บทที่ 5 กับดักของศัตรู
"นี่มันเรื่องระดับชาติเลยนะพี่พัช!"
เก่ง ทนายความรุ่นน้องชะโงกหน้าจ้องจอแล็ปท็อปตาไม่กะพริบ ขณะที่พรพัชชาวางแฟ้มเอกสารในมือลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง นัยน์ตาของเธอวาวโรจน์
"ชัวร์สิเก่ง ดูเส้นทางเงินพวกนี้สิ" พรพัชชาใช้ปลายปากกาเคาะที่หน้าจอ
"ปลายทางสุดท้ายที่รับเงินฟอกสีจากคาสิโน ไม่ใช่ใครที่ไหน...นายพลอำนาจ"
"เชี่ย...ตัวเป้งเลยนะพี่พัช!"
"ก็เพราะเป็นตัวเป้งไง พ่อฉันถึงต้องตาย" เธอตวัดเสียงเข้ม นัยน์ตาวาวโรจน์
"คืนนี้ฉันจะไปคลับวีไอพีของมัน"
"โหพี่! บ้าไปแล้ว! เพิ่งรอดตายมาจากคาสิโนเมื่อเช้า คืนนี้จะบุกถ้ำเสืออีกแล้วเหรอ!"
"ฉันแค่จะไปดูลาดเลา เลิกโวยวายได้แล้วเก่ง ฝากล็อกออฟฟิศด้วย"
เธอตัดบทพลางก้าวออกจากห้องทำงานทันที โดยไม่สนเสียงทัดทานของรุ่นน้อง
...
เสียงบีทหนักๆ ของดนตรีดังก้องกระแทกโสตประสาททันทีที่พรพัชชาผลักประตูเข้ามาในคลับ ผู้คนเบียดเสียดท่ามกลางบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นน้ำหอมแพงระยับและแอลกอฮอล์ หญิงสาวในชุดเดรสสีดำเข้ารูปพยายามแทรกตัวผ่านฝูงชน มุ่งหน้าไปยังเคาน์เตอร์บาร์ยาวที่มุมสลัว
บนชั้นสองของโซนวีไอพีที่กั้นด้วยกระจกทึบ หญิงสาวร่างเพรียวในชุดเดรสเปิดหลังสีแดงสดกำลังยืนหมุนแก้วคริสตัลในมือ นัยน์ตาเฉี่ยวคมจับจ้องลงไปยังร่างของทนายสาวเบื้องล่าง
"นั่นใช่ไหม...นังทนายที่ชื่อพรพัชชา" ดุลยาเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ
"ใช่ครับคุณดุลยา ผู้หญิงคนนี้แหละครับที่คุณขุนทัพเพิ่งสั่งปล่อยตัวไปเมื่อเช้า" ชายชุดดำด้านหลังค้อมศีรษะตอบ
"หึ...นึกว่าจะมีอะไรดีกว่านี้" ดุลยาเหยียดยิ้ม ร่องรอยของความหงุดหงิดพาดผ่านแววตา
"ปกติคุณขุนไม่เคยปล่อยใครรอดออกมาง่ายๆ ทำไมถึงใจดีกับอีนี่นัก..."
"นายสั่งให้เราแค่จับตาดูความเคลื่อนไหวของเธอนะครับ"
"จับตาดูอย่างเดียวมันน่าเบื่อไปหน่อยไหม" ดุลยาหันขวับไปมองลูกน้อง
"ไปเตรียมของมา จัดหนักๆ เลยนะ เอาให้ร่านจนทนไม่ไหวเลย"
"แต่ถ้านายรู้..."
"ฉันรับผิดชอบเอง!" เธอตวาดกร้าว
"เอายาใส่แก้วมัน พอมันเริ่มออกฤทธิ์ก็ลากตัวมันไปห้องเชือดด้านหลัง...ถ่ายคลิปให้ชัดๆ ทุกมุม เอาให้มันไม่มีหน้าไปสู้ใครอีกเลย ฉันอยากรู้นักว่าถ้ามันโดนรุมจนหมดสภาพ คุณขุนจะยังสนใจมันอยู่อีกไหม"
"รับทราบครับ"
ชายชุดดำรับคำสั่งก่อนจะรีบเลี่ยงออกไปจัดการตามแผน
พรพัชชาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงหน้าบาร์ กวาดสายตามองหาเป้าหมายที่อาจเชื่อมโยงกับคนของนายพลอำนาจ
"รับเครื่องดื่มอะไรดีครับคนสวย" บาร์เทนเดอร์หนุ่มส่งยิ้มพราวเสน่ห์
"ขอค็อกเทลผลไม้เบาๆ แก้วนึงค่ะ เอาแอลกอฮอล์น้อยๆ"
"รอสักครู่นะครับ"
บาร์เทนเดอร์หันไปผสมเครื่องดื่มอย่างคล่องแคล่ว โดยมีลูกน้องของดุลยาเดินเข้ามาเนียนพิงเคาน์เตอร์ อาศัยจังหวะชุลมุนหยดของเหลวใสลงในแก้วอย่างแนบเนียน
"นี่ครับ พีชสแปลช...สำหรับคุณผู้หญิง"
"ขอบคุณค่ะ"
พรพัชชายกแก้วค็อกเทลสีสวยขึ้นจรดริมฝีปาก จิบของเหลวรสหวานอมเปรี้ยวลงคอ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าบนชั้นสองนั้น ดุลยากำลังยืนแสยะยิ้มมองลงมาด้วยสายตาของมัจจุราชที่รอขย้ำเหยื่อ
ความหวานอมเปรี้ยวเพิ่งไหลลงคอไปได้ไม่ถึงห้านาที แต่อุณหภูมิในร่างกายกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เหงื่อเม็ดเล็กซึมชื้นตามกรอบหน้าและแผ่นหลัง หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก แต่กลับรู้สึกอึดอัดจนต้องยกมือขึ้นกระตุกคอเสื้อเดรสให้คลายออก
"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ หน้าแดงเชียว รับน้ำเย็นๆ สักแก้วไหม" บาร์เทนเดอร์ชะโงกหน้าเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
"ฉัน...ไม่รู้สิ รู้สึกเวียนหัว..."
"อ้าวพอลลี่! เป็นอะไรเนี่ย หน้าแดงเถือกเลย เมาแล้วเหรอ"
เสียงห้าวของผู้ชายดังแทรกขึ้นมาทางด้านหลัง พร้อมกับท่อนแขนหนาที่สอดเข้ามาประคองเอวของเธอไว้อย่างถือวิสาสะ
"ใคร...ปล่อยฉันนะ"
พรพัชชาพยายามสะบัดตัวออก แต่แขนขากลับไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว โลกทั้งใบหมุนเคว้งจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว
"โธ่เอ๊ย เมาไม่รู้เรื่องเลยนะเนี่ย สงสัยไม่ได้กินข้าวมาก่อน คออ่อนขนาดนี้" ผู้ชายอีกคนโผล่มาประกบด้านซ้าย สอดแขนเข้าใต้รักแร้แล้วพยุงให้เธอลุกขึ้นยืน
"น้องๆ เดี๋ยวพี่พาเพื่อนขึ้นไปพักข้างบนก่อนนะ จะอ้วกแล้วเนี่ย ฝากเช็คบิลรวมโต๊ะวีไอพีสองด้วย" ชายคนแรกหันไปตะโกนสั่งบาร์เทนเดอร์อย่างเป็นธรรมชาติ
"อ้าว มาด้วยกันเหรอครับ เมื่อกี้ผมเห็นพี่เขานั่งอยู่คนเดียว"
"ครับ พอดีผมกับเพื่อนเพิ่งไปเข้าห้องน้ำมา แป๊บเดียวกระดกหมดแก้วเลย ดูสภาพสิ"
"อ๋อ ได้ครับๆ รับน้ำแร่ติดมือไปให้เพื่อนล้างหน้าหน่อยไหมครับพี่"
"ไม่เป็นไร ข้างบนห้องพักมีน้ำแร่เยอะแยะ ขอบใจมากนะน้อง"
พรพัชชาเบิกตากว้าง อาการร้อนรุ่มปะทุขึ้นจากช่องท้องลามไปทั่วทุกอณูเหมือนถูกไฟเผา
"ช่วย...ด้วย..."
เธอพยายามเค้นเสียงเรียกให้คนช่วย แต่สิ่งที่หลุดออกมากลับเป็นเพียงเสียงครางเครือในลำคอที่แทบไม่ได้ยิน
"ชู่ว...ไม่ต้องร้องครับคนสวย เดี๋ยวพวกพี่จะช่วยสงเคราะห์ให้ถึงใจเลย" ชายคนที่ประคองเอวกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย
พรพัชชาพยายามจิกเล็บลงบนท่อนแขนของชายชุดดำเพื่อขัดขืน แต่เรี่ยวแรงหดหายไปจนหมด ลมหายใจหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ ความร้อนผ่าวหลอมละลายสติสัมปชัญญะ
"ปล่อย..." เธอกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด หวังใช้ความเจ็บปวดเรียกสติ
"อย่าดื้อดิวะ บอกให้เดินดีๆ"
"กูขอเปิดก่อนนะเว้ย เล็งมานานละ หุ่นแม่งโคตรเอ็กซ์"
ทั้งสองคนหัวเราะร่วน พรพัชชาถูกหิ้วปีกขึ้นบันไดเวียนมาถึงชั้นสองซึ่งเป็นโซนส่วนตัวที่เงียบสงัด
หญิงสาวพยายามเงยหน้าขึ้นมอง ป้ายสีทองหน้าประตูสะท้อนเข้าตาอย่างเลือนลาง ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะหมุนคว้างเมื่อชายชุดดำทาบคีย์การ์ดลงบนเครื่องสแกน
กริ๊ก...
เสียงปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับมือหนาที่เอื้อมไปจับลูกบิด สติของพรพัชชากำลังจะดับวูบลงพร้อมกับบานประตูที่กำลังเปิดอ้าออกรับความสิ้นหวัง
