บทที่ 9 ตอนที่ 9 ผู้หญิงคนนั้นเหมาะสมกับเมธัสเหลือเกิน
ตอนที่ 9 ผู้หญิงคนนั้นเหมาะสมกับเมธัสเหลือเกิน
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไกรศรกับนฤมลมันจะไม่ถูกต้อง แต่ด้วยความที่เธอก็เป็นภรรยาอีกคน ดังนั้นจึงได้มาอยู่เรือนไม้สองชั้นด้านหลังคนเดียว เพราะหากเป็นห้องพักของคนใช้ทั่วไป มันก็ไม่เหมาะเวลาที่ไกรศรจะมานอนค้างอ้างแรมด้วย
เธอเป็นภรรยาลับ ๆ ที่ไม่ได้ถูกเอาไปเชิดหน้าชูตาให้สังคมรับรู้ และยังคงมีหน้าที่ทำงานไม่ได้ต่างกับแม่บ้านคนอื่นสักเท่าไร
แม้ว่าไกรศรจะให้เธออยู่เฉย ๆ ไม่อยากให้ทำงานหนัก เพราะถึงอย่างไรนฤมลก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียของเขาอีกคน ทว่าคนที่เคยลำบากมาตั้งแต่เด็กย่อมปฏิเสธ
ดังนั้นเธอจึงเป็นแม่ครัวหลักในการประกอบอาหาร ซึ่งเธอก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย และอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ขนาดวันนี้ป่วยก็ยังไม่บอกให้ไกรศรรู้ เพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร รังแต่จะทำให้ไกรศรเป็นห่วงเธอเสียเปล่า ๆ
อลันเดินทางมาบ้านตระกูลรัตนโชติโภคินในรอบหลายเดือน เพราะได้ข่าวว่าแม่บุญธรรมป่วยกะทันหัน ไข้ขึ้นมาหลายวันไม่ยอมไปหาหมอ
เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคนในบ้านใหญ่ อลันจึงแอบย่องเข้าทางหลังบ้านราวกับพวกโจรขโมยไม่มีผิด ก่อนที่สองเท้าจะก้าวตรงมายังเรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ภายในสวนด้านหลังคฤหาสน์
นฤมลอยู่คนเดียว จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้เงียบสงบ ใคร ๆ ก็อาจจะคิดว่าชีวิตของเธอดูมีความสุข ได้อยู่กับคนที่รัก
แต่ไม่เลย…เธอยังคงเป็นห่วงอลันทุกลมหายใจ
“แม่ครับ ผมลันเอง” เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเตียงไม้ข้างบ้านมีท่าทางตื่นเต้นและดีใจ
นฤมลยกพานดอกไม้ที่กำลังเตรียมร้อยมาลัยไปไว้ทางด้านข้าง ก่อนหันมาหาลูกชายที่กำลังสืบเท้าเดินเข้ามา
“ทำไมมาไม่บอกแม่ก่อนล่ะ แม่จะได้ทำกับข้าวไว้ให้ ดูสิเนี่ย…ผอมเอาผอมเอา” เธอยิ้มจนปากจะฉีกถึงรูหู
“ผมรีบครับ ก็เลยลืมโทรมาบอก” ตั้งแต่อลันมาหามารดาครั้งก่อน จนตอนนี้ ก็ร่วมสองเดือนเต็มแล้วที่ไม่ได้พบกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ทำให้หาโอกาสเจอกันได้ยากพอสมควร
“อืม…อยากกินอะไรไหม เดี๋ยวแม่ไปทำให้” พูดยังไม่ทันขาดคำนฤมลก็ไอออกมาเบา ๆ ทั้งดวงตา สีหน้า และท่าทาง ดูอิดโรยจนน่าเป็นห่วง
เพราะแม่ของเขาเอาแต่ดื้อด้านแบบนี้ไง จึงมีคนโทรไปฟ้องให้เขาเข้ามาดูอาการ
อลันใช้มือตัวเองอังหน้าผากของมารดา มันร้อนจี๋จนต้องรีบเดินไปรื้อค้นยาในตู้ปฐมพยาบาลในบ้าน และไม่นานก็เดินออกมา
“กินยาซะหน่อยเถอะครับ”
“แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอก” หญิงวัยกลางคนฝืนพูดออกมา ร่างกายของเธอมันอ่อนเพลียเกือบจะไม่ไหว แต่ก็ยังฝืนทำงานอยู่ได้
“ขอโทษที่ผมไม่ได้อยู่ดูแลนะครับแม่” อลันเอ่ยเสียงเบา เขานั่งลงด้านข้างมารดาอีกครั้ง เอายาพาราเซตามอลป้อนใส่ปากหนึ่งเม็ด ตามด้วยน้ำดื่ม
แต่ในเมื่อมารดาตัวร้อน อลันจึงไปเอากะละมังใบเล็ก ๆ มาใส่น้ำ และหยิบผ้าผืนเล็ก ๆ มาเช็ดตัวให้แม่จนเสร็จ ทำให้ความร้อนภายในร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้น
“ลำบากลูกแท้ ๆ เลย”
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” คำพูดฟังดูค่อนข้างห่างเหิน แน่นอนว่าอลันไม่ได้อยู่กับแม่มาเกือบสิบปีเต็ม ทำให้ไม่ค่อยได้คุยกันเหมือนเมื่อก่อน
เดิมทีนฤมลก็เป็นเพียงแม่ค้าขายข้าวแกงธรรมดา หาเช้ากินค่ำพอให้ประทังชีวิตไม่อดอยาก เธอเป็นคนสวยแต่กลับไม่อยากมีสามี ขนาดมีคนรวย ๆ มาจีบมากมายเธอก็ไม่เอา
แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับอยากมีลูกสักคน จึงไปรับเด็กกำพร้าจากสถานสงเคราะห์มาเลี้ยง
นั่นก็คืออลัน
ยิ่งนานวันก็ยิ่งผูกพัน ทำให้เธอหลงรักเด็กคนนี้เหมือนลูกแท้ ๆ เลย
ดูเหมือนว่าชีวิตพวกเขาสองแม่ลูกจะไปได้สวย แต่จู่ ๆ อลันในวัยสิบห้าก็ดันป่วยกะทันหัน ต้องใช้เงินรักษาเป็นจำนวนมาก เงินเก็บที่มีก็ไม่พอต่อการรักษา เธอมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหน
ทางเลือกสุดท้ายคือเธอต้องหอบลูกมาพึ่งใบบุญของไกรศร หนึ่งในผู้ชายที่เคยตามจีบเธอทุกวันตอนสมัยสาว ๆ และไกรศรไม่ปฏิเสธ แต่ให้เงื่อนไขว่าต้องเป็นภรรยาอีกคนของเขา
นั่นเพราะเธอไม่มีทางเลือก ชีวิตของอลันอยู่ในมือของเธอ ถึงจะกลายเป็นผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอายที่ชอบแย่งผัวของคนอื่น เธอก็ยอม
จากตอนแรกนฤมลไม่ได้รู้สึกอะไรกับไกรศรเลย ทว่าไกรศรดีกับเธอมาก ทำให้นานวันเข้า หัวใจของเธอที่มีต่อสามีคนอื่น มันก็ถลำลึกไปไกลมากจนกลายเป็นความรักไปแล้ว
นฤมลรู้สึกผิดกับอลันมากที่พาลูกชายมาลำบาก ถึงเธอจะมีทางเลือกไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะให้เธอทำเรื่องงามหน้าพวกนี้ พานให้อลันต้องเดือดร้อนอีกคน
นอกจากคนในบ้านจะไม่ชอบขี้หน้าเธอ ก็ยังไม่ชอบขี้หน้าอลันไปด้วย
แต่เพราะเธออยู่ในความดูแลของไกรศร นั่นทำให้สาวใช้คนอื่นไม่กล้าเหิมเกริม ส่วนอลันอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงลำพัง ก็คงถูกกลั่นแกล้งและถูกรังแกไม่น้อยเลย
นี่แหละ…เป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกชายตีตัวออกห่างจากเธอ แน่นอนว่าสร้างความขมขื่นในใจให้เธออยู่ไม่น้อย
“แม่เป็นยังไงบ้าง ไหวหรือเปล่า ไปหาหมอไหมครับ”
“ดีขึ้นแล้วลูก กินยาอีกวันสองวันก็คงหาย ไม่ต้องไปหรอก” หญิงวัยกลางคนเอ่ย ก่อนหยิบดอกรักขึ้นมาเสียบเข้ากับปลายเข็มแหลมคม เธอใช้เวลาในช่วงบ่ายคล้อยเพื่อร้อยมาลัยเตรียมเอาไว้สำหรับให้คุณหญิงจันทร์วิมลไปทำบุญในวันพรุ่งนี้
นึกแล้วก็น่าสมเพชตัวเองเหลือเกิน ขนาดนฤมลทำเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย ทว่าคุณหญิงจันทร์วิมลกลับใจกว้างยอมให้เธออยู่ในรั้วบ้านตระกูลรัตนโชติโภคิน โดยไม่เอ่ยไล่แม้แต่คำเดียว
มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมนฤมลถึงได้เจียมเนื้อเจียมตัว และไม่เคยเรียกร้องอะไรจากไกรศรเลย แม้เธอจะรักอีกฝ่ายมากเพียงใดก็ตาม
“อลันไม่คิดจะย้ายมาอยู่กับแม่เหรอ อยู่บ้านหลังนั้นมีความสุขไหม?” เป็นคำถามที่ทำให้ร่างเล็กต้องหลุดออกจากภวังค์ หลังจากที่เอาแต่เหม่อมองผู้เป็นแม่นั่งร้อยพวงมาลัย
อยู่บ้านนั้นมีความสุขไหม…ใครจะกล้าตอบความจริง
ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้รู้สึกวูบโหวงภายในใจ อดนึกถึงใครบางคนไม่ได้
คนที่เขามีอะไรด้วยเมื่อหลายวันก่อน ความสุขชั่วข้ามคืนมันหายไปภายในพริบตา
“ไม่ครับ” คนตัวเล็กปฏิเสธเสียงแข็ง
“แต่ว่าคุณธัสเขา…” นฤมลยังพูดไม่ทันจบ อลันก็แทรกขึ้นเสียก่อน
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมโอเค…คุณธัสไม่ได้รังแกผมหรอก” อลันพูดเพื่อให้ผู้เป็นแม่สบายใจ
แน่นอนว่าไม่ได้รังแกทางร่างกาย แต่คำพูดของอีกฝ่ายมันกลับทำร้ายอลันเสียจนป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
“มาอยู่บ้านหลังนี้กับแม่เถอะอลัน เดี๋ยวแม่จะลองขอคุณท่านให้” เป็นอีกครั้งที่นฤมลพยายามโน้มน้าวลูกชาย
อลันกำลังโกหก ทำไมคนที่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็กจะมองไม่ออก
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมอยู่ได้ อย่าทำให้วุ่นวายเลยครับ” พลันดวงตาคู่นั้นหม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ถนัดตา
“เขาได้ขู่อะไรลูกหรือเปล่า ถึงได้ยืนยันจะอยู่บ้านหลังนั้น” เธอรู้ว่าการที่อลันอยู่ให้เมธัสโขกสับนั้น เป็นเพราะเธออย่างแน่นอน
ส่วนเงื่อนไขที่ตกลงกันนั้น เธอก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน
“แม่ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ในเมื่อแม่เลือกแล้ว ผมก็เลือกแล้วเช่นกัน” เลือกที่จะแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้คนเดียว เพื่อแลกกับการให้แม่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรักอย่างมีความสุข
เมธัสจะได้ไม่ต้องมาตามระรานแม่ของเขา ไม่ต้องมาคอยจิกกัด
ทว่าสำหรับอลัน เขาคิดว่ามันคุ้มค่าแล้ว
ใครจะว่าโคตรโง่ก็ช่าง
“แม่ขอโทษนะ ขอโทษที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด”
“…” ใบหน้าหวานฝืนยิ้มให้คนเป็นแม่ เขาพยายามทำตัวให้มีความสุขมากที่สุด เพราะไม่อยากให้นฤมลต้องมากังวล
“ขอแม่กอดหน่อยได้ไหมลูก” น้ำตาของเธอไหลลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่อลันจะพยักหน้า และวาดแขนโอบกอดตอบผู้เป็นแม่อยู่อย่างนั้น ความอบอุ่นแผ่ซ่านทำให้นึกถึงตอนที่อยู่กันสองคนแม่ลูก
พวกเขาเคยมีความสุขมากกว่านี้
“งั้นให้ผมช่วยร้อยมาลัยดีกว่าครับ แม่นอนพักผ่อนเถอะ” อลันอาสา
“ลำบากลูกเปล่า ๆ”
“ผมทำจนคล่องแล้วครับ อยู่บ้านหลังนู้นก็ร้อยมาลัยไปใส่บาตรกับป้านวลเกือบทุกวัน”
“ลูกแม่โตแล้วจริง ๆ”
อลันหาหมอนกับผ้าห่มมาให้มารดานอนอยู่บนแคร่ไม้สัก ส่วนเขาก็ช่วยร้อยพวงมาลัยต่อ แต่ก่อนจะได้พูดคุยกันไปมากกว่านี้ จู่ ๆ ก็มีใครบางคนถือวิสาสะเดินเข้ามา ทำให้บทสนทนาระหว่างสองแม่ลูกขาดห้วงไปชั่วขณะ
“อลัน!” เธอมีชื่อว่าบุษบา เป็นแม่บ้านเก่าแก่ที่ทำงานให้ตระกูลรัตนโชติโภคินมานานพอ ๆ กับป้าศรีนวลเลย และเป็นอีกคนที่ดีต่อนฤมลมาก
“ครับป้าบุษ มีอะไรหรือเปล่าครับ” อลันถามพร้อมทั้งยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม
“คุณท่านเรียกให้ไปหา”
“ที่ไหนเหรอครับ” อลันถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพราะเขามาที่นี่โดยไม่บอกใคร แสดงว่าต้องมีคนเห็นแล้วไปบอกไกรศร หรือไม่ก็อาจจะเห็นจากกล้องวงจรปิด
“คุณท่านรออยู่ในห้องหนังสือ รีบไปสิ…เดี๋ยวคุณท่านจะรอนานนะอลัน”
อลันมีท่าทางกระอักกระอ่วนจนแสดงผ่านทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบไกรศร หากแต่ว่าเวลาเขาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่มักจะทำตัวไม่ถูกเท่านั้นเอง
“ไปเถอะลูก!” คนเป็นแม่พยักหน้าพลางยิ้มบาง ๆ
อลันจึงจำต้องลุกขึ้นเดินตามตูดป้าบุษบาต้อย ๆ ไปยังบ้านหลังใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างทางเขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ สาวใช้แต่ละคนต่างก็ก้มศีรษะให้เขา
แน่นอนว่าพวกเธอดีกับแม่ของอลันเสมอ นั่นจึงทำให้เขาเบาใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
“เชิญด้านในค่ะ” บุษบาเอ่ยเมื่อมาหยุดอยู่หน้าห้องหนังสือชั้นสอง
“ขอบคุณครับป้าบุษ ลำบากแย่เลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ งั้นป้าไปก่อนนะคะ”
แม่บ้านวัยกลางคนเดินออกไปแล้ว ร่างเล็กค่อย ๆ ก้าวเข้ามาภายในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกระดาษและหมึกพิมพ์ มันเงียบสงบเหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก
นัยน์ตาคู่สวยเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ใบหน้าที่เงยขึ้นมาจากหนังสือเล่มเก่านั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แม้ไกรศรจะมีอายุปาเข้าเลขหกไปแล้ว แต่ก็ยังดูดี สมกับเป็นคนที่รักสุขภาพมาก
และไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปกี่ปี ไกรศรก็ยังเอ็นดูอลันเสมอเช่นกัน
“มาแล้วเหรออลัน นั่งลงก่อนสิ”
อลันค่อย ๆ ก้าวขาเข้าไปใกล้กับผู้ที่มีอำนาจสูงสุดภายในบ้าน ขาสองข้างกำลังทรุดตัวลงไปนั่งกับพรมที่ปูอยู่บนพื้นตามความเคยชิน แต่กลับต้องชะงักเมื่อไกรศรแย้งขึ้นเสียก่อน
“ขึ้นมานั่งด้วยกันข้างบนเถอะอลัน ลุงไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างอะไรขนาดนั้น”
“แต่ว่า…” อลันยังพูดไม่ทันจบ ไกรศรก็แทรกขึ้น
“เอาเถอะน่า”
“คะ ครับ” ลูกติดของภรรยาน้อยเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก มือสองข้างที่ประสานกันอยู่บนหน้าตักเริ่มชื้นเหงื่อเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ทัดเทียมเจ้าของบ้านด้วยความรู้สึกเกร็ง เขาไม่คุ้นชินกับการต้องเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสเพียงลำพัง
“ทำตัวตามสบายเถอะอลัน” ดูเหมือนไกรศรจะสัมผัสได้ถึงความประหม่าจากคนตรงหน้า เขาหลุดขำออกมาเบา ๆ เพื่อให้บรรยากาศมันผ่อนคลายขึ้น
แม้จะไม่เป็นแบบนั้นเลยก็ตาม เพราะอลันยังนั่งตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้
“คุณท่านมีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ”
“ไม่มีหรอก ลุงก็แค่อยากคุยด้วยนิดหน่อย” ชายวัยหกสิบปีพูดพลางหยิบแก้วน้ำชาที่รินเอาไว้เมื่อครู่ขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางใจเย็น สุขุม น่าเกรงขาม
ต่างจากเมธัสที่ใจร้อน ขี้โวยวาย และน่ากลัว
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ลุงเห็นว่าอลันเรียนจบมาตั้งหลายปีแล้ว อยากออกไปทำงานข้างนอกหรือเปล่า”
“…”
“ลุงมีตำแหน่งในบริษัทให้ สนใจไหม” เขายื่นข้อเสนอ เพราะตั้งแต่ส่งอลันเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาบริหารธุรกิจ น่าจะช่วยงานในบริษัทได้ดีเลย
“คือว่า…” อลันอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“ว่าไง…ไม่ต้องสนใจกลัวเจ้าธัสจะว่าหรอก ลุงมีหน้าที่ตัดสินใจ”
อันที่จริงก็อยากจะไปทำงานอยู่หรอก แต่ถ้าหากต้องเจอหน้ากับเมธัสที่นั่นทุกวัน เขาเลือกทำงานบ้านเหมือนเดิมดีกว่า เพราะถึงอย่างไร เมธัสก็คงไม่ต้องการให้เขาไปยุ่งวุ่นวายถึงที่ทำงานอย่างแน่นอน
“ผมคงไม่เหมาะกับงานที่นั่นครับ ขอช่วยทำงานบ้านเหมือนเดิมดีกว่า” อลันตอบเสียงเบาเจือความหม่นเศร้าจนปิดไม่มิด
“ตัดสินใจดีแล้วเหรอ เอาไว้มาตอบลุงใหม่ก็ได้นะ” ผู้มีพระคุณให้โอกาส หากเป็นไปได้เขาจะซื้อคอนโดให้อยู่ เปิดธุรกิจให้ แต่ติดตรงที่อลันไม่ยอม
และเขาก็พอจะทราบดีว่าเมธัสน่าจะพูดจาข่มขู่อะไรไว้แน่ ๆ
“ดีแล้วครับ ขอบคุณคุณท่านมาก ๆ ที่ให้โอกาสผม”
ชายวัยกลางคนพยักหน้า “เอาละ…ลุงจะไม่บังคับหรอก จะอยู่ไหน ทำงานอะไร ลุงก็ให้อลันตัดสินใจเองก็แล้วกัน”
“...”
“แต่ถ้าเจ้าธัสมันทำให้อลันเสียใจ บอกลุงได้ทันทีเลยนะ” ไกรศรพยายามพูดจาโน้มน้าวให้คนรุ่นลูกเอ่ยปาก หากแต่ว่าตอนนี้ใบหน้าของอลันกลับก้มต่ำลง ไม่กล้าเงยขึ้นสบสายตา
“อยู่ที่นั่นผมสบายดีครับคุณท่าน ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” สุดท้ายอลันก็ยังยืนยันคำเดิม
