บทที่ 3 ตอนที่ 3 ลูกเมียน้อยแบบเธอโคตรจะไร้ค่า
ตอนที่ 3 ลูกเมียน้อยแบบเธอโคตรจะไร้ค่า
สายตาคมกริบทอดมองบรรยากาศนอกคอนโดหรูใจกลางเมือง ในมือถือแก้วเหล้าบรั่นดีกระดกเข้าปากรวดเดียวจนหมด ปล่อยให้ความขมปร่าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไหลลงคอไปพร้อมกับความหงุดหงิดที่อยู่ภายในใจ
นานเท่าไรแล้วที่เมธัสนั่งเหม่ออยู่แบบนั้น โดยที่หัวสมองของเขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องทะเลาะกับบิดาเมื่อกลางวัน
จนกระทั่ง…
“เป็นอะไรวะ กูเห็นนั่งทำหน้าอมทุกข์ตั้งแต่เดินเข้ามาละ” เสียงเจ้าของห้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนหน้านี้มัวทำกิจกรรมอันเร่าร้อนกับคู่ขาในห้องนอนเลยไม่ได้ออกมาต้อนรับ
แน่นอนว่าสาวสวยกับเพื่อน มันก็ต้องเลือกความสวยความงามเป็นธรรมดา
เขามีชื่อว่า เจตภพ เป็นเพื่อนกับเมธัสมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งตอนนี้ก็อายุสามสิบห้าปีแล้ว มันนานมากจนรู้ไส้รู้พุงกันหมด
“ลืมเอาปากมาด้วยหรือไงวะ”
“ไม่มีอะไรหรอก กูแค่เครียดเรื่องงาน” ดูก็รู้ว่าเมธัสกำลังโกหก มันไม่เนียนเอาเสียเลย เพราะสีหน้าที่แสดงออกมานั้นประหนึ่งว่าแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ
“แน่ใจว่าแค่เรื่องงาน?” เจตภพยังไม่หยุดคาดคั้น ก่อนนั่งลงบนโซฟาพลางรินเหล้าขึ้นมาดื่มท่าทางสบายใจ
“มึงไม่ต้องอยากรู้ไปทุกเรื่องก็ได้ กูไม่ยักรู้ว่ามึงชอบเสือกเรื่องของชาวบ้าน” คนถูกจับได้พูดจบก็เอื้อมไปหยิบแก้วขึ้นมากระดกอีกครั้ง
มันก็เป็นจริงอย่างที่เจตภพว่า เขามีเรื่องไม่สบายใจ เพราะก่อนหน้านี้มีปากเสียงกับผู้เป็นพ่ออย่างหนัก เขาถูกบิดาคาดหวังให้เป็นคนดูแลอลัน ทั้งที่รู้ว่าเขาเกลียดขี้หน้าลูกเมียน้อยอย่างกับอะไรดี
ไม่รู้ว่าพ่อกำลังคิดอะไรอยู่ จะให้เขาดูแลคนที่มาทำให้ครอบครัวเขาร้าวฉานอย่างนั้นเหรอ
ไม่มีทาง!
ยิ่งคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาก็ยิ่งเกลียดอลันและมารดาของอลันมากขึ้นไปอีก ความเกลียดชังที่อยู่ในใจเขามานาน ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และไม่รู้เลยว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้า เขาจะจัดการพวกเมียน้อยนี้อย่างไร
ซึ่งไม่ใช่การอยู่ร่วมกันโดยสันติแน่นอน
“มึงจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก เรื่องของชาวบ้านที่ไหน มันเรื่องของเพื่อนชัด ๆ”
“…”
“ว่าแต่มึงเถอะ ไม่คิดจะระบายให้กูฟังหน่อยเหรอ เก็บไว้คนเดียวอัดอั้นตายห่าเลย” เจตภพส่ายหน้าไปมา สายตาเหลือบไปเห็นน้ำแข็งในแก้วของเพื่อนหมด จึงหวังดีหยิบใส่ เห็นทีว่าวันนี้เมธัสคงมีเรื่องเครียดมาก งั้นก็ปล่อยให้ดื่มจนเมาหัวราน้ำไปเลยแล้วกัน
ถ้าเมานะ เพราะปกติแล้วมันคอแข็งมาก
“พูดไปมึงก็เป็นที่ปรึกษาให้กูไม่ได้หรอก คนไร้สาระอย่างมึงนั่งกินเหล้าเป็นเพื่อนกูก็พอ”
“อ้าวไอสัตว์! ถึงกูจะดูไร้สาระก็พอจะเดาออกนะว่าที่มึงนั่งหน้ามุ่ยเนี่ย เป็นเพราะอะไร”
“…”
“ถ้าไม่ใช่เรื่องครอบครัว!” แน่นอนว่าเรื่องครอบครัวของเมธัสเป็นสิ่งที่เจตภพไม่อยากยุ่ง เรื่องที่ไกรศรมีภรรยาน้อยถูกปกปิดไว้เป็นความลับไม่ให้คนนอกรู้ แต่เขาเป็นเพื่อนสนิทถึงได้พอรู้มาบ้าง จะว่าไปเจตภพก็อดสงสารเพื่อนไม่ได้ เขายังจำได้ดีว่าเมื่อก่อนเมธัสภาคภูมิใจและมีความสุขมากขนาดไหนตอนที่พูดถึงบิดาให้เขาฟัง
มาตอนนี้กลับตาลปัตรกันไปหมด บิดามีเมียน้อย ทำให้ครอบครัวแตกแยก นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เมธัสเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
“ทะเลาะกับพ่อมาอีกแล้วใช่ไหม หรือว่าหงุดหงิดลูกเมียน้อยอีก” ความสอดรู้สอดเห็นยังคงทำให้เจตภพไม่ย่อท้อ เพราะถึงอย่างไรเขาก็รู้ว่าเมธัสต้องเล่าให้ฟังจนได้
“ก็…ทั้งสอง”
“ทำไมวะ ลูกเมียน้อยยังอ่อยมึงไม่เลิกอีกเหรอ”
“อืม…”
“แล้วทำไมมึงไม่จัดให้มันไปเลย จะได้สมใจมันสักที” ถ้าเป็นเจตภพล่ะก็ ลูกเมียน้อยที่ว่าคงไม่รอด ช่วยไม่ได้ในเมื่อมายั่วถึงที่เอง
“เอาไม่ลง”
“งั้นลูกเมียน้อยมันคงขี้เหร่มากเลยล่ะสิ” เจตภพเองก็เคยมีโอกาสไปบ้านของเมธัสอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยเห็นลูกเมียน้อยโผล่หัวออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง จึงไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ดูจากท่าทีของเพื่อนก็พอจะเดาได้ไม่ยาก
หน้าตาคงไม่ต่างจากข้อศอกหมาหรอกมั้ง กระแดะอยากจะมาจับเพื่อนกูทำผัว ถุ้ย!
“อืม…โคตรขี้เหร่” เมธัสตอบออกมาเสียงแข็งพอ ๆ กับดวงตา นั่นทำให้เจตภพรับรู้อารมณ์มาคุของเพื่อนที่มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้าหากยังไม่เลิกพูดถึงลูกเมียน้อยมีหวังว่าไอ้เวรนี่ได้ลุกขึ้นมาทำลายข้าวของในคอนโดเสียหายแน่
ดังนั้นเจตภพจึงปล่อยให้เพื่อนนั่งฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว ส่วนเขาก็ควักมือถือขึ้นมาเปิดแชตคุยกับสาว ๆ หัวเราะคิกคักมีความสุข แตกต่างกับเมธัสที่ถอนหายใจออกมารอบที่เท่าไรก็ไม่ทราบได้
กว่าเมธัสจะกลับบ้านตัวเองก็เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว รถยนต์คันหรูขับเคลื่อนเข้ามาจอดภายในโรงรถ สองเท้าเดินตรงเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ท่ามกลางความเงียบ มันวังเวงจนทำให้เกิดอารมณ์คุกรุ่น ร่วมสิบปีเต็มแล้วที่ครอบครัวของเขาแตกแยกจนต้องกลายเป็นคนขาดความอบอุ่น ซึ่งเขายังไม่ชินเอาเสียเลย
แม้จะดื่มแอลกอฮอล์ไปค่อนข้างมากก็ไม่ได้ทำให้เมธัสเมาหรือสติถดถอยลง แต่ความโกรธที่อัดแน่นภายในใจยังคงมีมากกว่าเดิม
เคล้ง!
เสียงข้าวของบางอย่างตกแตกด้านหลังกำแพงห้องครัว เมธัสหยุดฝีเท้าก่อนเปลี่ยนทิศทางไปตามเสียง พลันสายตาเหลือบไปเห็นมือขาว ๆ โผล่ผ่านบานประตูมาหยิบถุงขนมที่ตกลงบนพื้น นั่นทำให้เจ้าของบ้านถอนหายใจพลางกลอกตาขึ้นบน
มาอ่อยอีกแล้วเหรอ รู้เวลาดีจริง ๆ ไอ้ลูกเมียน้อยหน้าด้าน!
“ออกมา!” เป็นคำสั่งที่ทำให้อลันเม้มริมฝีปากแน่น คนตัวเล็กรู้สึกประหม่าจนเผลอบีบถุงขนมยับยู่ยี่ แค่วิ่งเข้ามาเอาขนมครู่เดียวไม่คิดว่าจะเจอกับเมธัสได้ หรือบางทีอาจเป็นโชคชะตาที่เขาไม่สามารถหลบเลี่ยงคำดูถูกเหยียดหยามพวกนั้นได้กันนะ
“ฉันบอกให้ออกมาไงอลัน…ไม่ได้ยินที่พูดเหรอ?” โทนเสียงหนาทุ้มตะคอกลั่นบ้าน ทำให้ร่างเล็กสะดุ้งโหยง สองเท้าค่อย ๆ ก้าวออกมายืนตรงหน้าชายวัยสามสิบห้า ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ตีรื้นเข้ามาในจมูก จึงรับรู้ได้ทันทีว่าเมธัสน่าจะเมามาก
“มีอะไรครับ” อลันเอ่ยถามเสียงเบา โดยไม่เงยขึ้นสบสายตาที่มองเขาราวกับว่าจะฉีกเนื้อเป็นชิ้น ๆ
“ยังจะเสแสร้งอะไรอีกวะ!” ฤทธิ์แอลกอฮอล์มันทำให้ความอดทนเขาขาดสะบั้น หมับ! ฝ่ามือใหญ่กระชากต้นแขนของอลันเต็มแรงตามอารมณ์โทสะ ร่างเล็กเสียหลักเซถลากระแทกเข้ากับแผงอกแกร่งเต็มแรง ถุงขนมที่ถือมาด้วยนั้นหล่นลงพื้นจนน่าเสียดาย
“ปล่อยนะครับ ผมเจ็บ!” แรงรัดที่รอบแขนมันเจ็บปวดเหมือนกระดูกจะหัก อลันพยายามแกะมืออีกฝ่าย แต่ก็สู้แรงไม่ไหว ยิ่งเขาพยายามต่อต้านมากเท่าไร ฝ่ามือที่แข็งแรงราวกับคีบเหล็กก็ยิ่งบีบรัดข้อมือบางให้แน่นขึ้นไปอีก นั่นทำให้เขาต้องเงยหน้าแสดงความอ้อนวอน หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นใจ
แต่เปล่าเลย นั่นกลับยิ่งกระตุ้นต่อมความโมโหให้มากขึ้นกว่าเดิม
“ผมเจ็บจริง ๆ นะครับ”
“สำออย! เธอมันแสดงเก่งจริง ๆ น่ารังเกียจชะมัด”
“ถ้าไม่ชอบผมก็ปล่อยเถอะครับ ผมจะรีบกลับเข้าห้องไม่มาให้คุณธัสเห็นหน้าอีก”
“ไม่มาให้เห็นหน้าเหรอ แต่ทำไมเวลาฉันเดินไปทางไหนก็เจอเธอตลอด แบบนี้เขาเรียกว่าตอแหลหรือเปล่านะ”
“คุณธัส! มันจะเกินไปแล้วนะครับ”
“ไม่หรอกมั้ง เพราะคนอย่างเธอมันปากอย่างใจอย่าง”
“…” เป็นอีกครั้งที่คนตัวเล็กต้องกลืนก้อนสะอื้นที่มันกำลังจะตีขึ้นมา แขนที่ถูกบีบจนเจ็บ มันไม่เท่ากับประโยคที่เสียดแทงใจเลยสักนิด
“ทำไม? ฉันพูดแค่นี้เธอก็จะร้องไห้แล้วเหรอ พวกขี้ฟ้องอย่างเธอคงคิดจะไปฟ้องพ่อฉันอีกแล้วน่ะสิ”
“…”
“คงสมใจเธอแล้วสินะ ที่ทำให้ฉันโดนพ่อด่า”
“ผมเปล่านะครับ ผมไม่ได้บอกคุณท่าน” อลันปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เมธัสเชื่อ คนอย่างอลันไม่ได้ต่างจากมารดาสักเท่าไรหรอก ถึงจะเป็นลูกบุญธรรมที่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก แต่นิสัยใจคอย่อมไม่ต่างจากคนเลี้ยงแน่นอน
“ทำอะไรอย่าคิดว่าฉันไม่รู้ เพราะฉันไม่ได้โง่”
“...”
“แล้วก็เลิกบีบน้ำตา แสดงละครต่อหน้าฉันด้วย เพราะฉันไม่เคยอินเลยสักนิด”
ผลั่ก!
แรงผลักไม่เบาทำให้ร่างเล็กเซเกือบคะมำ โชคดีที่มีกำแพงกั้นเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้หลังกระแทกกับปูนแข็ง ๆ จนเจ็บเช่นกัน
“ทำไมต้องใช้ความรุนแรงกับคนไม่มีทางสู้ด้วยล่ะครับ” ถึงแม้ว่าอลันจะเป็นผู้ชาย แต่ด้วยรูปร่างที่อ้อนแอ้นบวกกับเป็นเพศพิเศษที่สามารถท้องได้ ดังนั้นก็ไม่ได้ต่างจากพวกผู้หญิงเลย
“เธอนี่มันเหมือนกับแม่ของเธอไม่มีผิด ใช้มารยาเพื่อหลอกล่อผู้ชาย”
“…”
“แต่ขอโทษนะอลัน เพราะฉันไม่ใช่คนโง่ที่จะมาสะทกสะท้านกับวิธีการที่เธอกำลังใช้มันอยู่” เมธัสโกรธจัด อันที่จริงเขาอยากจะเดินเข้าไปบีบคออลันให้สาแก่ใจด้วยซ้ำ หากแต่ว่าการดูถูกเหยียดหยามจนอลันร้องไห้ มันสนุกกว่าตั้งเยอะ
แต่ดูเหมือนว่าเมธัสจะคิดผิด สิ่งที่อลันยอมไม่ได้นั่นคือการก้าวล่วงมารดา
อลันยอมไม่ได้หากพูดจาดูถูกแม่ของเขาไม่หยุดหย่อน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ความอดทนของเขาเริ่มลดลง
“แล้วคุณธัสคิดว่าตัวเองดีมากเลยอย่างนั้นเหรอครับ การที่คุณเอาแต่ใช้คำพูดแย่ ๆ ใส่ผม นี่เหรอครับคุณสมบัติของผู้ดี”
ถ้าในสายตาของเมธัส เขาไม่เคยมีข้อดีอะไรเลย งั้นในสายตาของเขา อีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรกันเลยสักนิด เอาแต่พูดว่าตัวเองเป็นผู้ดี แต่ทำไมชอบใช้คำพูดต่ำ ๆ พวกนั้นมาด่าคนอื่น
“อวดดี คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาปากดีกับฉัน”
คำพูดของอลันมันไปกระตุ้นอารมณ์ความกรุ่นโกรธของเมธัสได้เป็นอย่างดี สองเท้าสืบเข้ามาใกล้อลันมากขึ้น เพียงไม่นานมือแกร่งก็บีบกรอบหน้าของอลันจนบิดเบี้ยว สุดท้ายน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
แน่นอนว่ามันสะใจเมธัสเป็นอย่างมาก
น้ำตานี้แหละที่เขาอยากเห็นมันมากที่สุด
“ปล่อยนะ! ไม่งั้นผมจะย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้” เป็นคำขู่ที่ทำให้ร่างสูงใหญ่เหยียดยิ้ม คำขู่กระจอกแบบนั้นเขาไม่ได้กลัวเลยสักนิด ดีเสียอีก ไอ้ที่ตกลงกันเอาไว้ตั้งแต่แรกจะได้ยกเลิกสักที
“กับอีแค่ลูกเมียน้อย หัดเจียมตัวเองซะบ้าง คนอย่างเธอมันโคตรจะไร้ค่า”
“…”
“อยากไปไหนก็เชิญ ดีเสียอีก ฉันจะได้ด่าแม่ของเธอแทน ทีนี้จะได้อยู่กันไม่เป็นสุขสักวัน”
“อย่าทำแบบนั้นกับแม่ผมนะ”
“แล้วยังไง จะให้ฉันมองดูเธอออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างมีความสุข ต่างกับฉันที่ต้องทนทุกข์เพราะครอบครัวแตกแยกงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก”
ผลั่ก!
เป็นอีกครั้งที่อลันถูกผลักเต็มแรง ทำเอาสะโพกไปชนกับขอบโต๊ะอย่างรุนแรง โดยที่เมธัสไม่ได้รู้สึกสงสารเลยสักนิดว่าอลันจะเจ็บมากแค่ไหน
“เชิญ…ไปเก็บเสื้อผ้าสิ”
คนถูกไล่ยังคงยืนนิ่ง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่อลันยังเลือกอยู่บ้านหลังนี้ และไม่ตามไปอยู่กับผู้เป็นแม่ เขายอมดูถูกเหยียดหยามและยอมถูกกลั่นแกล้งเพื่อแลกกับการให้แม่ของเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่รัก
ส่วนเขานั้นจะตอบแทนบุญคุณมารดาที่เก็บมาเลี้ยง ด้วยการแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้ ยอมเป็นคนถูกระบายอารมณ์ความโกรธแค้นทั้งหมดเอง
“ทำไม ยังยืนบื้ออยู่อีก ไม่เห็นเก่งเหมือนปากอย่างเมื่อกี้เลยล่ะ” เพราะเมธัสรู้ว่าอลันไม่กล้า
“ผม…” อลันเอ่ยออกมาได้เพียงแค่นั้น สุดท้ายก็เงียบไป
“คราวหลังก็อย่ามาปากดีกับฉัน แล้วก็หัดเจียมเนื้อเจียมตัวเอาไว้ด้วยว่าเธอมันก็เป็นแค่ลูกเมียน้อย”
“...”
“ลูกเมียน้อยที่มาทำให้ครอบครัวของฉันต้องพัง” ร่างสูงเดินขึ้นบันไดไปแล้ว ทิ้งเอาไว้แค่เพียงคำพูดที่มันกำลังทำให้ชายหนุ่มเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ
ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้ไปตกหลุมรักผู้ชายปากเสียอย่างเมธัสด้วย ไม่เข้าใจตัวเองจริง ๆ
