บทที่ 6 อสรพิษ
พรพัชชาพยายามฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้ง ภาพตรงหน้าหมุนคว้างและบิดเบี้ยว ความร้อนรุ่มจากช่องท้องแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนลมหายใจปะทุผะผ่าว
"เข้าไปสิจ๊ะคนสวย... ข้างในแอร์เย็นฉ่ำ รับรองว่าเดี๋ยวพวกพี่จะทำให้หนูร้อนยิ่งกว่าเดิมอีก" เสียงกระซิบแหบพร่าดังข้างหู ตามด้วยลมหายใจเหม็นกลิ่นเหล้าและบุหรี่ที่เป่ารดต้นคอ หญิงสาวอยากกรีดร้อง อยากตะปบหน้าไอ้สารเลวที่สอดแขนเข้ามาโอบรัดเอวคอด แต่ร่างกายกลับทรยศ เรี่ยวแรงเหือดหายไปจนหมดสิ้น แม้แต่จะขยับปลายนิ้วยังทำไม่ได้
"ปล่อย... ฉัน..." เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน แต่มันกลับกลายเป็นเสียงครางเครือที่ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของอีกฝ่าย
"อย่าดิ้นเลยน่า เก็บแรงไว้ครางตอนอยู่บนเตียงดีกว่า" ชายคนที่ล็อกแขนซ้ายหัวเราะในลำคอ พลางออกแรงกระชากร่างอ่อนปวกเปียกให้ก้าวข้ามธรณีประตู
ปลายเท้าของทนายสาวลากไปตามพื้นพรม หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศและสิ้นหวังเอ่อคลอ นี่คือจุดจบของเธอหรือ ต้องมาตกนรกทั้งเป็นในสถานที่โสมมแห่งนี้เพราะความดื้อรั้นของตัวเองงั้นหรือ
ชายชุดดำคนที่เดินซ้อนหลังมาปล่อยมือจากตัวเธอ แล้วหันกลับไปดันบานประตูให้ปิดลง ทว่าในจังหวะที่บานประตูกำลังจะงับเข้ากับวงกบ...
เปรี้ยง!
บานประตูที่เกือบจะปิดสนิทถูกถีบอัดสวนเข้ามาจากด้านนอกด้วยแรงมหาศาล! ขอบประตูไม้เนื้อแข็งกระแทกอัดเข้ากับใบหน้าของคนที่ยืนจับลูกบิดอยู่อย่างจัง!
เสียงกระดูกจมูกแตกหักดังลั่น พร้อมเลือดสีสดที่สาดกระเซ็น "โอ๊ย! เหี้ยอะไรวะ!" มันแหกปากร้อง หงายหลังผงะล้มลงไปกุมหน้าตัวเองที่อาบไปด้วยเลือด
ชายอีกคนที่ล็อกแขนซ้ายพรพัชชาอยู่สะดุ้งสุดตัว เผลอปล่อยมือด้วยความตกตะลึง ร่างของทนายสาวจึงทรุดฮวบลงบนพื้นพรมทันที หญิงสาวหอบหายใจรวยริน พยายามปรือตามองผ่านม่านน้ำตาพร่ามัว
ตรงช่องว่างของประตู... ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงสลัว แสงไฟสาดกระทบใบหน้าคมคายที่บัดนี้มืดทะมึนและเย็นเยียบราวมัจจุราช ดวงตาสีดำสนิทโชนแสงอำมหิตวาวโรจน์ กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นเป็นสัน เสื้อเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมออกสองเม็ด เผยให้เห็นรอยสักรูปปีกนกกาโผล่พ้นสาบเสื้อ ย้ำชัดว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร
ขุนทัพ!
"มึง... มึงเป็นใครวะ! กล้าดียังไงมาถีบประตู..." ชายคนที่เพิ่งได้สติพยายามชักปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอว
แต่ยังไม่ทันจบประโยค ขุนทัพก็ก้าวพรวดข้ามกรอบประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ลำคอของมัน บีบแน่นจนหลอดลมแทบแหลกคามือ
"กูเป็นใครมึงไม่จำเป็นต้องรู้" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน เยือกเย็นจนคนฟังขนลุกซู่
สิ้นคำราม ร่างสูงก็เปลี่ยนมาคว้าคอเสื้อของมันด้วยสองมือ ออกแรงกระชากและใช้จังหวะบิดตัวเหวี่ยงร่างใหญ่โตนั้นจนเสียหลักไปกระแทกผนังห้องอย่างแรง เสียงเนื้อกระทบปูนดังสนั่นจนกรอบรูปศิลปะร่วงหล่นแตกกระจาย ไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว ขุนทัพพุ่งตามไปซัดหมัดขวาตรงเข้าโหนกแก้มเต็มแรง ร่างนั้นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น แต่ความเดือดดาลของมาเฟียหนุ่มยังไม่ทุเลา เขากระชากคอเสื้อมันขึ้นมาแล้วกระหน่ำหมัดซัดลงใบหน้าและหน้าท้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงหมัดกระทบเนื้อและเสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วทางเดิน เลือดสีสดสาดกระเซ็นเปื้อนข้อนิ้วและปลายแขนเสื้อเชิ้ต แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความคลุ้มคลั่ง พร้อมจะอัดพวกมันให้จมกองเลือดโดยไม่แยแสความปรานี
"อั่ก... ปล่อย... ยอมแล้ว..." มันพ่นเลือดออกจากปาก ยกมือขึ้นบังใบหน้าอย่างน่าสมเพช
"มือข้างไหนที่มึงจับเธอ... ข้างนี้ใช่ไหม!" ขุนทัพตวาดลั่น กระทืบรองเท้าหนังราคาแพงลงบนข้อมือของมันแล้วบดขยี้อย่างป่าเถื่อน เสียงกระดูกลั่นกรอบสะท้อนความโหดเหี้ยมอย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน ชายชุดดำคนที่โดนประตูฟาดหน้าพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นเพื่อลอบกัดจากด้านหลัง ทว่าสิงห์และลูกน้องอีกนับสิบคนที่ตามมาคุมเชิงอยู่ด้านนอกพุ่งเข้าชาร์จตัวมันไว้อย่างรวดเร็ว
"อย่ายุ่ง!" สิงห์ตวาด พลางล็อกคอไอ้สวะนั่นให้เบิกตาดูเพื่อนที่กำลังโดนกระทืบปางตาย
ในมุมมืดของระเบียงทางเดินชั้นสองที่เยื้องออกไปไม่กี่เมตร... หลังเสาโรมันต้นใหญ่ หญิงสาวร่างเพรียวในชุดเดรสเปิดหลังสีแดงสดกำลังยืนตัวสั่นเทิ้ม
ดุลยากำหมัดแน่นจนเล็บอะคริลิกสีเลือดหมูจิกจมลึกในฝ่ามือ ดวงตาเฉี่ยวคมที่เคยหยิ่งผยองเบิกกว้างและสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความตกตะลึงกับความเคียดแค้น
เธออุตส่าห์วางแผนแยบยล สั่งลูกน้องมาจัดการนังทนายหน้าจืดนี่ หวังจะให้ถูกย่ำยีจนหมดสภาพ ถ่ายคลิปประจานให้ไม่มีที่ยืน และที่สำคัญที่สุด... เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าขุนทัพไม่มีทางลดตัวลงมาสนใจของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ที่กำลังจะพังพินาศ
แต่ภาพตรงหน้ากลับตอกหน้าเธออย่างจัง
ผู้ชายที่เลือดเย็นและไม่เคยแยแสชีวิตใคร คนที่สั่งฆ่าศัตรูได้โดยไม่กะพริบตาและไม่เคยเอาตัวเองลงมาคลุกฝุ่นกับเรื่องไร้สาระ... ตอนนี้เขากลับทิ้งมาดเจ้าพ่อ บุกเข้ามาในคลับของศัตรูตัวฉกาจอย่างนายพลอำนาจแบบไม่กลัวตาย เพียงเพื่อช่วยผู้หญิงธรรมดา ๆ คนนี้!
เขากระทืบลูกน้องของเธอราวกับหมาบ้า ความหวงแหนที่แผ่ซ่านออกจากการกระทำมันชัดเจนเสียจนดุลยารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ น้ำตาแห่งความริษยารื้นเกาะขอบตา
"นังพรพัชชา... แกต้องชดใช้ที่แย่งความสนใจของเขาไปจากฉัน!" หญิงสาวขบกรามแน่น แววตาที่เคยมองขุนทัพด้วยความเทิดทูนแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังรากลึก
"พอแล้วครับนาย..." สิงห์ก้าวเข้ามากระซิบเตือนสติ เมื่อเห็นว่าร่างบนพื้นนอนแน่นิ่งจมกองเลือดไปแล้ว สภาพของมันตอนนี้กระดูกซี่โครงน่าจะหักไปไม่ต่ำกว่าสามซีก ลมหายใจรวยรินใกล้ตายเต็มที
ขุนทัพหอบหายใจหนัก หน้าอกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น เขายอมหยุดการกระทำอันป่าเถื่อน สะบัดคราบเลือดเหนียวเหนอะออกจากข้อนิ้วด้วยท่าทีรังเกียจราวกับเพิ่งสัมผัสสิ่งปฏิกูล ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างสะบักสะบอมนั้นให้พ้นทางอย่างเย็นชา
ท่ามกลางความเงียบงันซึ่งถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีบีตหนัก ๆ ที่แว่วมาจากชั้นล่าง ชายหนุ่มค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา
ขุนทัพหยุดสายตาลงที่ร่างบางซึ่งทรุดกองอยู่บนพื้นพรม พรพัชชากำลังหอบหายใจรัวเร็ว ใบหน้าเนียนใสที่เคยเย่อหยิ่งแดงก่ำลามไปถึงลำคอและเนินอก ผิวเนื้อสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตากลมโตที่ปรือฉ่ำด้วยหยาดน้ำตามองช้อนขึ้นมาหาเขา แววตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สับสน และทรมานจากฤทธิ์ยาที่กำลังแผดเผาอยู่ภายใน
ชายหนุ่มยืนนิ่ง จ้องมองสภาพหมดทางสู้ของทนายสาว ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดจนแทบขาดใจ... โดยไม่รู้ตัวเลยว่าในมุมมืดเบื้องหลังนั้น สายตาอาฆาตมาดร้ายของดุลยายังคงจับจ้องคนทั้งคู่อย่างไม่วางตา ราวกับอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดทุกเมื่อที่สบโอกาส
