บทที่ 10 ตอนที่ 10 บทเรียนของลูกเมียน้อย
ตอนที่ 10 บทเรียนของลูกเมียน้อย
หลังจากคุยกับไกรศรเสร็จ อลันก็ไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนก้าวเดินออกจากห้องหนังสือตรงลงมาชั้นล่าง จังหวะที่เขากำลังจะเดินกลับไปยังเรือนเล็กหลังบ้านเพื่อหามารดา ทว่าจู่ ๆ สายตาดันเหลือบไปเห็นชายร่างใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตา ก้าวเท้าเข้ามาภายในตัวบ้าน
เมธัสมองลูกติดเมียน้อยของพ่อด้วยสายตาเรียบนิ่ง ซึ่งเกินกว่าจะคาดเดาว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ข้างกันเป็นหญิงสาวผมลอนยาวมาถึงกลางหลัง ร่างระหงสวมชุดเดรสสีชมพูหวานดูน่ารัก ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางราคาแพงนั้นกำลังแจกรอยยิ้มที่สดใสมาให้เขา
เธอกำลังยืนเกาะแขนเมธัสดูท่าทางสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก
และคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ…เธอคือใครกัน
ทำไมอลันถึงได้ไม่เคยเห็นหน้าเลย
“เธออีกแล้วเหรออลัน…ทำไมฉันไปทางไหนก็เจอแต่เธอตลอดเลย”
“…”
“แม่ของเธอคงส่งข่าวสินะว่าวันนี้ฉันจะมา เธอถึงได้วิ่งแจ้นมาเสนอหน้าถึงที่บ้านพ่อของฉัน” เมธัสว่าเสียงดุพลางส่ายหน้าไปมาราวกับว่าหงุดหงิด ทำเอาพราวมุกขมวดคิ้วแน่นด้วยความแปลกใจ
เพราะปกติแล้วเมธัสที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่คนเสียมารยาทขนาดนี้
“…” ลูกเมียน้อยแสนชังเลี่ยงไม่ตอบ เขาเลือกที่จะเมินหน้าหนีเพราะไม่อยากปะทะคารม หากแต่ว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวออกไปจากตรงนี้ คนที่จ้องจะหาเรื่องก็เอาตัวเองมาขวางเอาไว้
“หลบไปนะครับ ผมจะไปหาแม่”
“ไม่…จนกว่าเธอจะบอกความจริง”
“เรื่องอะไรเหรอครับ”
“อย่าทำเป็นไขสือ เธอตามฉันมาทำไม”
อลันผ่อนลมหายใจราวกับว่าคร้านจะสนทนาด้วย “ผมมาบ้านหลังนี้ก่อนคุณธัสอีกนะครับ”
“เพราะงั้นไง ฉันถึงได้บอกว่าเธอมาดักรอฉัน ถูกไหมล่ะ” ใบหน้าคมคายเลิกคิ้วถาม เขาเชยปลายคางคนตรงหน้าให้เงยขึ้นสบสายตา
หมับ!
“โอ๊ยยยย!”
แรงบีบที่กรอบปากนั้นหนักหน่วงจนอลันรู้สึกปวดร้าวเหมือนกรามจะหักอย่างไรอย่างนั้น ต่อให้เขาพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการมากเท่าไร ก็ไม่เป็นผล
สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ได้
“ผมเจ็บ…ปล่อย!” น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นนั้นปนสะอื้น ทำเอาพราวมุกต้องเดินเข้ามาจับมือว่าที่คู่หมั้นเพื่อห้ามปราม หลังจากนั้นเมธัสก็จำใจปล่อยให้อลันเป็นอิสระ
“เจ็บหรือเปล่าอลัน” พราวมุกพุ่งตัวเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง เธอเห็นรอยแดงจึงตกใจเล็กน้อย
“ไม่ต้องสนใจหรอก คนอย่างอลันขี้สำออยจะตายไป”
หมับ!
แขนของพราวมุกถูกดึงไปอยู่ข้างกายของเมธัส สายตาคมกริบตวัดมองมาทางลูกเมียน้อยแสนชังด้วยความไม่พอใจ
“พี่ธัสคะ แต่ว่า…” พราวมุกกำลังค้าน หากแต่ว่าเมธัสไม่เปิดโอกาส
“พราวพึ่งจะเจอคนแบบนี้ ตามมารยาของอลันไม่ทันหรอก” ชายวัยสามสิบห้าไม่พูดเปล่า เขายังเอื้อมมาจับมือของเธอเอาไว้แน่นอีกด้วย
พราวมุกไม่รู้ว่าทำไมเมธัสถึงปฏิบัติกับอลันแบบนี้ เพราะจากที่เธอมองอย่างผิวเผินนั้น อลันก็เป็นคนน่ารักพอสมควร แถมยังนิสัยดีอีกด้วย
หรือว่ามันจะมีอะไรที่เธอคาดไม่ถึงมากกว่านั้นกันนะ พราวมุกได้แต่ขมวดคิ้วมองอย่างจับสังเกต
“เธอเป็นแค่คนใช้ จะไปไหนมาไหนต้องรายงานเจ้านายอย่างฉันด้วยสิ ที่เคยบอกไปไม่เข้าหูเลยหรือไง สงสัยฉันต้องหักเงินเดือนจากเธอแล้วมั้ง”
“ผมขอโทษคุณธัสด้วยนะครับ พอดีได้ข่าวว่าแม่ป่วยก็เลยรีบร้อนมาเยี่ยม ไม่ทันได้บอกก่อน” อลันเอ่ยเสียงเบาหวิว เขายกมือขึ้นมาปาดน้ำตาลวก ๆ
“เมียน้อยพ่อของฉันน่ะ ไม่ตายง่าย ๆ หรอก เพราะสมบัติยังมีให้ผลาญอีกเยอะ แล้วก็ไม่ต้องถึงมือหมอหรอก เพราะฉันก็วินิจฉัยได้ว่าแม่ของเธอเป็นโรคสำออยเหมือนเธอนั่นแหละ”
ประโยคเสียดแทงใจทำให้อลันได้แต่กำหมัดแน่น นั่นจึงทำให้เมธัสยกยิ้มมุมปาก
ส่วนทางด้านพราวมุกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกำลังเรียบเรียงเหตุการณ์ และพยายามจับต้นชนปลายของความเกลียดชังนี้
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมเมธัสถึงได้เกลียดอลันเข้าไส้ขนาดนั้น เพราะอลันเป็นลูกภรรยาน้อยของอาไกรศรนี่เอง
แต่อลันดูน่ารักขนาดนี้ ทำไมเมธัสถึงพูดจาทำร้ายได้ลงคอกันนะ
“เรารีบไปหาคุณอาวิมลกันเถอะค่ะ เดี๋ยวท่านจะรอนาน” หญิงสาวพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ หากอยู่ตรงนี้ต่อไป มีหวังได้ทำให้อลันถูกต่อว่าอีกแน่นอน
หมับ!
วางแขนแกร่งวาดไปโอบไหล่หญิงสาวทางด้านข้าง ก่อนดึงรั้งเธอเข้ามาใกล้ตัวอย่างแนบชิดมากขึ้นกว่าเดิม
“พี่ธัส!”
“อยู่เฉย ๆ สิครับ เมื่อก่อนเราก็กอดกันแบบนี้จำไม่ได้หรือไง”
เคยกอดอย่างนั้นเหรอ นั่นมันตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต่างหาก
“อายอลันเขานะคะ” เธอพยายามแกะมือของคนโตกว่า ทว่ากลับไม่เป็นผล
พราวมุกสังเกตเห็นสายตาดุดันเอาแต่มองท่าทีของอลัน ที่บัดนี้กำลังมีแววตาหม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
“งั้นผมขอตัวก่อนดีกว่าครับ” อลันเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำว่าตอนนี้เมธัสกำลังทำสีหน้าเย้ยหยัน และเหยียดหยามเขามากเพียงใด
เมธัสพาพราวมุกขึ้นไปบนบ้านแล้ว อลันก็เดินกลับเข้ามาหาผู้เป็นแม่ที่กำลังนอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงช่วยเก็บกวาดทำงานบ้านทุกอย่าง รวมทั้งทำข้าวต้มร้อน ๆ เอาไว้ให้แม่ทาน
กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นแล้ว ประจวบเหมาะกับที่นฤมลลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี เธอดูเศร้าสร้อยเมื่อรู้ว่าลูกชายกำลังจะกลับ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรอลันจะมีโอกาสมาหาเธออีก
อลันเดินเตาะแตะเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่เพื่อจะลาไกรศร ทว่าเท้าสองข้างกลับหยุดชะงักเมื่อเดินเข้ามากลางห้องโถง พลันสายตาเหลือบไปเห็นเมธัสกำลังนั่งทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตรงหน้าผู้เป็นพ่อ ทำให้เสียงสนทนาที่ได้ยินส่วนใหญ่จะเป็นของไกรศรกับพราวมุกเสียมากกว่า
ส่วนคุณหญิงจันทร์วิมลเพิ่งจะขอตัวไปพักผ่อนด้านบนเมื่อสักครู่นี้เอง
“อ้าว…อลัน จะกลับแล้วเหรอ” ประมุขของบ้านอย่างไกรศรเอ่ยทัก ทำให้คนทั้งหมดหันมามองชายหนุ่มเป็นตาเดียว
“เอ่อ…ใช่ครับ” คนตัวเล็กตอบ ก่อนเดินเข้ามายืนกุมมืออยู่ใกล้ ๆ กับผู้มีพระคุณ
“อืม…ดี ๆ ทางเดียวกัน งั้นอลันก็ติดรถเจ้าธัสไปเลย”
“ไม่” รองประธานหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมกลับเองได้”
ครืน! ครืน!
ทว่าจู่ ๆ เสียงฟ้าก็ร้องดังลั่น ช่วงหน้าฝนแบบนี้คาดเดาไม่ได้เลยว่ามันจะตกลงมาตอนไหน สองเท้าของไกรศรก้าวเดินตรงมาหน้าบ้าน มองบรรยากาศด้านนอกมีเมฆครึ้ม ฝนกำลังตั้งเค้า ดูท่าน่าจะตกหนักเสียด้วย
“เอาตามที่ลุงบอกเถอะ”
ในเมื่อคำสั่งของไกรศรเป็นประกาศิต ไม่สามารถโต้แย้งได้ ดังนั้นเมธัสจึงจำใจยอมให้ลูกเมียน้อยแสนชังขึ้นมาบนรถ
อลันนั่งทำตัวลีบอยู่ทางคอนโซลหลังรถ แม้จะมีเสียงของพราวมุกคอยพูดทลายความเงียบอยู่ตลอดเวลา ทว่าเขากลับรู้สึกได้ถึงความอึดอัด และภาวนาให้ถึงบ้านเร็ว ๆ สักที
ชายหนุ่มหันหน้าไปมองข้างทางที่เริ่มมีเม็ดฝนตกลงมาจนเปียกถนน เห็นพวกแม่ค้ากำลังรีบเก็บของกันให้วุ่น อดนึกถึงตอนที่ขายข้าวแกงกับแม่สมัยเด็ก ๆ ไม่ได้ เพราะตอนฝนตกทีไรเขาต้องวิ่งไปช่วยเก็บโต๊ะเก็บเก้าอี้เข้ามาหลบฝนทุกที
มันเหนื่อยนะ แต่มันก็สนุก และมีความสุขมากกว่านี้
เอี๊ยด!
เสียงเบรกรถกะทันหันทำให้อลันหลุดออกมาจากภวังค์ สายตากลมสั่นระริกเมื่อเห็นเมธัสกำลังตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางริมฟุตปาธแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ทั้งที่ฝนด้านนอกก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย
“ลงรถ!” โทนเสียงหนาทุ้มเอ่ยเสียงแข็ง อลันสบเข้ากับดวงตาดุดันตรงกระจกมองหลัง เขาเม้มริมฝีปากแน่นเริ่มทำตัวไม่ถูก เพราะบางทีเมธัสอาจจะล้อเขาเล่นอยู่ก็ได้
“คุณธัสจะให้ผมลงตรงนี้เหรอครับ” อลันเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“อืม”
“แต่ว่า…” อลันยังพูดไม่ทันจบ เมธัสก็แทรกขึ้นเสียก่อน
“คิดเหรอว่าฉันจะยอมให้เธอติดรถจนถึงบ้าน พากลับมาถึงครึ่งทางก็ถือว่าใจดีมากแล้ว”
พราวมุกที่นั่งฟังอยู่นาน เธอหันมองคู่หมั้นด้วยความไม่เข้าใจ เพราะฝนด้านนอกก็ตกลงมาห่าใหญ่ ที่หลบฝนก็ไม่มี ขืนลงไปจริง ๆ มีหวังได้ป่วยแน่
“พี่ธัสคะ คือฝนมันจะตก จะให้อลันลงไปได้ยังไง” พราวมุกพยายามเกลี้ยกล่อม หวังจะเปลี่ยนความคิดของเมธัส ถึงมันจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“พี่จะพาน้องพราวไปทานข้าวต่อ”
“ทานข้าว?”
“อืม…พี่หิวพอดี แต่อยากไปกับพราวแค่สองคน”
นั่นก็พอจะรู้แล้วว่าอลันเป็นเพียงแค่ส่วนเกิน
“ขอบคุณที่ให้ติดรถมาด้วยนะครับ” พูดจบอลันก็เปิดประตูลงจากรถทันที ท่ามกลางรอยยิ้มสะใจที่กำลังเผยขึ้นมาบนใบหน้าคมคาย
เมธัสขับรถยนต์ออกไปแล้ว เม็ดฝนตกลงมากระทบผิวทำให้อลันรู้สึกหนาวจนต้องยกมือขึ้นมากอดตัวเอง สองเท้าก้าวเดินฉับ ๆ ไปตามทางเดินที่หาร่มหลบฝนไม่เจอ
“ทำไมไม่มีใครจอดรับเลยนะ” คนตัวเล็กบ่นพึมพำ ไม่ว่าจะพยายามโบกรถประจำทางกี่คันก็ไม่มีวี่แววว่าจะจอดรับ พวกวินมอเตอร์ไซค์ก็หยุดวิ่ง
ส่วนแท็กซี่น่ะเหรอ…ยิ่งไม่รับผู้โดยสารตัวเปียกเลย
โครม!
นอกจากร่างกายจะเปียกไปด้วยฝน แถมรถยนต์ที่เพิ่งขับผ่านไปเมื่อสักครู่ยังเหยียบน้ำที่ขังข้างถนนสาดใส่ร่างของเขาอีกต่างหาก
อลันหงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ร่างกายที่เดินฝ่าเม็ดฝนไปสักพักเริ่มอิดโรย บวกกับท้องฟ้าที่ร้องโครมครามตลอดเวลา ทำให้เขาต้องสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดกลัว
อลันรู้อยู่แล้วว่าเมธัสไม่ชอบขี้หน้าเขา พยายามหาเรื่องมากลั่นแกล้งสารพัด แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะใจดำปล่อยเขาทิ้งกลางฝนอย่างไม่ไยดีขนาดนี้
“ฮึก!” สารแห่งความเจ็บปวดไหลรินออกมา มันถูกชะล้างไปด้วยเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำลงมา อลันเริ่มเดินไม่ไหว จนสุดท้ายร่างทั้งร่างก็ทรุดลงอยู่ข้างถนน
พรึ่บ!
แต่ก่อนที่อลันจะได้เสียใจไปมากกว่านี้ ทว่าจู่ ๆ ก็มีใครบางคนมาหยุดยืนอยู่ที่เขา พร้อมกับร่มในมือหนึ่งคัน
“ทำไมมาเดินอยู่ตรงนี้ล่ะอลัน ฝนมันตกแรงมากนะรู้ไหม เดี๋ยวก็เป็นหวัดเอาหรอก”
