บทที่ 8 ตอนที่ 8 คู่หมั้นของเมธัส

ตอนที่ 8 คู่หมั้นของเมธัส

“จดบันทึกการประชุมครบถ้วนใช่ไหม อย่าลืมทำรายงานสรุปผลให้ผมด้วยนะครับ” รองประธานวัยสามสิบห้าที่กำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารเอ่ยกับเลขาส่วนตัวที่เพิ่งเอาแฟ้มมาวางไว้ให้เมื่อสักครู่

“ครบถ้วนค่ะคุณธัส ว่าแต่คุณธัสจะหาเวลาว่างไปดูที่ดินที่ปากช่องเมื่อไหร่ดีคะ เดี๋ยวดิฉันจะได้ลงวันเวลาใส่ตารางงานเอาไว้ให้ค่ะ”

เมื่อการประชุมผู้ถือหุ้นที่สุดแสนจะตึงเครียดสิ้นสุดลง เมธัสก็เดินออกมาจากห้องประชุมด้วยใบหน้าที่ยังคงเรียบนิ่ง โดยมีเลขาอย่างปรียาดาเดินตามหลังมาติด ๆ ในมือของเธอถือแฟ้มเอกสารหนาเป็นปึก กว่าเธอจะอ่านหมดนี่ก็เล่นเอาสายตาล้าพอสมควร

การเป็นเลขาของเมธัสมันไม่ง่ายเลยสักนิด ไม่ใช่เพราะว่างานหนักอะไรหรอก แต่เป็นเพราะว่าเมธัสเป็นมนุษย์จำพวกที่คาดเดาความคิดและความรู้สึกได้ยากที่สุด

เธอแค่กลัวทำไม่ถูกใจแล้วจะพาลโดนไล่ออกเท่านั้นเอง

“คุณจะเดินตามผมมาทำไม” ขาสองข้างของผู้บริหารร่างสูงหยุดชะงัก ในขณะกำลังก้าวเดินเข้าห้องทำงานของตัวเอง ทำเอาเลขาเม้มริมฝีปากแน่น เริ่มทำตัวไม่ถูก

“คะ คุณธัสยังไม่ตอบฉันเลยนะคะ ฉัน…ฉันจะได้จดใส่ตารางเอาไว้ค่ะ” เธอพูดเสียงตะกุกตะกัก พูดไม่ทันขาดคำก็เผลอทำให้เจ้านายไม่พอใจเสียแล้ว

“เดี๋ยวผมบอกคุณอีกที”

“ได้ค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินไปนั่งลงบนโต๊ะทำงาน ซึ่งไม่ไกลหรอก มันอยู่หน้าห้องทำงานของเมธัสนั่นแหละ

“ขอกาแฟให้ผมด้วยนะครับ รสชาติเดิม”

“ได้ค่ะคุณธัส กาแฟสองช้อน น้ำตาลครึ่งช้อน คอฟฟี่เมตไม่ต้อง ฉันจำได้ค่ะ”

“เร็ว ๆ หน่อย ทำงานให้เก่งเหมือนปากด้วย”

เมธัสเอ่ยเสียงแข็งก่อนเดินตรงเข้าไปในห้องทำงาน นั่นกำลังบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าวันนี้ผู้บริหารกำลังมีเรื่องหงุดหงิดใจ

เลขาสาวหน้าถอดสีจนต้องเม้มริมฝีปาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอถูกเจ้านายดุ แต่เป็นครั้งแรกที่โดนด่าโดยไร้เหตุผล

เจ้านายเธอไปกินรังแตนที่ไหนมาเนี่ย…

ทางด้านเมธัส พอทิ้งร่างลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดเช็กตารางหุ้นในแอปพลิเคชันอย่างใจจดใจจ่อ ระหว่างรอเครื่องดื่มที่ต้องการ

“เฮ้อ!” ทว่าเสียงถอนหายใจกลับดังขึ้น เมื่อใบหน้าของใครบางคนผุดขึ้นมาในหัวอีกระลอก เขาเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถสลัดความคิดเกี่ยวกับลูกเมียน้อยคนนั้นออกไปได้ ยิ่งพยายามมากเท่าไรกลับไม่เป็นผลเลย

เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่…

“มารยาเยอะจริงนะอลัน…เธอกำลังใช้ลูกไม้อะไรปั่นหัวฉันกันแน่” ชายหนุ่มพึมพำออกมาอย่างหงุดหงิด ทำให้ดวงตาแข็งกร้าว และนิ่งอย่างใช้ความคิดอยู่แบบนั้น

เขาไม่เข้าใจตัวเอง และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาแต่นึกถึงใบหน้าของคนที่เขาเกลียดขนาดนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้อลันแทบจะไม่มีค่าพอทำให้เขานึกถึงเลย

กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที…

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมเลขาส่วนตัวที่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยกาแฟในมือ เธอค่อย ๆ วางมันลงอย่างเชื่องช้าอย่างเคยชินกับสิ่งที่ทำเป็นประจำในทุก ๆ วัน

แต่สิ่งที่ทำให้ประหม่าคงเป็นเพราะอารมณ์ของเจ้านายที่กำลังคาดเดาได้ยากเท่านั้นเอง

“มีอะไรก็พูดมา” เพราะปรียาดาเอาแต่ยืนมองไม่ออกไปสักที เมธัสจึงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา

“คะ คือฝ่ายประชาสัมพันธ์โทรขึ้นมาบอกว่ามีคนมาขอพบคุณธัสค่ะ” เธอกลั้นใจพูดออกไป ในขณะที่เมธัสกำลังเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม ฝ่ามือหนาพลันหยุดชะงัก พร้อมกับเรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างนึกสงสัย

“ใคร!”

“คุณพราวมุก ลูกสาวของคุณหญิงเปี่ยมกาลน่ะค่ะ”

เพียงแค่ได้ยินชื่อนั้น ใบหน้าคมเข้มก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เขาแทบไม่ได้ยินชื่อนี้มาแล้วเกือบสามปีเต็มแล้ว นับตั้งแต่วันที่พราวมุกไปทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ถึงอย่างนั้น พราวมุกเดินทางกลับมาทั้งที ทำไมถึงไม่โทรมาบอกเขาให้รู้ล่วงหน้า

“ให้ขึ้นมาได้ ลงไปรับเธอด้วยก็ดี”

“ได้ค่ะคุณธัส” ปรียาดาค้อมศีรษะ ก่อนเดินออกไปทำตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายอย่างรวดเร็ว

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“เข้ามา!” สิ้นคำอนุญาต บานประตูห้องทำงานถูกเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสสวยสีขาวลูกไม้ พราวมุกเดินเข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม เป็นรอยยิ้มที่ส่งให้เมธัสแบบนี้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานขนาดไหนก็ตาม

“ไม่ได้เจอกันในรอบหลายปี ทำหน้าเหมือนไม่ยินดีเลยนะคะ” ใบหน้าหญิงสาวง้ำงอ นั่งลงบนโซฟาหน้าโต๊ะทำงาน เธอแกล้งงอนตุ๊บป่องตุ๊บป่อง

“ไม่เห็นรู้มาก่อนว่าจะกลับไทย นี่พี่ยังเป็นคู่หมั้นเธออยู่หรือเปล่า” ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินมาหย่อนกายนั่งลงบนโซฟาด้านข้างหญิงสาวท่าทางเป็นกันเอง ฝ่ามือใหญ่ที่ยกขึ้นมายีเส้นผมยาวสลวยนั้นทำเอาพราวมุกหลุดขำ เธอรู้ว่าสิ่งที่เมธัสพูดออกมานั้นไม่ได้จริงจัง

อ่า…คู่หมั้นงั้นเหรอ ตลกดีเหมือนกัน

มันไม่ใช่แค่พราวมุกที่ไม่เคยเห็นเมธัสเป็นคู่หมั้น หากแต่ว่าเมธัสเองก็ไม่เคยมองว่าเธอเป็นคู่หมั้นด้วยเหมือนกัน

ตั้งแต่ทั้งสองเกิดมาก็ถูกจับให้หมั้นกันแล้ว ไม่ว่าคนเป็นลูกจะทัดทานอย่างไร พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ฟังเลย

“ว่ายังไง เธอยังไม่บอกพี่เลยนะ…ทำไมมาไทยถึงไม่บอกก่อน พี่จะได้ให้คนขับรถไปรับ”

“ถ้าบอกก็ไม่เซอร์ไพรส์สิคะ”

“ขนาดนั้นเชียว”

“แน่นอน...แล้วนี่พี่ธัสดูผอมลงหรือเปล่า”

“ช่วงนี้ไม่ได้ชั่งเลย พี่ไม่ค่อยว่าง”

“อย่าบอกนะคะ ว่าเอาแต่ทำงานจนลืมดูแลตัวเองอีกแล้ว”

การเจอกันในรอบหลายปีระหว่างทั้งคู่มันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น แม้จะอยู่ในสถานะคู่หมั้น แต่นั่นก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ถูกผู้ใหญ่มอบให้เท่านั้น เพราะเมธัสและพราวมุกต่างก็ไม่ได้รักกัน

อีกอย่างหนึ่งก็คือ…พราวมุกมีคนรักอยู่แล้ว ส่วนเมธัสก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานอยู่ในหัวสมองเลย

“ทำงานให้มันน้อย ๆ ลงหน่อยนะคะ”

“พี่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเอาไว้ให้ว่าที่ภรรยาใช้ ไม่ดีเหรอครับ” ใบหน้าคมคายเลิกคิ้วสูง โดนต่อว่าว่าผอมลงยังไม่วายหยิบไอแพดที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยด้านหน้าขึ้นมาเช็กเมล

“เลิกพูดเล่นได้แล้วค่ะ เดี๋ยวถ้าพราวเอาจริงขึ้นมา พี่ธัสนั่นแหละที่จะเดือดร้อน”

“เธอจะทิ้งแฟนแล้วมาแต่งกับพี่เหรอ” รองประธานหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะ

“ก็ไม่แน่หรอกค่ะ อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน ถ้าผีผลักขึ้นมาจะทำยังไง”

“ก็เอาสิ พี่จะคอยดู”

เสียงสนทนาของพวกเขาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ไม่ได้เจอกันนานแต่ก็มีเรื่องพูดคุยตั้งมากมาย คนที่คุยเก่งอย่างพราวมุกเอารูปที่ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในต่างประเทศมาอวด รวมทั้งอวดแฟนของเธอด้วยเช่นกัน

จนกระทั่งเที่ยงตรง เสียงท้องของพราวมุกก็ดังประท้วงขึ้น นั่นทำให้เมธัสต้องขับรถพาคู่หมั้นไปยังร้านอาหารหรูใจกลางเมือง เป็นร้านที่ราคาอาหารค่อนข้างแพง ถึงได้มีแต่ระดับไฮโซเข้ามา เพราะรสชาติอาหารและการบริการนั้นดีเยี่ยม

“ค่อย ๆ กิน โตเป็นสาวแล้วยังกินมูมมามอยู่อีก” เป็นเมธัสที่เอ่ยประท้วง ตั้งแต่อาหารเข้ามาเสิร์ฟ พราวมุกก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารไม่พูดไม่จา ราวกับไปตายอดตายอยากจากไหนมา

ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยสินะ…

“มันอร่อยนะคะ”

“รู้…แต่เธอต้องสำรวมกว่านี้ ต่อหน้าแฟนทำแบบนี้ปะเนี่ย”

“แฟนพราวเขารับได้ค่ะ ไม่ต้องห่วง” พูดจบเธอก็ตักข้าวคำโต ๆ ใส่ปาก ไม่ได้ยี่หระกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเลยสักนิด

เมธัสดุเธอในเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวพวกเขาสนิทกันเลยทำให้ทั้งคู่สนิทกันไปด้วย

“…”

“ว่าแต่พี่ธัสเถอะ! พราวนึกว่าพี่มีแฟนไปแล้ว อายุก็ปูนนี้ไม่คิดอยากหาใครเข้ามาในชีวิตบ้างเหรอคะ”

เป็นคำถามที่ทำให้เมธัสถึงกับหยุดนิ่งไปชั่วครู่

“ไม่คิด...แล้วก็ไม่คิดที่จะมีด้วย”

“...”

“อยู่คนเดียวก็สบายดีอยู่แล้ว จะหาใครเข้ามาวุ่นวายในชีวิตทำไม” เมธัสตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะเขาไม่เคยคิดภาพที่ตัวเองต้องแต่งงานหรือมีคนรักเป็นตัวเป็นตนเลยสักนิด อาจเป็นเพราะเขาไม่ชอบผูกมัดกับใคร เขาชอบใช้ชีวิตอิสระ

และในใจลึกเขายังมีปมเรื่องครอบครัวฝังใจอยู่

มันอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เมธัสไม่เคยศรัทธาในความรักเลย ผู้หญิงที่วนเวียนเข้ามาในชีวิต เขาก็จัดความสำคัญพวกเธอเป็นเพียงแค่เครื่องมือระบายอารมณ์ทางเพศเท่านั้นแหละ

แน่นอนว่าเหมือนกับอลัน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงพวกนั้นเลย…

“การมีความรักมันก็ดีค่ะ ความรักสวยงามนะคะพี่ธัส แต่อยู่ที่ว่าเราจะเจอไหมก็เท่านั้นเอง” พราวมุกเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความจริงใจ เธออาจจะพูดได้เพราะตัวเองได้เจอกับความรักที่ดี แต่ในบางมุม ความทุกข์ใจมันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นเสียเมื่อไร

เมธัสไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะมุมมองแต่ละคนมันแตกต่างกัน ก่อนหันมาสนใจสเต๊กเนื้อในจาน และใช้มีดหั่นตักเข้าปากเงียบ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นพราวมุกก็พอจะมองออกว่าเมธัสไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเธอ

เธอรู้ดีว่าปัญหาครอบครัวของเมธัสมันคงเป็นปมฝังใจมาโดยตลอด

“ความรักไม่ได้เหมาะกับทุกคน บางคนก็ไม่สมควรได้รับความรัก”

“...”

“ไม่สมควรได้รับอะไรดี ๆ เลยด้วยซ้ำ” ในระหว่างที่เมธัสเอ่ยพูดถ้อยคำเมื่อครู่ ในหัวของเขากลับมีแต่ใบหน้าของอลัน

แน่นอนว่าความหมายที่เอ่ยออกมานั้น มันหมายถึงอลันกับนฤมล

แม้ว่าจะไม่ใช่แม่ลูกกันแท้ ๆ แต่อลันก็ถูกนฤมลเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าสันดานมันก็ไม่ต่างอะไรกันนักหรอก

ยอมรับว่าเกลียดเสียจนฝังใจ เกลียดเสียจนชาตินี้ทั้งชาติเขาก็ไม่สามารถให้อภัยสองแม่ลูกคู่นี้ได้ แม้เขาจะย่ำยีอลันมาแล้วก็ตาม แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกที่เขามีต่อลูกเมียน้อยนั้นดีขึ้นมาเลย

นับวันกลับยิ่งเกลียดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า…

หลังจากที่มื้อกลางวันจบลง เมธัสก็อาสาขับรถพาพราวมุกมาส่งที่บ้าน เมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านหลังใหญ่โตอันสมกับเป็นตระกูลร่ำรวยที่เก่าแก่ คุณหญิงเปี่ยมกาลผู้เป็นมารดาของพราวมุกก็เดินออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“อ้าว! ธัสมาส่งพราวเองเลยเหรอลูก” คุณหญิงเปี่ยมกาลเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สองเท้าเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าลูกสาวและว่าที่ลูกเขยที่เธอถูกใจ

“ครับ”

“บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวจะไปรบกวนพี่เขาในเวลางาน ทำพี่เขาเสียการเสียงานหมด” คนเป็นมารดาหันไปตำหนิลูกสาวที่ยืนอมยิ้ม ไม่ได้มีท่าทีสลดลง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พอใจที่เห็นเมธัสขับรถมาส่ง นั่นเป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้

แต่ถึงจะไม่เป็นไปตามที่เธอคิด ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี

คำว่า ‘อยู่กันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง’ เธอเชื่อมาตลอดเหมือนที่เธอกับสามีถูกบังคับให้แต่งงานเช่นกัน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ช่วงบ่ายผมว่างพอดี” เมธัสเอ่ย นั่นทำให้พราวมุกพยักหน้ารัว ๆ

“เอาเถอะ…ไหน ๆ ก็มาแล้ว ธัสแวะเข้ามาคุยกันก่อนสิลูก”

ชายวัยสามสิบห้าพยักหน้า และเดินตรงตามเจ้าของบ้านเข้ามาด้านในห้องรับแขก เขาเองก็ไม่ได้มาเหยียบที่บ้านหลังนี้นานมาก หากปฏิเสธไป ก็เกรงว่าจะเสียมารยาท

“คุณหญิงจันทร์สบายดีนะ ช่วงนี้น้าไม่ค่อยได้ไปหาเลย” หลังจากจิบชาไปได้ครู่หนึ่ง คุณหญิงเปี่ยมกาลก็เอ่ยถามขึ้นมา เธอหันไปมองเมธัสด้วยแววตาจริงจังราวกับต้องการจะพูดสิ่งใด ซึ่งชายหนุ่มก็พอจะเดาออกถึงเหตุผลที่คุณหญิงเปี่ยมกาลรั้งเขาเอาไว้

“ครับ…แม่สบายดีครับ”

“ดีเลย…งั้นน้ามีเรื่องจะพูดกับธัสตรง ๆ วันนี้ คงจะไม่ว่าอะไรน้าใช่ไหม”

“เชิญคุณน้าว่ามาเลยครับ”

“น้าว่านี่มันก็เลยเวลามามากแล้ว น้าอยากจะคุยเรื่องแต่งงานอย่างจริงจังสักที” คำพูดของคุณหญิงเปี่ยมกาลทำให้เมธัสถึงกับชะงัก ถึงแม้จะรู้จุดประสงค์อยู่แล้วก็ตาม

รอยยิ้มที่ฝืนสร้างไว้บนใบหน้ามันค่อย ๆ เลือนหายไปทีละนิด เขารู้ดีว่าการแต่งงานนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคาดหวังมานาน แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นกับพราวมุกเลย

ถึงที่ผ่านมาทั้งสองต่างก็แสร้งว่ามีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน เพียงเพราะอยากให้ผู้ใหญ่สบายใจ และตัดความรำคาญเท่านั้น เพราะความห่วงใยที่พวกเขามีให้กัน มันไม่ใช่ความรู้สึกในฐานะคนรัก แต่เป็นแบบพี่น้องต่างหาก

“ว่ายังไง หรือธัสยังไม่เห็นสมควรเหรอ”

“เปล่าครับ” เมธัสเอ่ยออกมาเสียงเบา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัดเจน ก่อนที่พราวมุกจะหันมายิ้มบาง ๆ ให้เขาราวกับต้องการจะบอกว่าอย่าถือสามารดาของเธอเลย

“เราเสียเวลากันมามากแล้ว คงต้องหาเวลาคุยเรื่องงานแต่งกันอย่างจริงจังสักที”

“…”

“ฝากธัสไปบอกคุณหญิงจันทร์กับคุณไกรศรด้วยนะลูก ไว้เดี๋ยวครอบครัวของน้าจะหาเวลาเข้าไปคุยจ้ะ”

หลังจากที่คุณหญิงเปี่ยมกาลเกริ่นกับเมธัสเรื่องการแต่งงานจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็เดินหายขึ้นไปด้านบน ก่อนที่เมธัสจะขอตัวกลับ พราวมุกวิ่งตามออกมาส่งคู่หมั้นของเธอที่ขณะนี้กำลังทำสีหน้าแววตาดูจะกล้ำกลืนฝืนทน จนเธออดที่จะหลุดขำออกมาไม่ได้

“พี่ธัสอย่าถือสาเรื่องที่คุณแม่พูดเลยนะคะ” พราวมุกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงอ่อนโยน ใบหน้าสวยหวานเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ตลอดบทสนทนาเรื่องงานแต่ง เธอยอมรับว่าอึดอัด ซึ่งมันคงจะเป็นความรู้สึกเดียวกับเมธัสนั่นแหละ

คนไม่ได้รักไม่ได้ชอบกัน แต่กำลังจะถูกจับแต่งงานกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใครบ้างจะมีความสุขกันเล่า

“เราสองคนคงเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้สินะ” ร่างใหญ่ล่ำสันหันมาถาม

“คุณแม่ก็พูดไปเรื่อยตามประสาผู้ใหญ่ค่ะ เดี๋ยวเอาไว้หาเวลาที่เหมาะสมไปคุยเรื่องยกเลิกงานแต่งกันนะ ดีไหมคะ”

เมธัสไม่ได้พูดอะไร เขาเปิดประตูรถยนต์และขับออกไป

หากการแต่งงานเกิดขึ้นจริง เขาไม่มีอะไรต้องหนักใจเพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ห่วงก็แต่พราวมุกที่มีคนรักอยู่แล้ว

เขาคิดว่าการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก ไม่เลวร้ายเท่ากับการที่มีนฤมลเข้ามาอยู่ในบ้านทำให้ครอบครัวแตกแยกไม่มีความสุขจนถึงทุกวันนี้ ยอมรับว่าเจ็บปวดจนตอนนี้หัวใจของเขาด้านชาไปเสียแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป