บทที่ 12 บท 6.3

           “เธอนอนที่บ้านหลังนั้นได้เกือบอาทิตย์แล้ว เพราะงั้นเธอเคยเจอตาเจนบ้างหรือยัง?”

           “ครับ ผมเจอเขาแล้วครับ” ช่วงบ่ายของวัน ภายในร้านอาหารญี่ปุ่นแถวบ้านของคุณเจน ระหว่างที่กำลังนั่งรออาหารกันอยู่นั้น คุณนายเอื้องก็เริ่มเข้าประเด็นทันที ซึ่งจุ๊บจิ๊บเองก็ตอบเธอไปอย่างไม่อ้อมค้อมเช่นกัน

           “แล้ว…สภาพเขาเป็นยังไงบ้าง เป็นสภาพตอนที่ประสบอุบัติเหตุหรือเปล่า?” คุณนายเอื้องถามต่อ

           “ถ้าคุยปกติ เขาก็เหมือนคนทั่วไปนะครับ แต่ถ้าเขาอยากจะแกล้งใคร

สักคน…ก็มาสภาพนั้นเลย” จุ๊บจิ๊บตอบ พลางยกชาเขียวขึ้นดื่ม ซึ่งพอเขาเห็นว่าคุณนายเอื้องมีท่าทีกลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัด เขาก็ได้ถามต่อ “เอ่อ…คุณแม่โอเคนะครับ?”

           “โอเค ฉันโอเค”

           “….”

           “แต่แค่ฉันไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ดี ฉันดีใจนะที่เขามาหาเธอแบบที่ไม่ได้เป็นสภาพประสบอุบัติเหตุ แต่ฉันก็เสียใจที่เขายังไม่ไปไหน” ว่าจบ คุณนายเอื้องก็ถอนหายใจออกมาอย่างแรง แล้วถามความเห็นจากจุ๊บจิ๊บต่อ “เธอคิดว่ามันเป็นเพราะสาเหตุอะไรกัน ตาเจนถึงไม่ยอมไปไหนสักที”

           “มันก็มีหลายเรื่องครับ หนึ่งในนั้นคือเขาเป็นห่วงคุณแม่”

           “….”

           “ผมไม่รู้ว่าคุณแม่จะเชื่อผมไหมนะครับ แต่เขาบอกผมว่าอย่างนั้น เขาเป็นห่วงแม่ หวงบ้าน แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความลับ”

           “ความลับ?”

           “ใช่ครับ ความลับที่เขายังไม่บอกผม เพราะยังไม่เชื่อใจกันเท่าไร”

           “….” พอจุ๊บจิ๊บตอบกลับไปเช่นนั้น คุณนายเอื้องก็เริ่มขมวดคิ้วเป็นปมทันที ก่อนที่เธอจะพึมพำต่อ “ความลับอะไรกันนะ”

           “เราก็คงต้องให้เขาเป็นคนบอกเองแหละครับ และพอเขาบอกมาแล้ว

เราก็ต้องจัดการให้เขาต่อ”

           “แล้วเขาจะไปเกิดเลยหรือเปล่า?”

           “….”

           “พูดตรง ๆ เลยนะจุ๊บจิ๊บ ในเมื่อเวลามันย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว เขากลับมาหาฉันไม่ได้แล้ว… ฉันก็อยากให้เขาได้หลุดพ้นจากโลกทางนี้นะ เพราะมันคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันพอจะให้ตาเจนได้ในฐานะแม่”

           “ผมเข้าใจคุณแม่นะครับ แต่ของแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวด้วย เพราะถ้าคุณเจนไม่ยอมปล่อยวาง ไม่ยอมเลิกห่วงคุณแม่ ต่อให้เราสะสางเรื่องนั้นของเขาได้แล้วเขาก็คงจะไม่ไปไหนหรอก” จุ๊บจิ๊บเอ่ย ซึ่งเขาก็เข้าใจความรู้สึกของคุณนายเอื้องดี เนื่องจากจุ๊บจิ๊บเองก็สูญเสียคุณพ่อไปตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกัน

           “แล้วนี่เธอมองเห็นวิญญาณได้เหรอ” คุณนายเอื้องถามต่อ

           “ไม่นะครับ ผมมองเห็นแค่คุณเจนเท่านั้น เวลาที่เขาอยากปรากฏตัวให้ผมเห็นน่ะ”

           “อ๋อ แบบนี้นี่เอง” คุณนายเอื้องพยักหน้ารับแล้วถามต่อ “แต่ว่าเธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตาเจนใช่ไหม เขาเคยทำร้ายเธอหรือเปล่า”

           “ไม่ครับ เขาไม่เคยทำร้ายผม เพราะงั้นสบายใจเถอะครับ ลูกชายของคุณแม่นิสัยดีกับผมมากเลย” จุ๊บจิ๊บตอบ โดยเขาก็ไม่ได้นึกอยากจะเอาใจคุณนายเอื้องในฐานะผู้ว่าจ้างแต่อย่างใด แต่เขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ คุณเจนถือว่าเป็นผีที่นิสัยดีมาก แม้ว่าในบางครั้งอีกฝ่ายจะดูน่ากลัวบ้างก็เถอะ

           “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ เพราะฉันก็กลัวว่าเธอจะยกเลิกสัญญาเหมือนกัน”

           “แล้วนี่คุณแม่อยากถามอะไรเกี่ยวกับลูกชายอีกไหมครับ เผื่อผมจะตอบได้” จุ๊บจิ๊บถาม

           “ไม่มีแล้วล่ะ เพราะฉันก็แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าเขาไปหรือยัง แต่เอ๊ะ…งั้นก็แสดงว่าเรื่องที่เขายังไปไหนไม่ได้ เพราะไม่ได้แต่งงานมันก็ไม่เกี่ยวน่ะสิ”

           “อ้อ! เรื่องนี้คุณเจนก็พูดนะครับว่ามันก็มีส่วนเหมือนกัน เพราะงั้นคุณแม่มาถูกทางแล้วครับ” จุ๊บจิ๊บรีบตอบทันที เนื่องจากเขากลัวว่าจะถูกคุณนายเอื้องเลิกจ้างกลางคัน

           “ชัวร์นะ?”

           “ชัวร์สิครับ เรื่องนี้ผมถามเขาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เขายอมออกมาเจอเลย เพราะผมเองก็อยากรีบปิดจ็อบนี้เหมือนกัน” จุ๊บจิ๊บว่า พลางคีบปลาดิบเข้าปาก

ไปด้วย

           หลังจากที่ทานอาหารกับคุณนายเอื้องเสร็จ จุ๊บจิ๊บก็เดินทางกลับมาที่บ้านทันที เสียงของนาฬิกาที่ถูกแขวนไว้ที่ข้างผนังก็ดังขึ้นโดยพลัน

           เพื่อบอกว่าตอนนี้มันเป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว…

           “อุ๊ย! หกโมงเย็นแล้วนี่นา” เมื่อยืนมองหน้าปัดนาฬิกาอยู่ครู่หนึ่ง จุ๊บจิ๊บ

ก็พึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนที่เขาจะเดินตรงไปยังตู้เย็น เพื่อนำเอาดอกไม้สดไปไหว้ตรงหิ้งพระ แต่ทว่าในจังหวะที่เขากำลังหมุนตัวกลับออกมาจากตู้เย็นนั้น จุ๊บจิ๊บก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเขาเห็นคุณเจนกำลังยืนมองกันตรงบันได

           ด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม

           “เอาว่ะ… พอถึงเวลาปุ๊บก็มีเปลี่ยนทรงผมด้วย” จุ๊บจิ๊บเอ่ยทั้งรอยยิ้มและปราศจากความเกรงกลัว เนื่องจากในตอนนี้เขากำลังตื่นตาตื่นใจกับคุณเจนในบทบาทผีเฮี้ยนมากกว่า ซึ่งเพียงแค่จุ๊บจิ๊บถูกคุณเจนกวักมือเรียกให้ขึ้นไปหา จุ๊บจิ๊บก็ถึงกับยิ้มร่าแล้ววางดอกไม้ไหว้พระไว้ตรงเคาน์เตอร์ครัว เพื่อวิ่งขึ้นบันไดไปหาผีเจ้าของบ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป