บทที่ 1 คนที่ไม่อยากเจอ

ท่ามกลางสายฝที่เทนกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว 

ใบบัวยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาบ้านทรงไทยหลังเก่า บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาเงียบเหงาจนได้ยินเพียงเสียงเม็ดฝนกระทบพื้นไม้กระดาน กลิ่นธูปจากงานศพยังคงอบอวลเจือจางอยู่ในอากาศ... ตอกย้ำว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เธอไม่มีแม่แล้วจริง ๆ

หญิงสาวก้มมองซองเอกสารในมือ ตัวเลขหนี้สินจากธนาคารทำให้ปลายนิ้วเย็นเฉียบ บ้านหลังนี้กำลังจะถูกยึดภายในสิ้นเดือน... บ้านที่แม่รักที่สุด และเป็นความทรงจำชิ้นสุดท้ายของครอบครัว 

ใบบัวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกั้นหยาดน้ำตา แต่สุดท้ายความอ้างว้างก็พังลงจนได้

เธอเหนื่อยเหลือเกิน...

นับตั้งแต่ลาออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับมาดูแลแม่ ทุกอย่างในชีวิตก็ทยอยพังทลายลงทีละอย่าง หนี้สินจากธุรกิจเก่าของพ่อผู้สาบสูญไปตั้งแต่เธอยังอยู่ในครรภ์ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง แม้แม่จะพยายามประคองชีวิตและบ้านหลังนี้จนวินาทีสุดท้าย... ทว่าในตอนนี้ ภาระทั้งหมดกลับตกมาอยู่ที่สองบ่าเล็ก ๆ ของเธอเพียงคนเดียว

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นพร้อมสายลมหนาวจัดที่พัดเข้ากระทบผิวหน้า ใบบัวทรุดตัวนั่งลงข้างเสาเรือนด้วยความหมดแรง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องเหล็กเก่าของแม่ออกมาเปิด ภายในมีเพียงรูปถ่ายซีดจางและนามบัตรสีครีมใบหนึ่ง

‘ตุลยา’

ด้านหลังนามบัตรมีลายมืออันคุ้นตาของแม่เขียนไว้: “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ โทรหาเธอนะใบบัว”

หญิงสาวจ้องข้อความนั้นนิ่งนาน ในหัวเต็มไปด้วยความสับสนและลังเล เธอไม่อยากหวังพึ่งพาใคร โดยเฉพาะครอบครัวนั้น... ครอบครัวของผู้ชายที่เธอไม่มีหน้าแม้แต่จะกลับไปสบตา

แต่ความจนตรอกกดดันให้ปลายนิ้วสั่นเทากดเบอร์โทรออก

ตู๊ด... ตู๊ด...

หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ

(สวัสดีค่ะ) เสียงนุ่มนวลของผู้หญิงปลายสายดังขึ้น เพียงคำเดียวใบบัวก็จำได้ทันที

“คุณ... คุณตุลยาใช่ไหมคะ”

(ใช่จ้ะ ใครเอ่ย)

หญิงสาวกลืนก้อนขมขื่นลงคอ ก่อนตอบเสียงแผ่ว “ใบบัวค่ะ... ลูกสาวของคุณอิงอรค่ะ”

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงจะอ่อนแสงลงทันที (ใบบัว! หนูหายไปไหนมาลูก ป้าโทรหาเราหลายครั้งแต่ติดต่อไม่ได้เลย)

เพียงประโยคแสดงความห่วงใยนั้น น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้มเงียบ ๆ

“แม่หนู... เสียแล้วค่ะ”

(...)

“หนูขอโทษที่โทรมารบกวน แต่ตอนนี้หนูไม่รู้จะหันไปหาใครแล้วจริง ๆ ค่ะ”

ตุลยาเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด (อยู่บ้านนะลูก เดี๋ยวป้าส่งคนไปรับ)

“ไม่เป็นไรค่ะ หนู”

(เชื่อป้านะใบบัว)

หญิงสาวหลับตาลงช้า ๆ ยอมจำนนต่อโชคชะตา “ค่ะ...”

หลังจากสายตัดไป ใบบัวกอดเข่าตัวเองอยู่ตรงที่เดิม ท่ามกลางเสียงฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะซาลง เธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจต่อสายโทรศัพท์ในวันนี้น... กำลังจะพาชีวิตเธอดำดิ่งกลับไปหาผู้ชายที่เธอพยายามลบไปจากใจตลอดหกปี

หนึ่งชั่วโมงต่อมา...

แสงไฟหน้ารถยนต์คันหรูสาดส่องฝ่าม่านฝนเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ใบบัวรีบคว้ากระเป๋าสะพายใบเก่าแล้วเดินออกไป คนขับรถรีบกางร่มมารับเธออย่างนอบน้อม

“คุณใบบัวใช่ไหมครับ เชิญขึ้นรถได้เลยครับ”

หญิงสาวพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในห้องโดยสารที่ติดฟิล์มมืดสนิท ทว่าทันทีที่ประตูรถปิดลง... ร่างทั้งร่างของเธอก็พลันแข็งค้าง

กลิ่นน้ำหอมโทนเย็นอันคุ้นเคยลอยมาปะทะจมูก ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะด้านใน แสงไฟสลัวจากข้างทางสาดสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายเด่นชัด ดวงตาคู่ปลาบจับจ้องมาที่เธอนิ่ง... นิ่งเสียจนใบบัวรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวกำลังถูกสูบหายไป

หัวใจในอกกระตุกรุนแรง

“เต... มินทร์”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

“ตกใจเหรอ”

ใบบัวหน้าร้อนผ่าวด้วยความตื่นตระหนก เธอขยับตัวเตรียมจะเปิดประตูหนีลงจากรถทันที ทว่าน้ำเสียงเข้มทรงอำนาจกลับรั้งไว้

“ประตูล็อกแล้ว”

คำพูดนั้นทำเอาฝ่ามือบางเย็นเฉียบขึ้นมาทันตา เตมินทร์มองผู้หญิงตรงหน้าเงียบ ๆ สายตาคมกริบไล่สำรวจใบหน้าที่เขาไม่เคยลืมได้เลยแม้แต่วินาทีเดียวตลอดหกปีที่ผ่านมา เธอผอมลง... ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้

แต่แม่งเอ๊ย... เธอยังคงสวยจับใจ สวยจนเขาเกลียดตัวเองที่หัวใจยังสั่นคลอน

“หายไปตั้งหกปี” เขาเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน “กลับมาถึงก็แล่นไปหาแม่ฉันเลยนะ”ใบบัวเม้มริมฝีปากจนห่อเลือด “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเจอนาย”

“แต่เธอก็กลับมาแล้ว”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่โน้มกายเข้าหา กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ผสมไอความร้อนจากเรือนกายของเขาทำเอาจังหวะหัวใจของเธอเต้นรัวกระหน่ำจนแทบควบคุมไม่อยู่

“แล้วคิดเหรอ...”

ปลายนิ้วหนาเชยคางมนของเธอขึ้น บังคับให้สบตาช้า ๆ

“ว่าฉันจะปล่อยให้เธอหนีไปง่าย ๆ เป็นครั้งที่สอง”

บทถัดไป