บทที่ 5 ยังคงเป็นคนที่อยู่ในความทรงจำ
หญิงสาวกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอก ถ้าหากว่าเธอสามารถหมดรักเขาได้ง่าย ๆ อย่างที่พูดจริง... เธอคงไม่ต้องเจ็บปวดแทบกระอักทุกครั้งที่เห็นหน้าเขาแบบนี้ตลอดหกปีที่ผ่านมา
เตมินทร์มองคนตรงหน้าเงียบ ๆ เขารู้จักใบบัวดีเกินไป รู้ดีว่าเวลาที่เธอพยายามจะแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเพื่อปกปิดความอ่อนแอ เธอจะชอบเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือดแบบนี้เสมอ และยิ่งได้เห็นภาพนั้น เขากลับยิ่งใจอ่อนอย่างน่าหงุดหงิด ชายหนุ่มนึกเกลียดตัวเองลึก ๆ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ยังคงพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงคนนี้เสมอ แม้จะพยายามบังคับตัวเองให้เกลียดเธอมาตลอดหกปีก็ตาม
“คืนนี้พักผ่อนเถอะ” สุดท้ายเขาก็ยอมปล่อยมือและพูดเสียงเรียบ
ใบบัวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยสั่นไหวคล้ายกับไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมถอยทัพง่าย ๆ ทว่าก่อนที่เธอจะได้ทันระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก เสียงทุ้มต่ำกลับดังแทรกขึ้นมาอีกระลอก
“พรุ่งนี้คุณแม่ฉันจะคุยเรื่องแต่งงาน”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาพรวดพราดด้วยความตกใจ “แต่งงาน?”
“อือ” เขาครางรับในลำคอ
“นายล้อเล่นใช่ไหมเต”
เตมินทร์เลิกคิ้วขึ้น สายตากลับมานิ่งสนิท “คิดว่าฉันมีเวลาว่างมากขนาดมานั่งล้อเล่นเรื่องแบบนี้กับเธอ?”
ใบบัวรีบส่ายหน้าพัลวัน ความตื่นตระหนกแล่นพล่านในหัว “ไม่... ฉันแต่งไม่ได้”
“เพราะอะไร”
“เพราะเราไม่ได้รักกันแล้ว”
ประโยคปฏิเสธแสนใจร้ายนั้นทำให้สายตาของเตมินทร์แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาลงทันที ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ทว่ามันกลับดูอันตรายและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“เธอแน่ใจเหรอว่าไม่ได้รัก” เขาก้มลงไปกระซิบชิดริมฝีปากเธอจนแทบสัมผัสกัน “...เพราะเมื่อกี้เธอเพิ่งจะจูบตอบฉันอยู่เลยใบบัว”
ใบหน้าของหญิงสาวร้อนวูบวาบขึ้นมาทันตาด้วยความอับอาย “ฉันแค่”
“แค่คิดถึง?”
“เตมินทร์!” เธอตวาดเสียงสั่นกลบเกลื่อนความหวั่นไหว
ชายหนุ่มหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคออย่างคนอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง ก่อนจะยอมปล่อยตัวเธอให้ได้รับอิสระในที่สุด “นอนไปเถอะใบบัว”
ร่างสูงใหญ่หันหลังเดินตรงไปทางประตูห้องนอน ทว่าเมื่อมือหนาแตะเข้าที่ลูกบิด เขากลับหยุดฝีเท้าแล้วครึ่งหน้าหันกลับมา ยิ้มมุมปากด้วยแววตาอันตราย “แล้วก็ล็อกห้องดี ๆ ล่ะ เพราะฉันเริ่มไม่ค่อยแน่ใจในตัวเองแล้วเหมือนกันว่าจะอดใจไหวไหม”
“…” ใบบัวอ้าปากค้าง คำพูดหายไปหมด
“โดยเฉพาะเวลาเธอใช้สายตาแบบนั้นมองฉัน”
พูดจบเขาก็เปิดประตูแล้วเดินออกไปทันที ทิ้งให้ใบบัวยืนนิ่งหน้าแดงซ่านอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบ ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นผิดจังหวะจนควบคุมไม่ได้ หญิงสาวทรุดนั่งลงบนขอบเตียงช้า ๆ ก่อนจะยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเองเบา ๆ สัมผัสจากเรียวปากร้อนจัดของเขายังคงสลักแน่นและเด่นชัดอยู่ตรงนั้น
บ้าเอ๊ย... เธอต่อว่าตัวเองในใจ ทำไมต้องกลับมาหวั่นไหวกับเขาอีกด้วย ทั้งที่พยายามตัดใจแทบตายตลอดหกปีที่ผ่านมา
เช้าวันรุ่งจึ้น
Rrrr... Rrrr...
ในจังหวะนั้นเอง เสียงสัญญาณเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงก็ดังแผดขึ้นทำลายความเงียบ ใบบัวสะดุ้งตัวโยนรีบเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมามองดู ทว่าทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับชื่อของปลายสาย หัวใจของเธอก็พลันเย็นวาบลงไปถึงพริบตา ความสับสนหวั่นไหวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความจริงอันโหดร้ายที่รออยู่เบื้องหน้า
หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามปรับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเทาก่อนกดรับสาย “คะ... ค่ะ”
(คุณใบบัวครับ เรื่องบ้านทรงไทยและที่ดินริมน้ำของคุณ ถ้าภายในอาทิตย์หน้าทางคุณยังหาเงินมาปิดบัญชีไม่ได้ ทางเราคงต้องดำเนินเรื่องตามกฎหมาย ส่งเรื่องยึดทรัพย์ทันทีนะครับ)
ใบบัวหลับตาลงช้า ๆ หยาดน้ำตาเริ่มไหลซึมออกมาเงียบ ๆ “ขอ... ขอเวลาอีกนิดได้ไหมคะ พอดีตอนนี้ฉันกำลัง”
(ผมให้เวลาคุณมาหลายเดือนแล้วนะครับคุณใบบัว เห็นใจผมเถอะ ทางธนาคารเองก็มีข้อบังคับที่ต้องทำงานตามระบบเหมือนกัน)
หญิงสาวเม้มปากแน่นจนห่อเลือด “ฉันเข้าใจค่ะ... ฉันจะพยายามค่ะ”
(ครับ หวังว่าจะได้รับข่าวดีนะ)
หลังจากเสียงสัญญาณตัดสายไป ใบบัวก็แทบไม่ได้ยินประโยคหลังจากนั้นแล้ว โทรศัพท์มือถือร่วงหลุดจากมือลงบนที่นอน หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียนเงียบเชียบ ความอ้างว้างและความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ระลอกใหญ่
เธอเหนื่อยเหลือเกิน... เหนื่อยกับการต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง พยายามประคองชีวิตพัง ๆ และหนี้สินท่วมหัวนี้อยู่เพียงลำพังโดยไม่มีที่ยึดเหนี่ยว หญิงสาวนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ปลายเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลร่วงลงมาเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดมิด
