บทที่ 2 ตอนที่ 2 อลันทำไมเธอชอบขี้ฟ้อง

ตอนที่ 2 อลันทำไมเธอชอบขี้ฟ้อง

บรรยากาศยามเช้าปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็น เพราะเมื่อคืนฝนโหมกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แต่ถึงอย่างนั้นอลันก็ตื่นนอนแต่เช้าเพื่อไปใส่บาตรกับป้าศรีนวล ก่อนจะเดินกลับเข้ามาภายในครัว

วันนี้อลันเป็นพ่อครัวลงมือทำอาหารเอง เพราะป้าศรีนวลมีงานบ้านหลายอย่างต้องจัดการ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เขาถนัด ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

“ให้ผมทำเมนูอะไรดีครับป้าศรี”

“เอาต้มจืดก็ได้ ซดน้ำร้อน ๆ น่าจะคล่องคอดี”

“ได้ครับ” คนตัวเล็กรับคำก่อนหันมาง่วนอยู่กับการทำงานบ้าน อลันหยิบหมูสับออกมาหมักกับสามเกลอ มีพริกไทย กระเทียม รากผักชีแล้วพักทิ้งไว้ หลังจากนั้นก็หั่นพวกผักต่าง ๆ เพื่อจัดเตรียมวัตถุดิบระหว่างรอน้ำในหม้อเดือด

ไม่นานทุกอย่างก็ใส่ลงหม้อ ในมือของอลันถือทัพพีคนต้มจืดที่กำลังเดือดพล่าน หากแต่ว่าสมองของเขากลับนึกถึงคำพูดเสียดแทงใจของใครบางคน ที่ทำให้เขาเสียใจและนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน

‘ลูกเมียน้อย’ คำ ๆ นี้มันดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา และไม่ว่าทำอย่างไรอลันก็ไม่สามารถสลัดคำด่าพวกนี้ไปได้ เขาระบายความอัดอั้นออกมาโดยการร้องไห้ อาจจะดูขี้แยไปเสียหน่อย แต่มันก็คงเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อขับไล่ความหนักอึ้งในใจออกไป

“เอาแต่ยืนเหม่ออยู่ได้ ต้มจืดจะไหม้อยู่แล้วไม่เห็นหรือไง” เสียงแหลมแสบแก้วหูของใครบางคนทำให้อลันหลุดออกจากภวังค์

ใบหน้าสวยหันไปมอง พบว่าเป็นหญิงสาวที่มีอายุมากกว่าเขาถึงห้าปี เธอมีชื่อว่า กลิ่นจันทร์ ทำงานเป็นสาวใช้ในบ้านหลังนี้มานานก่อนที่อลันจะเข้ามาอยู่เสียอีก

แน่นอนว่าเธอเป็นอีกคนที่ไม่ชอบขี้หน้าอลัน ดูได้จากท่าทางหยิ่งยโสโอหัง ดวงตาที่มองอลันนั้นเต็มไปด้วยความริษยาราวกับตัวโกงที่อยู่ในละครหลังข่าวไม่มีผิด

“พูดแล้วยังมาทำเป็นมองหน้าอีก สมองของนายมัวแต่คิดถึงเรื่องผู้ชายสินะ”

อลันไม่ได้ตอบอะไร เขาหันหน้ากลับมาที่หม้อต้มจืดตรงหน้า ตามด้วยเสียงถอนหายใจยืดยาวราวกับว่าหญิงสาวนั้นไม่ต่างจากอากาศธาตุ มันบ่งบอกได้ดีว่าอลันคร้านจะสนทนาด้วย นั่นยิ่งทำให้กลิ่นจันทร์หงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม

“มายืนบ่นอะไรตรงนี้กลิ่นจันทร์ คิดว่าเป็นเจ้านายหรือไงถึงได้คอยมาจับผิดคนอื่น นู่น…ไปช่วยกันหั่นผัก มีกับข้าวอีกตั้งหลายอย่างยังไม่ได้ทำ!” เสียงของป้าศรีนวลที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ย ทำให้กลิ่นจันทร์หงุดหงิดแต่ทำอะไรไม่ได้ ก่อนเดินกระทืบเท้าเข้ามาคว้ามีดหั่นกะหล่ำปลีใส่กะละมังอย่างจำใจ แต่ก็ไม่วายตวัดสายตาคาดโทษใส่อลันอยู่ดี

“ป้านวลดูไอ้ลันสิ เอาแต่ยืนเหม่ออะไรก็ไม่รู้ ฉันบอกแล้วไงว่าถ้าป้านวลไม่ว่างให้ฉันทำแทน”

“ฝีมือห่วย ๆ อย่างเธอน่ะเหรอ เดี๋ยวได้ทำให้คุณธัสหงุดหงิดตาย”

“ป้า! จะดูถูกฉันเกินไปแล้วนะ”

“แล้วฉันดูผิดซะเมื่อไหร่ ครั้งก่อนฉันให้เธอทำโจ๊กง่าย ๆ ไม่รู้ใส่เกลือไปตั้งเท่าไหร่ เค็มขนาดนั้น ถ้าคุณธัสกินเข้าไปมีหวังได้ไตวายพอดี”

กลิ่นจันทร์ใบหน้าบูดบึ้ง ทำงานครัวเสียงดังตึงตัง นั่นทำให้หญิงวัยกลางคนส่ายหน้าไปมาด้วยความระอา เช่นเดียวกับอลันที่ชินชากับนิสัยร้ายกาจของเธอไปเสียแล้ว

“มองอะไรนักหนา นายจงใจจะกวนประสาทฉันใช่ไหม คอยดูเถอะ! ฉันจะฟ้องคุณธัส”

“เรื่องอะไรล่ะ…จะปั้นน้ำเป็นตัวเหมือนที่ผ่านมาน่ะเหรอ แผนสกปรกแบบนั้นพี่จันทร์ก็ถนัดอยู่แล้วนี่”

“ปากดี นายทำอาหารให้ดีเหมือนปากเถอะ”

“แน่นอนครับ เพราะผมไม่ได้ฝีมือห่วยเหมือนพี่จันทร์หรอก อย่าเห็นว่ามาแอบกินของเจ้านายก็แล้วกัน”

“ไอ้ลัน! นายนี่มัน…” หญิงวัยสามสิบเอ่ยได้เพียงเท่านั้น เพราะทัพพีขนาดใหญ่ในมือของอลันกำลังง้างเตรียมฟาดนั้น สามารถปิดปากของเธอได้ดีทีเดียว

ปกติแล้วกลิ่นจันทร์ก็จะมาหาเรื่องอลันแบบนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะเจ้าของบ้านไม่ว่า นั่นจึงทำให้คนนิสัยเสียอย่างเธอย่ามใจ มักจะเอาเปรียบอลันอยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อลันปริปากบอกใครสักคำ เพียงเพราะไม่อยากทำตัวมีปัญหา และก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อตัดความรำคาญ

ไม่นานอาหารก็ส่งกลิ่นหอม ทำเอาสาวใช้เอาแต่ใจท้องร้อง เธอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิวกระหาย มองอลันจัดจานข้าว ซึ่งยอมรับได้เต็มปากว่ามันน่าทานมากจริง ๆ

“จ้องขนาดนั้น ระวังน้ำลายหกนะครับ” โดนตอกหน้ามาแบบนั้นทำให้กลิ่นจันทร์ทำตัวไม่ถูก ดังนั้นเธอจึงเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป

“จะไปไหน มาช่วยกันยกอาหารไปวางบนโต๊ะก่อน” หัวหน้าแม่บ้านว่าเสียงดุ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ทำตาม อาจเป็นเพราะป้าศรีนวลไม่เคยเอาจริงเลยทำให้กลิ่นจันทร์ไม่ได้รู้สึกกลัว

“ใช้ไอ้ลันเลยป้า ใช้งานมันหนัก ๆ”

“แกนี่มันจริง ๆ เลย ถึงอย่างไรหนูลันก็เป็นลูกคุณนฤมลนะ” ป้าศรีจันทร์หมายถึงมารดาของอลัน ที่เป็นภรรยาน้อยของตระกูลรัตนโชติโภคิน

“แต่คุณธัสก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอป้า ว่าไอ้ลันมันอยู่บ้านหลังนี้ในฐานะคนใช้ ก็ขี้ข้าเหมือนกันจะได้สิทธิพิเศษอะไรนักหนา” หญิงสาวไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ เธอเดินออกไปแล้ว นั่นทำให้ลูกเมียน้อยอย่างอลันมีแววตาเศร้าลงอย่างเห็นได้ถนัดตา

“อย่าไปถือสานังจันทร์เลย ปากไม่มีหูรูด”

“ครับป้านวล”

“ตรงนี้ไม่มีอะไรแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ”

“เดี๋ยวผมช่วยป้านวลยกอาหารไปวางก่อนดีกว่าครับ”

“เอางั้นก็ได้” ชายหนุ่มทำทุกอย่างตามความคุ้นเคย เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่อายุสิบห้าปี เดิมทีก็เป็นคนใช้จึงไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร

เด็กที่เกิดมาจากบ้านเด็กกำพร้า ถูกมารดาเก็บมาเลี้ยงด้วยความรัก แม้จะกินแบบอด ๆ อยาก ๆ แต่เขาก็มีความสุขดี ต่อมาได้เข้ามาทำงานเป็นคนใช้ในบ้านหลังนี้จนมีข้าวกินและที่ซุกหัวนอน ก็ถือว่าเป็นความโชคดีสำหรับชีวิตของเขาแล้ว

“ป่านนี้แล้วยังจัดโต๊ะไม่เสร็จอีกหรือไง” โทนเสียงหนาทุ้มเอ่ยขึ้นทางด้านหลัง ทำให้คนที่กำลังยกถ้วยต้มจืดมาวางสะดุ้งเล็กน้อย ไม่ต้องหันไปมองก็พอจะเดาออกว่าเป็นเมธัส

คนตัวเล็กเดินตัวลีบมายืนข้างกลิ่นจันทร์เพื่อหลีกให้เจ้าของบ้านนั่งบนโต๊ะรับประทานอาหาร เดิมทีอลันไม่ต้องการอยู่ตรงนี้ เพียงแค่ช่วยยกอาหารมาวางก็จะไป ไม่คิดว่าเมธัสจะลงมาไวกว่าทุกวัน

แน่นอนว่างานบ้านกลิ่นจันทร์ไม่ค่อยทำ หนักไม่เอา เบาไม่สู้ แอบอู้เสียส่วนใหญ่ แต่งานเสนอหน้าเธอถนัดมากจริง ๆ ถึงขนาดรีบเดินเบียดเข้ามาแย่งโถข้าวในมือของป้าศรีนวล

“ผมขอกาแฟด้วยนะครับ”

“งั้นเดี๋ยวจันทร์ไปชงให้นะคะ” หญิงสาวรีบคืนโถข้าวให้ป้าศรี สองเท้ารีบปรี่ตรงเข้าไปในครัว โดยที่เมธัสยังคงเอาแต่จ้องมองอลันไม่วางตา ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางของคนตัวเล็กหลบหน้าหลบตา ไม่ยอมเงยขึ้นมาสบสายตา

“รับข้าวเลยไหมคะคุณธัส เดี๋ยวป้าตักให้ค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านเอ่ยท่ามกลางความเงียบ เกรงว่าบรรยากาศในการรับประทานอาหารจะอึมครึมไปมากกว่านี้

“รบกวนป้านวลไปหยิบกระเป๋าทำงานในห้องให้ผมทีนะครับ แล้วให้อลันมาตักข้าวแทน”

“เอ่อ…”

“ผมสั่ง!” เจ้าของบ้านตะคอกเสียงแข็ง

“ค่ะคุณธัส” แม้ว่าศรีนวลจะเกิดความลำบากใจ แต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งเจ้านายได้ เธอส่งโถข้าวให้อลันก่อนสืบเท้าเดินขึ้นไปด้านบนตามคำสั่งของคนที่มีอำนาจสูงสุดในบ้านหลังนี้

เลยทำให้ภายในห้องทานอาหารเหลือเพียงแค่เมธัสและอลันสองคน

จะว่าไปมันก็น่าใจหายเหมือนกัน เดิมทีบ้านหลังนี้เป็นครอบครัวใหญ่ แต่หลังจากที่ไกรศรรับแม่ของอลันเป็นเมียน้อย บ้านก็แทบไม่เป็นบ้าน

ไกรศรตัดความรำคาญไม่อยากให้เมธัสปะทะคารมกับนฤมล จึงลงทุนซื้อบ้านหลังใหม่ค่อนข้างใหญ่ย้ายเข้าไปอยู่กับเมียน้อย แต่เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหา ดังนั้นคุณหญิงจันทร์วิมลก็ต้องอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย แน่นอนว่าแม่ของเมธัสก็ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งทนดูภาพบาดตาบาดใจไม่ไหว บ่อยครั้งที่ต้องหาข้ออ้างว่ากลับไปดูแลบ้านเดิมที่เป็นสมบัติตกทอดจากวงศ์ตระกูล

เห็นไหมล่ะ! พ่อกับเมียน้อยดูมีความสุขดี ต่างจากเมธัสที่ต้องถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยวในบ้านหลังนี้ แล้วแม่ของเขาต้องทนดูสามีตัวเองพลอดรักกับเมียน้อยโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย

ป้าศรีนวลเข้าใจเมธัสดี แต่ก็อดสงสารอลันไม่ได้เช่นกัน

“จะยืนบื้ออีกนานไหม มาตักข้าวสิ” เสียงตะคอกทำให้อลันลนลาน รีบเดินเข้าไปตักข้าวใส่จานของร่างสูง แต่เพราะอยู่ใกล้กับเมธัสมากจนเกินไปเลยทำให้อลันเกิดความประหม่า ข้าวที่ควรจะตักใส่จานกลับมีบางส่วนหกเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะอาหาร

“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย ถ้าไม่เต็มใจทำก็ไสหัวออกไป”

“…”

“เธอทำข้าวหกแบบนั้น รู้หรือเปล่าว่าเงินที่ฉันหามาได้แต่ละบาท มันลำบากขนาดไหน”

“ขอโทษครับ ผมจะเก็บไปทิ้งเดี๋ยวนี้แหละครับ”

“คนอย่างเธอไม่รู้จักประหยัด ถ้าไม่ลงโทษก็คงทำจนเคยตัว”

“…”

“เก็บข้าวขึ้นมาใส่ปากให้หมด”

“…” อลันยังคงยืนอึ้ง

“ฉันสั่ง ไม่ได้ยินหรือไง”

ท้ายที่สุดอลันก็จำใจหยิบข้าวบนโต๊ะใส่ปาก มันไม่ได้สกปรก ดังนั้นเขาจึงกลืนลงท้องไปอย่างง่ายดาย สีหน้าดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน นั่นยิ่งทำให้ชายวัยสามสิบห้าเริ่มหงุดหงิด

“อาหารพวกนี้เธอเป็นคนทำหรือเปล่า”

“ใช่ครับ”

“มีจานไหนที่เธอทำเองบ้าง”

“…”

“เพราะฉันจะได้เอาไปเททิ้ง” การแสดงออกที่ชัดเจนว่าไม่ชอบลูกเมียน้อยนั้นทำให้อลันต้องกล้ำกลืนฝืนทน เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้เหมือนเดิม เพราะไม่อยากให้เป็นปัญหา และไม่อยากกระตุ้นความโกรธของเมธัสให้มันลุกโชนออกมา

“คิดว่าจะเก่งเหมือนปาก”

“…”

“อาหารที่เธอทำรสชาติมันห่วยแตก แค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้” เมธัสพูดด้วยความสะใจที่ได้ย่ำยีความรู้สึกของลูกเมียน้อย

ความเจ็บปวดของอลันคือความสุขของเขา ยิ่งเห็นน้ำตาอลันก็ยิ่งรู้สึกสะใจ

ทางกลับกัน คำพูดที่เมธัสเอ่ยออกมานั้นมันกำลังทำให้ความรู้สึกของอลันบอบช้ำมากทีเดียว

เมธัสรู้ว่าอลันแอบมองเขา นั่นคาดเดาได้ไม่ยากว่าอลันกำลังจะใช้สันดานลูกเมียน้อยคิดจะจับเขา แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก

เขาไม่ชอบขี้หน้า ต่อให้อ่อยอย่างไร ก็ไม่มีทางหลงคารม ซ้ำจะทำให้เขาเกลียดมากขึ้นกว่าเดิม

แม่นิสัยอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น

แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว

“กระเป๋าทำงานได้แล้วค่ะคุณหนู”

เมื่อป้าศรีนวลเดินลงมา อลันใช้จังหวะนี้เดินออกมาจากห้องอาหารอย่างรวดเร็ว เมธัสนั้นเอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของคนที่เดินออกไปแล้ว เขาเหยียดยิ้มขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสะใจ

การทำให้อลันเจ็บช้ำน้ำใจมันเป็นงานถนัดของเขาอยู่แล้ว

ยิ่งวันไหนที่อลันเสียน้ำตา วันนั้นเมธัสก็จะมีความสุขไปตลอดทั้งวัน…

สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดนั่นคือการทำลายชีวิตของอลันให้ย่อยยับด้วยน้ำมือของเขา

ให้สมกับที่มารดาของอลันทำกับครอบครัวของเมธัสเอาไว้อย่างแสนสาหัส ยิ่งเห็นหน้าอลัน เขาก็ยิ่งนึกไปถึงการกระทำของนฤมล ผู้หญิงที่เมธัสเกลียดแสนเกลียด

เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมโลกกับคนพวกนี้เลยด้วยซ้ำ

……………….

“เอกสารสรุปงบประมาณของไตรมาสที่ผ่านมาจากฝ่ายการเงินค่ะคุณธัส” เสียงของเลขาสาวเอ่ยพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงาน แต่ก็ไม่ได้ช่วยเรียกความสนใจของเมธัสกลับมา เพราะในสมองเอาแต่คิดถึงเรื่องอลันเต็มไปหมด

แม้ว่าจะพยายามสลัดใบหน้าคนที่เขาเกลียดออกไป แต่ก็ไม่เป็นผล นั่นยิ่งทำให้รองประธานวัยสามสิบห้าเริ่มรู้สึกหงุดหงิดจนแสดงออกมาทางสีหน้า

“คุณธัสคะ”

“ครับ” เมื่อเลขาสาวย้ำอีกครั้งถึงได้ดึงสติกลับมา

“ท่านประธานเรียกให้คุณธัสไปพบที่ห้องทำงานค่ะ” ท่านประธานที่ปรียาดา หมายถึงก็คือไกรศร บิดาของเขานั่นแหละ

รองประธานถอนหายใจเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของท่านประธาน แถมพ่วงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ

รวยขนาดนี้ไง แม่ของอลันถึงได้ลดศักดิ์ศรีตัวเองเป็นเมียน้อย

หน้าด้าน ไร้ยางอาย!

“ช่วยทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” พอเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารก็ว่าเสียงดุ

“มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ ผมเองก็มีงานต้องทำ”

“แกทำตัวไม่เอาไหน ฉันถึงยังไม่ไว้วางใจให้ขึ้นเป็นประธานนี่แหละ”

“ผมตั้งใจทำงานอย่างดีครับ พ่อไม่ต้องห่วง ผมว่าเหตุผลที่พ่อยังไม่สละตำแหน่งคงเป็นเพราะอย่างอื่นมากกว่า” แน่นอนว่ามันเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเงิน หากดำรงเพียงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแล้วจะเอาเงินที่ไหนให้เมียน้อยผลาญล่ะ

“แกนี่มัน…เมื่อไหร่จะเลิกอคติแม่เขาสักที”

“แม่?”

“…”

“โทษทีครับ ผมมีแม่คนเดียว เมียน้อยแบบนั้นไม่คู่ควรให้ผมเรียกแม่หรอกครับ”

“คุณนฤมลไม่ใช่เมียน้อย เธอคือภรรยาอีกคนของพ่อ”

“แล้วมันต่างกันตรงไหนเหรอครับ อย่าใช้คำพูดสวยหรูเลย เพราะมันหนีความเป็นจริงไม่ได้หรอกครับว่าเป็นเมียน้อย!”

ไกรศรพยายามข่มอารมณ์โดยการเดินออกไปทอดมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกเพื่อให้ใจเย็นลง เขาเลี้ยงเมธัสมาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ดีว่าลูกชายเป็นคนอย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะโน้มน้าวให้ลูกชายยอมรับภรรยาอีกคนของเขาเป็นแม่

“ที่ฉันเรียกแกมา เพราะว่าฉันได้ข่าวมา แกรังแกหนูลันอีกแล้วใช่ไหม”

“…”

“แกจะอคติอะไรนักหนา แค่ช่วยอยู่แบบสงบสุขเหมือนคนปกติแค่นี้ มันยากตรงไหนธัส”

เมธัสไม่ได้ตกใจ เขาพอจะเดาออกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่วางมาดเรียกมาพบถึงห้องทำงานหรอก

ปกป้องทั้งเมียน้อยและลูกของเมียน้อย ไม่รู้จะรักอะไรกันนักหนา ต่างจากลูกชายแท้ ๆ อย่างเมธัสที่ผู้เป็นพ่อหาเรื่องมาด่าได้ตลอดเวลา

“แล้วยังไงเหรอครับ…ลูกเมียน้อยมันวิ่งแจ้นไปฟ้องพ่ออีกแล้วใช่ไหม?”

“...”

“นั่นบ้านผม ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แค่เก็บของย้ายออกไป”

ไกรศรค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับลูกชายเพียงคนเดียวของเขาด้วยสีหน้าที่ผิดหวังและไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร

“จะทำอะไรก็เห็นแก่หน้าฉันบ้าง อย่าให้ฉันต้องผิดหวังในตัวแกไปมากกว่านี้นะธัส” ไกรศรเองก็หนักใจ เพราะจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ของพวกเขา มันเริ่มต้นตั้งแต่เขามีภรรยาน้อย

เรื่องของอลันเขาเคยคิดจะให้ออกมาอยู่ด้วยกัน หรือถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัวก็สามารถจะควักเงินซื้อคอนโดให้อยู่ได้ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าลูกชายตัวดีไปข่มขู่อะไรไว้ ทำให้อลันเลือกจะอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป ทั้งที่ถูกเมธัสกดขี่ข่มเหงไม่เว้นแต่ละวัน ก็ไม่ปริปากฟ้องเขาสักคำ

“พ่อจะมาคาดหวังอะไรในตัวผม ทั้ง ๆ ที่พ่อเองก็ไม่ได้เป็นคนดีเด่อะไรเลยสักนิด”

“...”

“ขนาดทำผมกับแม่เสียใจเพราะผู้หญิงต่ำ ๆ แบบนั้น พ่อยังไม่สนใจความรู้สึกของผมเลยด้วยซ้ำ” เมธัสพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่แค่เกลียดเมียน้อยของพ่อ เขาก็โกรธพ่อตัวเองด้วยเหมือนกัน

“ไอ้ธัส...นี่ฉันเป็นพ่อแกนะ”

“ผมเลือกไม่ได้หรอกนะครับว่าต้องเกิดมาเป็นลูกพ่อ เพราะงั้นอย่ามาใช้บุญคุณเพื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองพ้นผิด!”

ในเมื่อเขาไม่มีความสุข งั้นลูกเมียน้อยก็อย่าได้ออกไปใช้ชีวิตสุขสบายข้างนอกเลย…

ไม่มีวัน!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป