บทที่ 4 การต่อรองที่ไม่มีทางชนะ

พรพัชชาเสียหลักล้มกระแทกพรมหนา เสียงประตูไม้ปิดตามหลังดังก้องพร้อมเสียงล็อกกุญแจ หญิงสาวรีบยันตัวลุกพุ่งไปทุบประตูรัวไม่ยั้ง

"เปิดเดี๋ยวนี้นะ! พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้!" เธอตะโกนสุดเสียง

"ขุนทัพ! คุณจะขังฉันแบบนี้ไม่ได้! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"

"เก็บแรงไว้นอนเถอะครับคุณผู้หญิง" เสียงทุ้มของบอดี้การ์ดดังลอดเข้ามา

"ไปเรียกเจ้านายแกมาเดี๋ยวนี้! คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะยอมหรือไง!"

"นายใหญ่สั่งห้ามใครเปิดประตูบานนี้เด็ดขาดครับ"

"คิดว่าตัวเองเหนือกฎหมายนักใช่ไหม!" พรพัชชาทุบประตูซ้ำ

"ถ้าฉันหายไป สำนักงานฉันเอาเรื่องพวกแกแน่ พวกแกหนีไม่รอดหรอก!"

ไร้เสียงตอบรับ พรพัชชาหอบหายใจแรง ถอยกวาดสายตามองรอบห้องรับรองที่กว้างขวางแต่กลับเหมือนกรงขัง หน้าต่างกระจกบานใหญ่ถูกม่านทึบปิดทับและล็อกตายทุกบาน ไม่มีช่องทางให้หนี

พรพัชชาเดินวนกระวนกระวาย ก่อนสายตาสะดุดกับหน้าต่างบานกระทุ้งเล็กๆ ใกล้เพดานมุมห้องที่แง้มระบายอากาศไว้ หญิงสาวรีบลากเก้าอี้มาปีนชะเง้อมองผ่านช่องว่างนั้น

เบื้องล่างคือลานคอนกรีตหลังคาสิโน แสงสปอตไลต์สลัวส่องให้เห็นกลุ่มคนยืนล้อมวงกัน

"นายครับ! ผมกราบล่ะ! ผมผิดไปแล้ว!"

เสียงร้องขอชีวิตดังแว่ว พรพัชชาเบิกตากว้าง ภาพเบื้องล่างคือชายสภาพสะบักสะบอม ใบหน้าอาบเลือดคุกเข่าพนมมือไหว้ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มที่ยืนตระหง่าน

"ฉันเกลียดพวกหักหลังที่สุด"

ขุนทัพเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเย็นเยียบจนคนฟังขนลุกชัน

"ผมไม่ได้ตั้งใจครับนาย!" ชายคนนั้นละล่ำละลัก

"เงินยี่สิบล้านผมแค่เอาไปหมุนก่อน! ผมสาบานจะหามาคืนทุกบาท! ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะ!"

"เดอะ โครว์ ไม่ใช่โรงทานสำหรับผีพนัน" ขุนทัพก้าวเข้าไปใกล้

"และฉัน...ก็ไม่ใช่คนใจบุญที่ชอบให้โอกาสใครซ้ำสอง"

ขุนทัพรับปืนพกติดที่เก็บเสียงจากลูกน้อง ยกเล็งกลางหน้าผากอดีตลูกน้องอย่างไม่ลังเล

"ไม่ครับนาย! อย่า!"

ฟุ่บ!

เสียงปืนดังแผ่วเบากลืนไปกับความเงียบ ร่างนั้นหงายหลังล้มตึง เลือดสีเข้มไหลซึมเป็นวงกว้าง ขุนทัพส่งปืนคืนลูกน้องด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ราวกับเพิ่งเหยียบมดตายตัวหนึ่ง

"เก็บกวาดให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอย"

เขาสั่งสั้นๆ ก่อนหันหลังกลับเข้าอาคาร

พรพัชชาปิดปากแน่นกลั้นเสียงร้อง ดวงตาเบิกโพลงกับภาพสยดสยอง แข้งขาอ่อนแรงจนทรงตัวไม่อยู่ รีบปีนลงจากเก้าอี้ถอยกรูดไปชิดมุมห้อง

หญิงสาวทรุดตัวกอดเข่าพิงกำแพงแน่น ร่างกายสั่นเทา ภาพคนตายยังติดตา วินาทีนั้นเธอตระหนักได้ทันที...ขุนทัพไม่ใช่นักธุรกิจสีเทาที่จะเอาคุกตารางมาขู่ได้ แต่เขาคือปีศาจที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา

แสงสว่างยามเช้าลอดผ่านรอยแยกผ้าม่านเพียงเล็กน้อย แต่พรพัชชายังคงนั่งชันเข่าอยู่ที่เดิมตลอดคืน

กริ๊ก...

เสียงปลดล็อกประตูดังทำลายความเงียบ บานประตูถูกผลักออกช้าๆ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบยันตัวลุกยืนแม้ขาทั้งสองจะสั่นระริก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบอบช้ำจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความระแวง

ขุนทัพก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ ในเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมคอ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏมุมปากราวกับไม่ได้เพิ่งลั่นไกปลิดชีพใคร ชายหนุ่มกวาดตามองสภาพห้อง ก่อนหยุดสายตาที่ร่างบางซึ่งยืนชิดกำแพง

"หลับสบายไหม คุณทนาย" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรื่อยเปื่อย ล้วงมือสอดกระเป๋ากางเกงเดินมาหยุดกลางห้อง

"คุณเข้ามาทำไม" พรพัชชาถามเสียงสั่น พยายามไม่ถอยหนี

"มาถามความสมัครใจรอบสุดท้ายไง" ขุนทัพเลิกคิ้ว

"ผ่านไปคืนนึง สติน่าจะกลับมาแล้ว ตกลงจะรับเช็คห้าสิบล้านแล้วเดินออกไปเงียบๆ ได้หรือยัง"

ภาพชายถูกยิงกลางหน้าผากฉายซ้ำในหัว พรพัชชากลืนน้ำลายยากลำบาก แม้ความกลัวกัดกินหัวใจ แต่เมื่อนึกถึงหน้าพ่อ ความโกรธแค้นก็พุ่งทะลุขึ้นมาแทน

"ต่อให้ขังฉันอีกสิบปี หรือเอาเช็คมาฟาดหน้าอีกร้อยใบ...คำตอบก็เหมือนเดิม" เธอเชิดหน้าจ้องลึกเข้าในดวงตาดุดัน

"ฉันไม่เอาเงินเปื้อนเลือดฆาตกร และจะไม่มีวันทิ้งคดีนี้!"

"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ" ขุนทัพแค่นหัวเราะ ก้าวประชิดเข้ามา

"สั่นเป็นลูกนกขนาดนี้...คิดว่าผมไม่รู้หรือไงว่าเมื่อคืนคุณแอบดูอยู่ตรงหน้าต่าง"

พรพัชชาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก

"เห็นแล้วใช่ไหมว่าคนที่กล้าลองดีกับผม จุดจบเป็นยังไง" เขาก้มหน้าลงมาระดับเดียวกับเธอ สายตาคมกริบไล่ต้อนจนเธอถอยชิดกำแพง

"ผมฆ่าคนทรยศได้โดยไม่ต้องคิดซ้ำ แล้วคิดว่าผมจะปรานีทนายอ่อนหัดที่แส่ไม่เข้าเรื่องงั้นเหรอ"

"ก็เอาสิ!" เธอสวนเสียงแข็งมือกำแน่น

"ถ้ากล้าก็ฆ่าฉันเลย! แต่จำไว้ว่าที่ทำงานรู้ว่าฉันสืบคดีนี้ ถ้าฉันหายไป พวกเขาแห่มาที่นี่แน่ คุณหนีไม่พ้นหรอก!"

"ที่ทำงาน?" ขุนทัพหัวเราะลั่นราวกับได้ยินเรื่องตลก

"อยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์มานานแค่ไหน ถึงคิดว่าทนายกระจอกๆ จะทำอะไรผมได้?"

"กฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์เสมอ!"

"โลกสวยไปแล้วพอลลี่...อ้อ ไม่สิ พรพัชชา" เขาเย้ยหยัน

"กฎหมายก็แค่ตัวหนังสือบนกระดาษ สำหรับคนที่ไม่มีอำนาจเท่านั้นแหละ"

"ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่าคุณคิดผิด!"

คำท้าทายทำเอาขุนทัพชะงัก เขามองทนายสาวด้วยสายตายากจะคาดเดา ความดื้อรั้นของเธอทำให้อะไรบางอย่างในตัวเขาสนุกขึ้นมา เขาอยากรู้เหลือเกินว่าความยุติธรรมที่เธอเทิดทูนนักหนา เมื่อเจอของจริง...มันจะแหลกคามือเธอตอนไหน

ชายหนุ่มถอยห่าง หมุนตัวเดินไปที่ประตู

"คุณจะไปไหน!"

"ผมเปลี่ยนใจแล้ว ไม่ขังให้เปลืองข้าวหรอก"

ขุนทัพพยักหน้าให้ลูกน้องด้านนอก "ปล่อยตัวเธอไป"

บอดี้การ์ดชุดดำเดินมาขนาบข้าง พรพัชชามองซ้ายขวาสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก

"ปล่อยฉันง่ายๆ แบบนี้เหรอ...คุณมีแผนอะไร"

ขุนทัพหันกลับมามอง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้า

"ออกไปวิ่งเล่นในโลกความจริงซะคุณทนาย ไปดูให้เห็นกับตาว่าคนที่คุณกำลังงัดด้วย...ใหญ่และน่ากลัวแค่ไหน แล้วจะรู้ว่าไอ้กฎหมายที่คุณบูชานักหนา...มันไร้ค่าสิ้นดี"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป