นเลยนะ ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์” พูดไปกูก็จะร้องไห้ไป เส้นยาแดงผ่าแปดฉิบหาย ผมเพิ่งเอานมยัดปากไอ้เวนิสก่อนไอ้พีทจะเข้ามาแค่ก้าวเดียว

“เหนื่อยแย่เลยเนอะ ขอโทษว่ะ ดีนะวันนี้คุณหนูมาบริษัท ขอบคุณนะมึง” พีทเดินมานั่งข้าง ๆ แล้วกอดผมกับเวนิสไว้หลวม ๆ

“ไม่เป็นไร อะไรที่พอแบ่งเบามึงได้กูก็จะทำ”

“แต่ป้อนนมเสร็จ อาบน้ำเลยนะ เวนิสไปตกอะไรมาอ่ะ...” ไอ้พีททำจมูก

ฟุดฟิดใส่เวนิส มันเห็นไอ้พีทก็ยิ้มร่าแต่ดูเหมือนจะง่วงมากกว่า ตาจะปิดเหล่ไม่ปิดเหล่อยู่แล้ว

ก๊อก ก๊อก

“เชิญครับ” พีทเอ่ยขึ้น “อ้าว! สวัสดีครับคุณคินน์” ผมปรายตามองคนมาใหม่ที่ยิ้มส่งมาด้วยความสุภาพ

“เป็นไงเวกัส...เหนื่อยเลยนะ” ผมสะกดอารมณ์ตัวเองให้นิ่งที่สุด

“ก็นิดหน่อยครับพี่รอง”

“อื้ม....หวีผมบ้างนะ หรือถ้าจะให้ดีอาบน้ำใหม่เลยดีกว่า” ไอ้ห่าพี่รอง ไอ้เวร!!! มึงคิดว่ากูจะสำนึกบุญมึงเหรอ แต่ก็นะยอม ๆ มันหน่อยละกัน มันอุตส่าห์ไปเจอไอ้เวนิสในถังขยะ

‘ลูกใครเนี่ย เก็บมาได้จากถังขยะ’ สิ้นเสียงไอ้พี่รองผมรีบรับไอ้เวนิสมาอุ้มใส่เกียร์หมา ปัดฝุ่นเท่าที่พอได้ ให้มีเค้าโครงเดิม ให้แม่มันจำได้ ดึงหมากฝรั่ง

ที่ติดหัวมันออก โชคดีมันหัวล้าน แกะออกไม่ยาก ไม่งั้นงานเข้ากูอีก! จากนั้นผมก็รีบเข้ามาในห้องแสร้งทำเป็นป้อนนมไง เวรเอ้ย!!! ที่เล่นมีตั้งเยอะตั้งแยะ! เสือกลงไปเล่นในถังขยะ

“พี่รองไม่รีบไปกินข้าวกับพอร์ชเหรอครับ เห็นว่าช่วงนี้ไม่ค่อยอยู่ด้วยกัน” ไอ้พี่รองหน้าเจื่อนลงทันที ผมยกยิ้มให้มันเล็กน้อย เป็นเชิงกัดมันแบบเบา ๆ ให้พอสำเหนียกบุญคุณ

“อื้ม งั้นไปละ”

“ไงก็ขอบคุณนะครับ” ผมไม่ลืมที่จะพูดออกไป อย่างน้อยกูก็มีมารยาทละวะ

“กูก็ขอบคุณเหมือนกันนะ” ไอ้พี่รองหันหน้ามาเหยียดยิ้มเล็กน้อย พีททำหน้างง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก มันดึงเวนิสไปอุ้มแล้วเดินเข้าห้องน้ำ

“กูอาบน้ำให้เวนิสก่อนนะ”

“ชู่วววววววววว!!!!!!!!” พอไอ้พีทปิดประตูผมพ่นลมหายใจพร้อมกับนอนแผ่หมดสภาพไปที่โซฟา เกือบแล้วกู เกือบแล้ว!!! กูเห็นหน้าป๊าลาง ๆ เลยเมื่อกี้ กวักมือยิก ๆ ๆ เรียกกูอยู่...

พอพีทอาบน้ำให้เวนิสเสร็จมันก็พาเด็กเปรตนั่นเข้านอน แล้วผมสองคนก็สั่งมื้อกลางวันมากิน เห็นพีทมันจะกลับพร้อมผมตอนเย็นเลย ก็ดีเหมือนกันประชุมกับแปะเสร็จ ไปรับมาเก๊าที่มหาวิทยาลัยถือโอกาสกินข้าวนอกบ้านซะเลย ไหน ๆ วันนี้ก็มีแต่เรื่องปวดหัวละ ออกไปดูนกดูไม้ เจอบรรยากาศใหม่ ๆ บ้างก็ดี พีทเองก็จะได้เปิดหูเปิดตาด้วย

..

.

- [ห้องประธาน] -

“เป็นไงบ้างเวกัส เห็นว่าวันนี้วิ่งวุ่นเชียว” แปะกรณ์เอ่ยทักทายผมทันทีที่ผมนั่งลงกับเก้าอี้ ผมฝืนยิ้มบาง ๆ ให้คนตรงหน้า พยายามกักเก็บอารมณ์อะไรก็ตามที่ผมเห็นแล้วขัดตาจนแทบจะทนดูไม่ได้ สายตาแห่งความอบอุ่น รอยยิ้มแห่งความเมตตา ท่วงท่าที่แสนจะผู้ดี ไม่อายตัวเองบ้างเหรอวะ

“ลืมเอาปากมารึไง” เสียงไอ้แทนคุณที่นั่งประจบพ่อมันอยู่ข้าง ๆ

“ครับ วันนี้วุ่นวายนิดหน่อย” ผมพูดโดยสายตามองเลยไปด้านหลังจนหาจุดโฟกัสไม่ได้

“ไม่นิดละมั้ง เห็นพนักงานวิ่งวุ่นกันทั้งบริษัท” ไอ้คิมเอนตัวไปนอนกับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ

“ต้องขอโทษด้วยครับ ที่วันนี้ผมเอาเวนิส...”

“ไม่เป็นไรหรอกน่าา เวนิสก็หลานฉัน บริษัทดูมีชีวิตชีวาดีออก” ผมเบือนหน้าหนีเล็กน้อยพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

“เอามาฝากกูก็หมดเรื่อง ไม่มีใครเลี้ยงหลานได้ดีกว่ากูอีกแล้วโว๊ยยยยย!!” ไอ้แทนคุณหยิบขนมเข้าปากด้วยท่าทางชิล ๆ อย่างไร้มารยาท

“ประสาทแดกตายพอดี” พี่รองว่าเสียงเบา

“อ่ะ เข้าเรื่องเลยนะ...พอร์ชเรียนรู้การเป็นตระกูลรอง...ได้ดีไหม” ผมกดอารมณ์ทุกอย่างไว้ด้านในเพียงชั่วครู่ที่ผมหลับตาลงช้า ๆ และลืมตาขึ้นมองผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

“พอร์ชเรียนรู้ไวครับ แต่ติดเรื่องภาษานิดหน่อย แต่ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นมากแล้ว”

“เรื่องนั้นกูพยายามสอนอยู่” พี่รองพูดมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ฉันก็เห็นว่าพอร์ชตั้งใจ รวมถึงแกด้วยที่พยายามสอนมันเป็นอย่างดี แต่บางทีก็พักบ้าง เห็นคิมว่าพวกแกกลับดึก ๆ ดื่น ๆ กันทุกวัน” แปะปรายตามองลูกชายคนเล็กที่นั่งทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนก่อนผมจะหันไปยกยิ้มให้เช่นกัน

“ก็การเป็นตระกูลรองมันไม่ได้ง่ายนี่ครับ มันก็ต้องติวเข้มกันหน่อย” ผมหมุนปากกาในมือเล่นอย่างชิล ๆ

“เฉพาะเรื่องเอกสารที่ทางมึงทำค้างไว้ เรื่องอื่นไม่ต้องยุ่ง” เป็นพี่รองที่ว่าเสียงเข้มออกมาพร้อมจ้องผมเขม็ง หึ! เริ่มสนุกแล้วดิวะ บรรยากาศแบบนี้ก็ดีเห็นธาตุแท้ง่ายดี

“จะไม่ให้ยุ่งก็ไม่ได้นะครับพี่รอง ผมน่ะเรียนรู้การเป็นตระกูลรองมาตั้งแต่เกิด อะไรที่เป็นประสบการณ์ อะไรที่เป็นประโยชน์ อะไรผิด อะไรถูก ผมก็อยากชี้แนะก็เท่านั้น” พูดจบผมยกแก้วน้ำตรงหน้ากระดกดื่มช้า ๆ และวางมันลง

“...กูเข้าใจว่ามึงเป็นรองมาตั้งแต่เกิด แต่มึงกับพอร์ชไม่เหมือนกัน บางทีประสบการณ์ของมึงที่อยากจะชี้แนะเขามันก็ไม่ได้ช่วย...เพราะ...มึงอยู่กับที่สองมาตลอดชีวิต” ผมถอนหายใจออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่าพี่รองที่ผมเคารพมากกว่าใคร ๆ เขากำลังจะกลายเป็นปีศาจ เจริญรอยตามพ่อเขาไปทุกที ทั้งท่วงท่า ทัศนวิสัย สายตา และการพูด เหมือนกันไม่มีผิด

“ครับ ถูกต้องแล้ว ผมอยู่กับที่สองมาตลอด เวลาแพ้มันเลยรู้จักลุกขึ้นสู้ไงครับ ไอ้พวกขี้แพ้ หมาจนตรอก อับจนหนทางมันก็สู้จนตัวตายเหมือนกันนะ พี่รองลองแพ้บ้างก็ได้นะครับ เวลาตกมันจะได้ไม่เจ็บ...” ผมมองพี่รองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายตามองน้องเล็กคนสุดท้องที่ดูไม่ได้เรื่องได้ราว แต่เป็นคนที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง เพราะคิม คิมหันต์คือตัวพลิกเกมของหมากกระดานนี้เลยล่ะ

“พวกมึงหยุดจ้องกันเหมือนจะฆ่ากันสักทีได้ไหม เอาเป็นว่าป๊าเรียกเวกัสมาถามเรื่องพอร์ช ไอ้พอร์ชก็ทำหน้าที่ได้ดี เป็นอันว่าจบ งั้นเย็นนี้ไปกินหมูกระทะกัน” ผมยกยิ้มให้กับความใสซื่อของพี่ใหญ่ ที่ไม่มีพิษมีภัย ทำตัวสติแตกไปวัน ๆ แต่จริง ๆ คือคนที่ประคับประคองความสัมพันธ์ เป็นคนที่ปิดรอยร้าวของคนทั้งตระกูลอยู่สินะ

“เห้อ...เป็นพี่น้องกันก็ต้องรักกัน อะไรผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป ผิดพลาดก็ให้อภัยกัน...ใช้ความรักอย่างที่ป๊าสอน มันจะได้เข้าที่เข้าทาง” หึ! เข้าที่เข้าทางกับเกมที่กำลังเล่นอยู่สินะ ก็อย่างว่าแหละผมเอาตัวเองลงมาอยู่ในเกมแล้วนี่ ผมไม่ใช่เบี้ยกระจอกที่จะปัดทิ้งได้ง่าย ๆ ไอ้เกมที่เล่นกับความรู้สึก ไอ้ที่มันต้องใช้ความรักนำทาง เวลาเขี่ยกันทิ้งมันจะได้เข้มข้น และสนุกสุด ๆ ไปเลยสินะ อย่าคิดว่าคนอื่นมองไม่ออก ไอ้เรื่องชั่ว ๆ เอาอะไรมาปิดก็ไม่มิดหรอกว่ะ

“ครับ”

“ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมครับ งั้นวันนี้ผมขอตัวนะ” ผมทำท่าจะลุกขึ้นจากโต๊ะ

แต่แปะก็สวนขึ้นมา...

“ยังไงเรื่องตระกูลรองถ้ามีอะไรจะเสนอก็บอกแปะได้นะ”

“ป๊าา!” พี่รองว่าอย่างขัดใจ

“จะช่วยอย่างดีเลยแหละครับ”

“ดี ๆ ดีแล้ว...พีทสบายดีนะ” ผมชะงักไปเล็กน้อย และพยักหน้าแทนคำตอบ

“ไม่สบายมันก็กลับมาแล้วสิป๊า” แทนคุณว่าอย่างหัวเสีย

“แกนี่ รักพีทมากเลยสิเนอะ” ผมจ้องเขาเพียงชั่วครู่ แต่ก็ฝืนทำทุกอย่างตามปกติ

“ผมขอตัวนะครับ” ผมว่าจบก็เดินออกจากห้องไป ไอ้คนสารเลวพันธุ์นี้เมื่อไหร่จะลาโลกไปสักทีวะ ผมแวะห้องน้ำใกล้ ๆ ล้างหน้าล้างตาตัวเองเพื่อขจัดความกังวลและเรื่องเครียดออกไป ไม่อยากยอมรับเลยว่า แม่ง! เก่งสัด!!! มันรู้จุดอ่อนทุกคน มันรู้ความกลัวทุกอย่าง แต่ผมก็จะเดินหน้าต่อปีศาจมันก็ต้องสู้กับปีศาจสิวะ แล้วผมนี่แหละ คือปีศาจตัวจริง!

“ไง” ผมเงยหน้าจากการจ้องมองอ่างล้างหน้าอยู่นาน เห็นน้องเล็กตระกูลหลักยืนเก๊กท่าตรงผนัง ผมมองท่าทางมันผ่านทางกระจก และเหยียดยิ้มออกมาบาง ๆ

“เหนื่อยหน่อยนะช่วงนี้...” พูดจบประโยคผมก็เดินออกมาทันที อยู่บริษัทนี้ก็สนุกดีนะ ผมชอบเล่นอะไรแบบนี้ชะมัด นอกจากวัดไหวพริบ ยังวัดดวงด้วย ใครจะอยู่ใครจะไป วันนี้เกมมาสเตอร์ออกแบบมายังไงน๊า... ใครเป็นเจ้าของเกมตัวจริงกันแน่....

บทก่อนหน้า
บทถัดไป